เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 326 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (15)

บทที่ 326 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (15)

บทที่ 326 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (15)


ต่อให้เสวี่ยเปียวจะอาลัยอาวรณ์เพียงใด แต่อันหนิงก็ยังคงต้องจากไปอยู่ดี

ในตอนที่นางออกเดินทางจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือ มีเพียงเสวี่ยเปียวเท่านั้นที่มาส่ง

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เสวี่ยเปียวได้จัดการดูแลคนในตระกูลหลี่จนเข้าที่เข้าทาง เขาจัดหาที่พักอาศัยให้ และยังฝากฝังให้หลี่จื้อเฉิงรับหน้าที่เป็นอาลักษณ์ในกองทัพ ทั้งยังหางานให้บุตรชายของหลี่จื้อเฉิงทำด้วย สรุปแล้วชีวิตความเป็นอยู่ของตระกูลหลี่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือถือนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว

เสวี่ยเปียวรายงานเรื่องเหล่านี้ให้อันหนิงฟัง ทำให้นางรู้สึกยินดีไม่น้อย นางกำชับความบางอย่างกับเขาอีกสองสามประโยคก่อนจะออกเดินทาง

หลังจากนั้นอันหนิงก็พาถังเพ่ยท่องไปทั่วสารทิศ นางไม่ได้เพียงต้องการขัดเกลาถังเพ่ยเท่านั้น แต่ยังเสาะหาพื้นที่ที่มีพลังปราณอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรอีกด้วย

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ถังเพ่ยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เขาได้เห็นโลกกว้างขึ้น ใจคอก็เปิดกว้างตามไปด้วย ประกอบกับการอบรมสั่งสอนอย่างอดทนจากอันหนิงผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เด็กคนนี้จึงราวกับได้รับการผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นใหม่จนกลายเป็นคนละคน

พวกเขาใช้เวลาเดินทางเช่นนี้อยู่หนึ่งปีเต็ม จนในที่สุดอันหนิงก็ค้นพบชีพจรพลังปราณที่บริเวณเทือกเขาเทียนซาน

สุดท้ายนางกับถังเพ่ยจึงเลือกอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง

ทุกๆวันอันหนิงจะบำเพ็ญเพียร และในเวลาว่างนางก็จะสอนถังเพ่ยอ่านตำราและฝึกวรยุทธ

นางยังใช้ตัวยาต่างๆช่วยขัดเกลากระดูกและกล้ามเนื้อของถังเพ่ยเพื่อยกระดับพรสวรรค์ของเขา ทั้งยังถ่ายทอดทักษะการเอาตัวรอดในป่าให้อีกมากมาย

เวลาล่วงเลยไปสามปี เมื่อถังเพ่ยฝึกฝนวรยุทธจนกล้าแกร่งและสามารถใช้ชีวิตบนเทียนซานตามลำพังได้แล้ว อันหนิงจึงมอบหมายให้บ่าวผู้ซื่อสัตย์คอยดูแลเขา ส่วนนางกักตนปิดตายบำเพ็ญตบะอยู่ภายในส่วนลึกของถ้ำ

เนื่องจากอยู่ห่างไกลกันมาก อันหนิงจึงไม่เคยสืบข่าวคราวเกี่ยวกับจวนจงหยงโหวอีกเลย

ในใจนางกระจ่างแจ้งดีว่า ต่อให้สืบไปก็ไร้ประโยชน์ นางไม่อาจยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายได้มากนัก และไม่อาจเปลี่ยนชะตากรรมของคนเพียงไม่กี่คนได้ ต่อให้รู้ว่าจวนจงหยงโหวเกิดเรื่องอะไรขึ้น ก็ทำได้เพียงร้อนใจอยู่ฝ่ายเดียว

ส่วนครอบครัวของลูกชายคนรองนั้น อันหนิงค่อนข้างวางใจ

เพราะในตอนที่นางช่วยชีวิตถังเพ่ย นางเริ่มมองเห็นสิ่งต่างๆได้ลึกซึ้งขึ้น นางพอดูออกว่าแท้จริงแล้วครอบครัวของเจ้าลูกรองไม่ได้เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลัก ขอเพียงพวกเขาจากไปก็น่าจะปลอดภัยไร้กังวล

ประกอบกับอันหนิงได้วางเครือข่ายความช่วยเหลือในแถบมณฑลทางใต้ไว้หมดแล้ว ต่อให้ครอบครัวของถังเป่ากั๋วจะต้องไปอยู่ในที่ทุรกันดารที่สุดก็ย่อมมีชีวิตรอดได้

