- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 324 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (13)
บทที่ 324 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (13)
บทที่ 324 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (13)
หลังจากถังไป๋กลับไปแล้ว หยางซื่อก็หันมาถามถังเป่ากั๋วทันที "ท่านพี่ คำพูดของท่านแม่หมายความว่าอย่างไรกันแน่เจ้าคะ?"
ถังเป่ากั๋วทอดถอนใจยาว "พี่ใหญ่ตายอย่างมีเงื่อนงำ อีกทั้งเจ้ายังจำสภาพของท่านแม่ยามล้มป่วยเจียนตายตอนนั้นได้หรือไม่? ไหนจะเรื่องของเพ่ยเอ๋อร์ในคราวนี้อีก... ยิ่งข้าคิดก็ยิ่งนึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าสิ่งใดกันที่จองเวรตระกูลเราถึงเพียงนี้ ราวกับว่าหากไม่กำจัดคนในบ้านเราให้ตายตกไปตามกันจนหมดสิ้น มันก็จะไม่ยอมเลิกรา"
คำพูดนี้ทำเอาหยางซื่อขวัญเสียไปด้วย นางคว้ามือถังเป่ากั๋วไว้แน่น "ท่านพี่ พวกเรา... พวกเราเชื่อฟังท่านแม่เถิดเจ้าค่ะ"
ถังเป่ากั๋วเองก็มีความตั้งใจเช่นนั้น "ทางราชสำนักกำลังคิดจะส่งขุนนางไปประจำการยังมณฑลทางตอนใต้ เพียงแต่ที่นั่นห่างไกลจากเมืองหลวงมากนัก ทั้งยังเป็นถิ่นทุรกันดารที่ยังไม่เจริญ จึงไม่มีใครอยากไปนัก สู้ข้าถวายฎีกาต่อฝ่าบาท ขออาสาพาทุกคนหลบไปอยู่ที่นั่นดีกว่า ข้าคิดอยู่เสมอว่า ยิ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงมากเท่าไร ก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น"
หยางซื่อรีบพยักหน้าเห็นพ้องทันที "ท่านพี่รีบเขียนฎีกาเถิดเจ้าค่ะ"
คืนนั้น ถังเป่ากั๋วขังตัวอยู่ในห้องหนังสือเพื่อเขียนฎีกา ส่วนหยางซื่อแยกไปสวดมนต์อยู่ในห้องพระเพียงลำพัง ประการหนึ่งคือนางต้องการวิงวอนต่อพระโพธิสัตว์ให้คุ้มครองอันหนิง อีกประการคือเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจของตนเองกลับมา
วันรุ่งขึ้น ถังเป่ากั๋วก็ยื่นฎีกาขึ้นไปทันที โดยระบุว่าต้องการแบ่งเบาภาระด้วยการพาครอบครัวไปรับตำแหน่งที่มณฑลทางใต้
ขณะนั้น จักรพรรดิเจี้ยนหยวนกำลังทรงกลัดกลุ้มเรื่องมณฑลทางใต้อยู่พอดี อันที่จริงหากจะกล่าวไป พื้นที่แถบชายฝั่งของมณฑลทางใต้นั้นก็นับว่ามั่งคั่งไม่น้อย ทว่าตำแหน่งที่ขาดแคลนขุนนางกลับเป็นพื้นที่ทุรกันดารซึ่งยังไม่ได้รับการพัฒนา เป็นแหล่งรวมตัวของชนกลุ่มน้อยหลากหลายกลุ่ม การไปรับราชการที่นั่นจึงเต็มไปด้วยอันตราย ในรอบสิบปีที่ผ่านมามีขุนนางจบชีวิตลงขณะปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วหลายราย ขุนนางในราชสำนักพอได้ยินว่าจะต้องไปที่นั่น ต่างก็ร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญไม่อยากจากไป
ใครจะคาดคิดว่าจงอี้โหวกลับเต็มใจอาสาไปเอง
จักรพรรดิเจี้ยนหยวนทรงนึกไปถึงจงหยงโหวที่สิ้นชีพเพื่อช่วยชีวิตพระองค์ จึงได้แต่ทอดถอนพระทัย "ตระกูลถังช่างเป็นขุนนางผู้ภักดีโดยแท้ น่าเสียดายนัก"
แม้จักรพรรดิเจี้ยนหยวนจะทรงเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งการเป็นผู้ปกครองเพียงใด ทว่าสำหรับตระกูลถังแล้ว พระองค์ยังคงทรงรู้สึกผิดระคนตื้นตัน พระองค์ทรงคิดเสียว่านี่คือหนี้ที่ราชวงศ์ติดค้างต่อตระกูลนี้ หากจงอี้โหวสามารถปกครองพื้นที่แถบนั้นได้จริง จะต้องพระราชทานรางวัลให้อย่างงามแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ จักรพรรดิเจี้ยนหยวนจึงมีพระบรมราชโองการให้ถังเป่ากั๋วเดินทางไปรับตำแหน่งในทันที
