- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 346 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (35)
บทที่ 346 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (35)
บทที่ 346 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (35)
ในระหว่างที่อันหนิงกำลังอบรมสั่งสอนเด็กสาวทั้งสามคนในเรือน นางก็ไม่ได้ละเลยที่จะจับตาดูความเคลื่อนไหวของซ่งซื่อและจางซื่อ
หลังจากที่จางเฟิ่งเอ๋อร์ถูกซ่งซื่อเรียกไปตำหนิอย่างรุนแรงคราหนึ่ง จนเมื่อกลับมาถึงเรือนก็เกือบจะแท้งลูก อันหนิงจึงยิ่งเพิ่มความสนใจในตัวคู่แม่สามีลูกสะใภ้นี้มากขึ้น
และแน่นอนว่าจากการเฝ้าสังเกตนี้เอง ทำให้นางได้ล่วงรู้ความลับเรื่องหนึ่งเข้าจริงๆ
ที่แท้ ในยามที่กุ้ยไท่เฟยตระกูลฟู่ในวังเริ่มสูญเสียความโปรดปรานจนคนตระกูลฟู่ร้อนรนราวกะทะไหม้ จางซื่อกลับคิดจะฉวยโอกาสแทงข้างหลัง นางวางแผนลับๆเพื่อปูทางให้ถังอิ๋งบุตรสาวของตน โดยตั้งใจจะให้ถังอิ๋งปรนนิบัติถวายงานจักรพรรดิหย่งกวงเพื่อหวังตำแหน่งพระสนม
สิ่งที่จางซื่อใช้เป็นไพ่ตายก็คือข่าวคราวเกี่ยวกับอดีตอี้จงชินผู้ล่วงลับ หรือก็คืออดีตองค์รัชทายาทในรัชกาลจักรพรรดิเจี้ยนหยวน ที่มีบุตรสาวนอกสมรสคนหนึ่งแต่งเข้าตระกูลฟู่
นางต้องการให้ถังอิ๋งนำข่าวนี้ไปทูลจักรพรรดิหย่งกวง เพื่อหวังจะได้รับความดีความชอบและความโปรดปรานเป็นการตอบแทน
จางซื่อวาดฝันไว้อย่างสวยหรู แต่น่าเสียดายที่นางยังไม่ทันได้ลงมือ เรื่องนี้ก็ล่วงรู้ถึงหูอันหนิงเสียก่อน
เนื่องจากจางซื่อไม่อาจเข้าวังได้สะดวก นางจึงติดต่อกับถังอิ๋งผ่านช่องทางลับที่ตระกูลจางสร้างไว้ในวัง
อันหนิงจัดการสับเปลี่ยนจดหมายของนางโดยตรง เปลี่ยนจากจดหมายลับฉบับนั้นเป็นเพียงจดหมายถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไป ส่วนจดหมายต้นฉบับที่กล่าวถึงบุตรสาวนอกสมรสของอดีตรัชทายาทจึงตกมาอยู่ในมือของอันหนิงแทน
หลังจากอันหนิงอ่านข้อความในจดหมายแล้ว นางไม่ได้เผาทิ้งแต่กลับเก็บซ่อนเอาไว้อย่างดี
จากนั้น อันหนิงได้ติดต่อไปยังสวี่เต๋อที่อยู่เมืองหยางโจว เพื่อให้เขาส่งคนมาเอาความกับตระกูลถัง โดยเปิดโปงเรื่องราวที่จางซื่อเคยก่อกรรมทำเข็ญไว้กับถังเค่อ
นอกจากนี้ อันหนิงยังเรียกพบถังไป๋ สั่งให้เขานำหลักฐานทั้งหมดที่รวบรวมไว้ตลอดหลายปี ทั้งเรื่องที่จางซื่อปล่อยเงินกู้นอกระบบจนบีบคั้นให้คนต้องตาย รวมถึงความบังอาจที่นางสมคบคิดกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นเพื่อลักลอบค้าเกลือเถื่อน นำหลักฐานเหล่านี้ไปเอาเรื่องกับซ่งซื่อและถังจงให้เกิดความวุ่นวาย
ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อันหนิงยังเรียกตัวถังเทามาพบ สั่งให้เขานำหลักฐานการขายทรัพย์สินบรรพบุรุษที่เมืองจินหลิงฝีมือจางซื่อในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไปสมทบเป็นแรงสนับสนุนให้แก่ถังไป๋