อันหนิงจึงถือเสียว่านี่คือบททดสอบสำหรับครอบครัวของถังเป่ากั๋ว

ในช่วงที่อันหนิงไม่ได้รับรู้ข่าวสาร เส้นเรื่องเดิมก็ได้ค่อยๆดำเนินไป

เริ่มจากหลี่ซื่อให้กำเนิดบุตรชายคนที่สองนามว่า "ถังเทา" หลังจากนั้นในวันขึ้นปีใหม่ จางซื่อก็ได้ให้กำเนิดบุตรสาวนามว่า "ถังอิ๋ง"

ทันทีที่ถังอิ๋งเกิดมา จางซื่อและซ่งซื่อก็เริ่มป่าวประกาศไปทั่วว่าถังอิ๋งมีวันเดือนปีเกิดที่เป็นมงคลและมีวาสนาล้นพ้น พวกนางป่าวร้องจนแทบจะรู้กันไปทั้งเมือง

ตอนนี้ไม่มีทั้งอันหนิงและถังเป่ากั๋วคอยขัดขวาง จึงไม่มีใครควบคุมซ่งซื่อได้อีก นางเริ่มทำตามใจตัวเองอย่างเต็มที่

เดิมทีนางก็ทั้งอำมหิตและโง่เขลาอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งหน้ามืดตามัวลุ่มหลงแต่ในลาภยศสรรเสริญ โดยไม่เคยย้อนคิดเลยว่าตนเองจะมีวาสนาได้เสวยสุขไปตลอดหรือไม่

ทางด้านหลี่ซื่อดูเหมือนจะมองเห็นลางร้ายบางอย่าง

ทว่าก่อนจากไป อันหนิงได้กำชับกับถังไป๋และหลี่ซื่อไว้เป็นพิเศษ ให้นางสละอำนาจการดูแลจวน ต่อไปไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในบ้าน แค่ตั้งใจใช้ชีวิตเล็กๆของตนเองไปก็พอ ต่อให้ซ่งซื่อและจางซื่อจะผลาญทรัพย์สินในจวนโหวจนหมดสิ้นก็ไม่ต้องกลัว ขอเพียงรักษาชีวิตเอาไว้ได้ก็นับว่าดีที่สุดแล้ว

หลี่ซื่อเชื่อฟังคำของอันหนิงมาก ตอนนี้นางจึงทุ่มเทให้กับการเลี้ยงดูถังเทาเพียงอย่างเดียว เรื่องอื่นๆล้วนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินทั้งสิ้น

แต่ในยามค่ำคืนเมื่อล้มตัวลงนอน นางก็ยังมิวายคุยกับถังไป๋ว่า "ฉันเห็นน้องสะใภ้รองทำตัวโอ้อวดออกนอกหน้าเกินไปนัก เกรงว่านี่จะไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืนเลย"

ถังไป๋ทอดถอนใจ "พวกเราจัดการไม่ได้หรอก ทำตัวเป็นคนตาบอดหูหนวกไปเสียเถิด"

หลี่ซื่อมีความกังวลอยู่บ้าง บางครั้งถังไป๋เองก็นอนไม่หลับเมื่อนึกถึงทุกอย่างในบ้านหลังนี้

อีกด้านหนึ่ง ท่านสามเป็นผู้ใหญ่ที่มองการณ์ไกลและเข้าใจสถานการณ์ดี ทว่าซ่งซื่อกลับถือดีในยศถาบรรดาศักดิ์ภรรยาขุนนางขั้นหนึ่ง จึงมองข้ามคนบ้านท่านสามอย่างสิ้นเชิง ต่อให้ท่านสามจะพูดอะไรนางก็ไม่ฟัง มิหนำซ้ำยังพูดจาถากถางแดกดัน จนท่านสามเองก็ถอดใจไม่ยอมยุ่งเกี่ยวอีก

วันเวลาแห่งการกักตนบำเพ็ญเพียรของอันหนิงไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่ายี่สิบปี

ในวันหนึ่ง ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวเหาะเหินมุ่งหน้าสู่ยอดเขาเทียนซาน

เขาเคลื่อนที่รวดเร็วปานดาวตก แม้แต่คนเลี้ยงสัตว์ในแถบนั้นก็ยังมองเห็นเงาร่างของเขาไม่ชัด

เมื่อมาถึงยอดเขาเทียนซาน ชายหนุ่มก็ยืนไพล่หลัง

เขามีท่วงท่าสง่างาม องอาจผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ ยามยืนอยู่ท่ามกลางลมพัดกระโชกดูราวกับเทพเซียนจุติลงมา

บริเวณถ้ำที่อยู่ข้างชายหนุ่ม มีคนหลายคนเดินออกมา เมื่อเห็นชายหนุ่มต่างก็พากันเข้ามาคำนับ "คารวะนายน้อย"

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางพลางเข้าไปพยุงคนเหล่านั้นให้ลุกขึ้นทีละคน "ท่านย่าทวดออกจากด่านบำเพ็ญหรือยัง?"