เมื่อถังเป่ากั๋วได้รับราชโองการแล้ว ก็รีบเดินทางไปร่ำลาที่จวนจงหยงโหว
ซ่งซื่อเมื่อรู้ว่าถังเป่ากั๋วจะไปมณฑลทางใต้ ในใจนางก็นึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทว่านางกลับยังแสร้งกุมมือหยางซื่อไว้ด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์ "น้องสามีเหตุใดจึงคิดไม่ตกเช่นนี้ อยู่ในเมืองหลวงดีเพียงใด ทำไมต้องลำบากไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้นด้วย น้องสะใภ้รอง หรือเจ้ากับลูกๆจะรั้งอยู่ในเมืองหลวงเป็นเพื่อนข้าที่นี่ จะได้ไม่ต้องไปตกระกำลำบากด้วยกัน"
หยางซื่อประดับรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า "ท่านพี่สะใภ้พูดอะไรเช่นนั้น ท่านพี่ของข้าไปทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระ ในยามที่เขากำลังลำบากตรากตรำ ข้าจะเสวยสุขอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างไร ข้าจำเป็นต้องติดตามเขาไปเจ้าค่ะ"
ในใจของหยางซื่อแอบค้านว่า ข้าจะกล้าอยู่ที่เมืองหลวงต่อได้อย่างไร ขืนอยู่ต่อไปไม่รู้ว่าจะสิ้นชื่อยามไหน ไปมณฑลทางใต้อย่างน้อยก็น่าจะยืดอายุออกไปได้อีกหลายวัน
หลังจากถังเป่ากั๋วร่ำลาคนในจวนจงหยงโหวเสร็จสิ้น เขาก็เร่งรีบเก็บข้าวของออกเดินทางทันที ความรวดเร็วนั้นราวกับมีใครกำลังไล่ล่าเอาชีวิตอยู่ข้างหลัง
และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เพียงไม่กี่ก้าวหลังจากที่พวกเขาพ้นเขตเมืองหลวงไป มงกุฎราชกุมารก็ทรงปลงพระชนม์ชีพพระองค์เอง ทิ้งให้พระชายาและพระโอรสองค์โตถูกคุมขัง ขุนนางในราชสำนักที่ถูกลากเข้าไปพัวพันกับคดีนี้มีจำนวนจนนับไม่ถ้วน
นอกจากนี้ สนมลับของมกุฎราชกุมารยังให้กำเนิดพระธิดา และมีคำสั่งลับให้คนแอบส่งเด็กน้อยไปยังตระกูลฟู่ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลถัง นี่เป็นเพราะถังเป่ากั๋วหนีไปได้ทัน มิฉะนั้นพระธิดานอกสมรสของมกุฎราชกุมารผู้นี้อาจจะถูกส่งมายังบ้านของเขาแล้ว
ถังเป่ากั๋วที่เดินทางออกนอกเมืองมาได้ไม่กี่วัน เมื่อได้รับทราบข่าวนี้เขาก็ลอบเช็ดเหงื่อที่ผุดซึมพลางอุทานในใจว่า เกือบไปแล้ว เกือบไปแล้วจริงๆ
หยางซื่อเองก็ยังขวัญหนีดีฝ่อไม่หาย
หลังจากนั้น ครอบครัวนี้ก็เร่งฝีเท้าเดินทางประหนึ่งมีเรื่องคอขาดบาดตายเข้ามาถึงตัว
ครั้นพ้นจากมณฑลจื๋อลี่ ขบวนเดินทางของตระกูลถังก็ถูกสกัดให้หยุดลง
จากนั้นถังเป่ากั๋วก็ได้พบกับท่านแม่ของตนที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี
เขาเห็นท่านแม่จูงมือถังเพ่ยพลางส่งยิ้มละไมมาให้
ชั่วขณะนั้น ในใจของถังเป่ากั๋วเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เขาตัดสินใจสั่งให้ขบวนรถหาที่พักแรมทันที และให้หยางซื่อไปเชิญอันหนิงมา
เมื่อเข้าไปในห้องที่ปราศจากผู้คน ถังเป่ากั๋วและหยางซื่อก็รีบคุกเข่าลงทันที "คำนับท่านแม่ ท่านแม่สบายดีหรือไม่ขอรับ"
อันหนิงโน้มตัวลงพยุงทั้งสองขึ้นมา "แม่สบายดีมาก"
"ท่านแม่..."
ถังเป่ากั๋วมองดูอันหนิง โตจนป่านนี้แล้วเขากลับร้องไห้ออกมาประหนึ่งเด็กน้อย "ลูกนึกว่าท่านแม่จะไม่ต้องการลูกแล้ว ลูก..."