อันหนิงคำนวณเวลาไว้อย่างแม่นยำ นางไม่ได้สั่งให้ถังไป๋ลงมือโวยวายทันที แต่รอจนกระทั่งคนจากหยางโจวใกล้จะเดินทางมาถึงเมืองหลวงเสียก่อน จึงค่อยให้ถังไป๋ออกหน้า
เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย อันหนิงก็กลับมาอบรมสั่งสอนสวี่หว่านและพรรคพวกต่ออย่างอารมณ์ดี ทว่าในครานี้ สิ่งที่อันหนิงสอนพวกนางคือ "กฎหมายแห่งราชวงศ์ต้าจิ้ง"
เด็กสาวทั้งสามคนนี้ ในอนาคตย่อมต้องก้าวขึ้นเป็นนายหญิงผู้ดูแลเรือนหลัง หากนายหญิงมีความรู้ด้านกฎหมาย ย่อมจะช่วยให้ครอบครัวหลีกเลี่ยงหายนะได้มากมายเพียงใด ดูได้จากกรณีของจางซื่อเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุด
นอกจากสวี่หว่านและคนอื่นๆแล้ว ในตอนที่สอนเรื่องกฎหมาย อันหนิงยังเรียกจางเฟิ่งเอ๋อร์มานั่งฟังด้วยกัน
นางไม่ได้สอนด้วยการท่องจำตัวบทกฎหมายที่น่าเบื่อหน่าย แต่เริ่มจากการเล่าเป็นคดีความและเรื่องราวอุทาหรณ์ เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย
อันหนิงเป็นคนที่รู้จักวิธีสอนคนเป็นอย่างยิ่ง ด้วยประสบการณ์ที่เคยผ่านโลกมาหลายใบ เคยเป็นทั้งทนายความและผ่านชาติภพมามากมาย นางจึงอธิบายหลักกฎหมายได้อย่างฉะฉานเห็นภาพ อีกทั้งเรื่องราวที่ยกมาเล่ายังน่าติดตามและช่วยเตือนสติได้เป็นอย่างดี
ในตอนแรกจางเฟิ่งเอ๋อร์ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ทว่าหลังจากได้ฟังเรื่องราวที่อันหนิงเล่าบ่อยเข้า นางถึงกับขนลุกซู่และมีเหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผาก
นางเองก็เคยแอบปล่อยเงินกู้นอกระบบมาก่อน เดิมทีนางคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร นางเป็นถึงสะใภ้ในจวนโหว การปล่อยเงินกู้เล็กน้อยจะเป็นไรไป ทว่านางเพิ่งจะซาบซึ้งในวันนี้เองว่าการปล่อยเงินกู้นอกระบบนั้นมีความผิดรุนแรงเพียงใด
เงินกู้เพียงไม่กี่ตำลึงในสายตาของนาง อาจทำให้ครอบครัวนับไม่ถ้วนต้องบ้านแตกสาแหรกขาด และพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย
ยิ่งคิด จางเฟิ่งเอ๋อร์ก็ยิ่งหวาดกลัว
นางอดไม่ได้ที่จะลูบหน้าท้องของตนเอง ลอบนึกขอบพระคุณสวรรค์ที่นางเลิกราจากเรื่องเหล่านั้นมาได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นเกรงว่าเวรกรรมอาจจะมาตกอยู่ที่ลูกในท้องได้
ในขณะที่อันหนิงกำลังสั่งสอนเด็กๆ ถังไป๋และหลี่ซื่อก็เตรียมการทุกอย่างไว้อย่างกระตือรือร้น
วันนั้น ขณะที่ซ่งซื่อกำลังเรียกจางซื่อมาพูดคุยเรื่องการจะไปเยี่ยมเยียนที่จวนหนานจวิ้นโหว ถังไป๋ก็บุกพรวดพราดเข้าไปในเรือนหลักด้วยสีหน้าโกรธจัด
“เจ้าใหญ่ นี่เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า?”