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งในกลุ่มนั้นส่ายหน้า "ยังเลย"

ใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏแววกังวลขึ้นมาทันที

เหล่าผู้อาวุโสไม่อยากให้เขาต้องเป็นกังวล จึงรีบเอ่ยแสดงความยินดีด้วยรอยยิ้ม "ยังมิได้ร่วมยินดีกับนายน้อยเลยที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่งในระดับชั้นเอก กลายเป็นจอหงวนผู้มีความสามารถ"

ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มแห่งความปิติออกมาบ้าง "ล้วนเป็นเพราะปู่ๆย่าๆทุกท่านช่วยดูแลข้ามาอย่างดี"

ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือถังเพ่ย เจ้าตัวเล็กที่อันหนิงพาออกมาเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนนั่นเอง

ยามนี้ถังเพ่ยเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว

ในช่วงที่เขาศึกษาเล่าเรียนและฝึกวรยุทธอยู่บนเขาจนอายุได้สิบกว่าขวบ เหล่าบ่าวผู้ซื่อสัตย์ก็ได้ปฏิบัติตามคำสั่งที่อันหนิงเคยกำชับไว้ โดยการพาถังเพ่ยลงจากเขาไปหาเฝิงเม่าไฉ เจ้าสำนักศึกษาชิงซีแห่งเจียงหนาน เพื่อฝากฝังให้ถังเพ่ยเป็นศิษย์เล่าเรียนตำรา

ถังเพ่ยเป็นคนเฉลียวฉลาด ทั้งยังมุมานะบากบั่น อีกทั้งทุกครั้งที่เอ่ยปากมักจะแสดงทัศนคติที่ลึกซึ้งไม่ธรรมดา ทำให้เจ้าสำนักเฝิงเอ็นดูเขาเป็นอย่างมาก

ประกอบกับอันหนิงเคยช่วยชีวิตครอบครัวของเจ้าสำนักเฝิงไว้ และเมื่อรู้ว่าถังเพ่ยคือเหลนชายของนาง เจ้าสำนักเฝิงจึงดูแลเขาประหนึ่งบุตรหลานในไส้

หลังจากนั้นถังเพ่ยก็ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่เจียงหนานมาโดยตลอด แน่นอนว่าเขาก็ไม่เคยละทิ้งการฝึกวรยุทธเช่นกัน

เขาอายุสิบห้าปีสอบติดซิ่วไฉ อายุสิบแปดปีสอบได้เป็นจวี่เหริน จากนั้นเขาก็ไม่ได้เข้าร่วมสอบขุนนางระดับประเทศทันที แต่เลือกที่จะเก็บตัวอ่านตำราต่ออีกหลายปี จนกระทั่งการสอบขุนนางในปีนี้ เขาจึงลงสนามและคว้าชัยชนะมาได้อย่างโดดเด่น

หลังจากสอบติดจอหงวน เขาก็มุ่งหน้าไปเยี่ยมเจ้าสำนักเฝิงที่เจียงหนานก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงรีบเดินทางมายังเทียนซาน

เขาอยากมาดูว่าอันหนิงออกจากด่านบำเพ็ญหรือยัง ต่อให้ยังไม่ออก เขาก็ตั้งใจจะนำข่าวดีนี้มาบอกกล่าวให้เหล่าปู่ย่าบนเขาได้รับรู้ เพื่อให้ทุกคนได้พลอยยินดีไปด้วยกัน

แต่กลับคิดไม่ถึงว่าคนเหล่านี้จะล่วงรู้ข่าวดีนี้อยู่ก่อนแล้ว

ถังเพ่ยพูดคุยหยอกล้อกับเหล่าผู้อาวุโสอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองทางปากถ้ำ "ไม่รู้ว่าท่านย่าทวดจะออกจากด่านเมื่อใด ข้าเป็นห่วงเหลือเกิน..."