ซ่งซื่อเห็นถังไป๋ก็รู้สึกขัดใจขึ้นมาทันที “ข้ากับน้องสะใภ้ของเจ้ากำลังปรึกษาธุระกันอยู่ เจ้าพุ่งพรวดเข้ามาทำไม?”
ถังไป๋ถลึงตาใส่จางซื่อด้วยความแค้นเคือง “น้องสะใภ้หรือ? ข้าไม่มีน้องสะใภ้ที่จงใจลากครอบครัวลงเหวและทำลายวงศ์ตระกูลเช่นนี้หรอก!”
ซ่งซื่อยิ่งโมโหขึ้นไปอีก “นี่เจ้าพูดจาอะไรออกมา!”
“ข้าพูดภาษาคน!”
ถังไป๋แค่นยิ้มเย็น “แต่ก็น่าเสียดายที่พวกเดรัจฉานบางตัวกลับฟังไม่รู้เรื่อง!”
ซ่งซื่อโกรธจนตบโต๊ะฉาด "เจ้าลูกอกตัญญู! ดี... ดีแท้! เดี๋ยวนี้เจ้ากล้าหยามพวกเราแล้วสินะ เช่นนั้นก็ดี ข้ากับครอบครัวน้องชายเจ้าจะไสหัวไปให้พ้นหน้าเจ้าเดี๋ยวนี้ จะได้ไม่เป็นที่ขวางหูขวางตาใคร! คน! ไปเตรียมรถม้า ข้าจะกลับจินหลิง!"
หากเป็นเมื่อก่อน ถังไป๋ย่อมรีบเข้าไปอ้อนวอนขอขมา หรือไม่ก็ยอมอ่อนข้อให้จนเรือนรองยิ่งได้ใจ แต่ยามนี้เขามีที่พึ่งพิงที่มั่นคง จึงหาได้หวาดเกรงซ่งซื่อไม่ เขาเชิดหน้าขึ้นแล้วกล่าวตอบ "หากท่านแม่ต้องการกลับจินหลิงก็เชิญเถิด เพียงแต่ก่อนจะไป ต้องสะสางบางเรื่องให้กระจ่างเสียก่อน มิเช่นนั้น วันใดข้าเกิดสิ้นชื่อขึ้นมาจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น"
ซ่งซื่อถึงกับชะงักตะลึง นางไม่นึกเลยว่าถังไป๋ที่เคยยอมให้นางปั่นหัวมาตลอด วันนี้จะแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ ทั้งยังกล้าต่อกรกับนางอย่างไม่ลดละ "เจ้า... เจ้า..." นางชี้หน้าถังป่ายด้วยความโกรธจนพูดไม่ออก
ถังไป๋ไม่เปิดโอกาสให้นางเอ่ยสิ่งใดต่อ เขากล่าวสวนขึ้นทันที "ท่านแม่ควรไปถามลูกสะใภ้คนดีของท่านดูจะดีกว่าว่านางก่อเรื่องอันใดไว้บ้าง เหอะ! หลายปีมานี้แค่นางแอบอ้างชื่อจงหยงปั๋วของข้าไปปล่อยเงินกู้นอกระบบยังไม่พอ แต่นี่ถึงขั้นสมคบคิดกับคนภายนอกลักลอบค้าเกลือเถื่อน! ท่านแม่... เรื่องแต่ละอย่างที่นางทำลงไป มันคือการบีบข้าให้ไปตายชัดๆ!"
"อะไรนะ!" ซ่งซื่อตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ นางพอจะรู้อยู่บ้างว่าจางซื่อเคยปล่อยเงินกู้ ซึ่งนางก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะในเมืองหลวงมีนายหญิงเรือนหลังที่ทำเช่นนี้อยู่ถมเถไป นางคิดว่าเป็นเพียงการเจียดเงินออกไปให้กู้ยืมเล็กน้อยคงไม่เป็นไร แต่การลักลอบค้าเกลือเถื่อนนั้นต่างออกไปสิ้นเชิง! นั่นคือโทษทัณฑ์ร้ายแรงถึงขั้นถูกริบทรัพย์ประหารล้างตระกูล! หากจางซื่อทำสำเร็จและเรื่องแดงขึ้นมา จวนโหวทั้งจวนย่อมถูกร่างแหไปด้วย
ซ่งซื่อหน้าถอดสีในทันใด นางตวัดสายตาพิฆาตมองไปยังจางซื่อ "สะใภ้รอง! นี่มันเรื่องอะไรกัน? เจ้ากล้าดียังไงถึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเกลือเถื่อน!"