เขายังพูดไม่ทันขาดคำ ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสพลันมืดครึ้มด้วยหมู่เมฆดำที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมฆหนาทึบเคลื่อนตัวต่ำลงมาประหนึ่งจะกดทับยอดเขาไว้

ตามมาด้วยเสียงสายฟ้าฟาดและประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ

สุ้มเสียงที่กังวานและนุ่มนวลของอันหนิงแว่วมาตามลม "เพ่ยเอ๋อร์ พาปู่และย่าของเจ้าลงจากเขาไปเดี๋ยวนี้!"

ถังเพ่ยได้ยินดังนั้นก็รีบจูงมือเหล่าผู้อาวุโสวิ่งลงจากเขาในทันที

เหล่าผู้อาวุโสที่คอยเฝ้าอยู่บนเขาแต่อดีตนั้นมิได้อยู่เฉยๆไปวันๆ อันหนิงได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาไว้ให้พวกเขาบ้างเช่นกัน ตลอดหลายปีมานี้พวกเขาจึงได้ฝึกวรยุทธจนร่างกายแข็งแรงกำยำ ยามนี้จึงวิ่งลงเขาได้รวดเร็วยิ่งนัก

ทว่าต่อให้พวกเขาจะวิ่งเร็วเพียงใด เมื่อลงมาถึงกึ่งกลางเขา ก็เห็นสายฟ้าสีม่วงขนาดเท่าลำต้นไม้ฟาดกระหน่ำลงมากลางยอดเขาจนท้องฟ้าแทบปริแยก ช่างเป็นภาพที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก

"ท่านย่าทวด..."

ถังเพ่ยตะโกนเรียกด้วยความกังวลที่เพิ่มทวีขึ้น

จู้จื่อคว้าแขนถังเพ่ยไว้ "ฮูหยินผู้เฒ่าเคยกล่าวไว้ว่า ยามที่นางออกจากด่านย่อมต้องเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้น คิดว่านี่คงเป็นสัญญาณว่าท่านกำลังจะออกมาแล้ว"

ถังเพ่ยสะกดกลั้นความกังวล พลางพยุงจู้จื่อและเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆมุ่งหน้าลงเขาต่อไป

ตลอดทางพวกเขาเห็นสายฟ้าฟาดกระหน่ำจนยอดเขากลายเป็นสีดำเกรียม

ครั้นเมื่อพวกถังเพ่ยวิ่งลงมาถึงตีนเขา ท้องฟ้าบนยอดเขาก็ดูเหมือนจะกลับมาแจ่มใสดังเดิม

ถังเพ่ยยังคงไม่วางใจอันหนิง เขาตั้งท่าจะกลับขึ้นไปบนเขาอีกครั้งเพื่อดูว่าย่าทวดของตนได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ แต่ในตอนนั้นเอง กลับมีมืออันนุ่มนวลขาวผ่องข้างหนึ่งยื่นมาแตะที่แขนเขาไว้

ถังเพ่ยหันขวับไปมอง ก็พบกับหญิงสาวแรกรุ่นนางหนึ่งกำลังมองเขาด้วยรอยยิ้ม

หญิงสาวผู้นั้นดูอายุเพียงยี่สิบปีต้นๆ สิริโฉมหมดจดงดงามไร้ที่เปรียบ ทว่าในดวงตาที่มองมายังเขากลับฉายแววเมตตาเอ็นดูอย่างลึกซึ้ง และเมื่อมองพิจารณาเครื่องหน้าอย่างละเอียด ก็นับว่าเหมือนกับท่านย่าทวดของเขาแทบจะถอดแบบกันมา

เพียงแต่ในความทรงจำของถังเพ่ย ท่านย่าทวดของเขามักจะดูอ่อนเยาว์ก็จริง แต่ก็ยังอยู่ในวัยราวสามสิบถึงสี่สิบปี ไม่ได้ดูเยาว์วัยประหนึ่งสาวรุ่นเช่นหญิงนางนี้

"ท่านคือ...?"

หญิงสาวผู้นั้นหัวเราะเบาๆพลางตบไหล่ถังเพ่ย "อะไรกัน แม้แต่ย่าทวดของเจ้าเองก็จำไม่ได้แล้วหรือ"

ถังเพ่ยพิจารณานางอีกหลายรอบ ก่อนจะรีบทิ้งตัวลงคุกเข่าทันที "ท่าน... ท่านย่าทวด!"

ที่แท้ หญิงสาวนางนี้ก็คืออันหนิงที่เพิ่งออกจากด่านบำเพ็ญนั่นเอง

จบบทที่ บทที่ 326 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (15)

คัดลอกลิงก์แล้ว