ยามนี้จางซื่อหวาดกลัวจนถึงขีดสุด นางนึกไม่ถึงว่าเรื่องที่ตนทำอย่างลับๆ สุดท้ายกลับถูกเรือนใหญ่ล่วงรู้เข้าจนได้ แต่ ณ วินาทีนี้ นางจะยอมรับไม่ได้เด็ดขาด จึงได้แต่กัดฟันยืนกรานปฏิเสธ "ท่านแม่... ข้าไม่ได้ทำนะเจ้าคะ ทั้งหมดนี้เป็นพี่ใหญ่ที่ใส่ร้ายข้า!"
"เหอะ!" ถังไป๋แค่นยิ้มด้วยความสมเพช "จางซื่อ เจ้าคิดว่าถ้าข้าไม่มีหลักฐานจะบุกมาถึงที่นี่รึ? หากข้าไม่กุมหลักฐานที่มัดตัวเจ้าจนแน่นหนา ข้าคงไม่มาเปิดโปงเจ้าให้เสียเวลาหรอก"
เขาหยิบหลักฐานออกมาจากอกเสื้อแล้วสะบัดทิ้งลงตรงหน้าซ่งซื่อ ซ่งซื่อรีบหยิบขึ้นมาดู รายละเอียดแต่ละข้อที่จดบันทึกไว้ทำให้นางโกรธจนหน้ามืดวิงเวียน
"ข้าไม่ได้มีเพียงแค่นี้นะ แต่ข้ายังมีพยานบุคคลด้วย จางซื่อ... จะให้ข้าเรียกพวกขี้ข้าที่เจ้าสั่งการมาที่นี่ดีไหม? หรือจะให้ข้าลากคอเจ้าพวกเศรษฐีท้องถิ่นที่เจ้าคิดจะสมคบคิดด้วยมาประจันหน้ากันดีเล่า?"
จางซื่อทรุดตัวลงกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวจนสิ้นท่า นางตัวสั่นเทาพร่ำโขกศีรษะไม่หยุด "ท่านแม่... ข้า... ข้ามีความจำเป็นจริงๆเจ้าคะ ถังอิ๋งอยู่ในวังต้องใช้เงินทองมากมาย แต่เงินกองกลางของบ้านเราแทบไม่เหลือแล้ว ข้าไม่มีทางเลือกอื่น ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่อเห็นแก่จวนโหวทั้งนั้น!"
"ช่างกล้าอ้างว่าเพื่อจวนโหว!" ถังไป๋ยืนกอดอก มองเหยียดจางซื่ออย่างดูแคลน "ข้าไม่ยักษ์รู้เลยว่าเจ้าเป็นคนเสียสละเห็นแก่ส่วนรวมถึงเพียงนี้ ที่เจ้าอ้างว่าทำเพื่อจวนโหว แล้วเงินทองที่ได้มามันหายไปไหนหมดล่ะ? เงินกองกลางไม่เห็นแม้แต่แดงเดียว ท่านแม่เองก็คงไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อยกระมัง เงินพวกนั้น... เกรงว่าคงไหลเข้าคลังส่วนตัวของเจ้าหมดแล้วล่ะสิ!"
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ถังไป๋ก็ยิ่งทวีความโกรธ "ไปเชิญนายท่านรองมาที่นี่ วันนี้ข้าต้องสะสางเรื่องนี้กับเขาให้รู้ดำรู้แดง เมียของเขาทำเรื่องฉาวโฉ่ที่อาจลากตระกูลถังไปตายทั้งโคตรเช่นนี้ เขาจะจัดการหรือไม่!"