หยางซื่อเองก็อดที่จะร้องไห้ออกมาไม่ได้ นางเบือนหน้าหนีพลางแอบเช็ดน้ำตาเงียบๆ
อันหนิงตบไหล่ถังเป่ากั๋วเบาๆ "เอาละ เจ้าเองก็กำลังจะเป็นปู่คนอยู่แล้ว ห้ามร้องไห้เชียว สะใภ้รองก็เช่นกัน วันนี้พวกเราแม่ลูกมาพบหน้ากันเป็นเรื่องที่น่ายินดี จะมาเสียน้ำตาไม่ได้เด็ดขาด"
หยางซื่อพลันหัวเราะออกมา "เจ้าค่ะ เป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ"
อันหนิงให้ทั้งสองคนนั่งลง จากนั้นนางก็ล้วงเอาแผนที่ฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้ถังเป่ากั๋ว
ถังเป่ากั๋วรับมาด้วยความสงสัย ทว่าเพียงแค่ชายตามองเขาก็ถึงกับหน้าถอดสีด้วยความตกตะลึง ที่แท้แผนที่ซึ่งอันหนิงมอบให้เขานั้น กลับเป็นแผนที่ของมณฑลทางใต้ซึ่งเขาต้องไปรับตำแหน่งนั่นเอง
แผนที่ฉบับนั้นละเอียดถี่ถ้วนอย่างยิ่ง ตรงไหนมีภูเขา ตรงไหนมีแหล่งน้ำ บริเวณใดมีแหล่งแร่ธาตุใต้ดิน หรือพื้นที่ใดเหมาะแก่การเพาะปลูกพืชชนิดใดล้วนมีเครื่องหมายระบุไว้ชัดเจน แม้กระทั่งเส้นทางคมนาคมต่างๆก็ยังถูกวาดไว้อย่างละเอียดละออ
นอกจากแผนที่แล้ว ยังมีสมุดบันทึกอีกเล่มหนึ่งด้วย
ภายในสมุดเล่มนั้นเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆของเหล่าผู้ดีและตระกูลเก่าแก่ในท้องถิ่นนั้นไว้อย่างมากมาย ตระกูลใดเป็นดองกับตระกูลใด ตระกูลใดเป็นศัตรูกับใคร ตระกูลไหนมีเรื่องคาวฉาวโฉ่ซุกซ่อนอยู่ภายใน หรือตระกูลไหนแอบทำธุรกิจผิดกฎหมาย
เนื้อหาในสมุดบันทึกเล่มนี้เรียกได้ว่าละเอียดจนน่าเหลือเชื่อ แม้กระทั่งความชอบส่วนตัวของเหล่าผู้นำตระกูลเหล่านั้นก็ยังถูกระบุไว้ครบถ้วน
"นี่มัน..."
ถังเป่ากั๋วเงยหน้ามองอันหนิงด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
อันหนิงยิ้มบางๆ "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง"
"แต่เรื่องพวกนี้... ท่านแม่ไปได้มาอย่างไรกันขอรับ"
ยามนี้ถังเป่ากั๋วรู้สึกราวกับกำลังฝันไป เขาได้แต่คิดในใจว่า เด็กที่มีแม่คอยหนุนหลังช่างดีเหลือเกิน มีแม่คอยดูแลประดุจได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าโดยแท้
อันหนิงเอ่ยเสียงเรียบ "เจ้าไม่ต้องสนใจว่าแม่ไปได้มาจากที่ใด ขอเพียงมันเป็นประโยชน์ต่อเจ้าก็พอ เมื่อไปถึงที่นั่นเจ้าจะได้ปรับเปลี่ยนแผนการตามความเหมาะสม นอกจากนี้ แม่ยังมีคนของแม่กระจายตัวอยู่ที่นั่นจำนวนหนึ่ง แม่จะมอบสิ่งของยืนยันตัวตนให้เจ้าชิ้นหนึ่ง เมื่อไปถึงแล้วเจ้าสามารถไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขาได้"
ถังเป่ากั๋วรับตราประทับยืนยันตัวตนที่อันหนิงยื่นให้มาด้วยความมึนงง
อันหนิงยังมอบตัวยาบางส่วนให้แก่หยางซื่อ ซึ่งล้วนแต่เป็นยาเม็ดสำหรับช่วยชีวิตในยามคับขันทั้งสิ้น
เมื่อมอบของทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อันหนิงจึงจูงมือถังเพ่ยลุกขึ้นยืน "เอาละ พวกเจ้าเร่งเดินทางเถิด"
ถังเป่ากั๋วเพิ่งจะได้พบหน้ามารดาแท้ๆ ยังไม่ทันได้พูดคุยให้หายคิดถึง มีหรือที่เขาจะยอมจากไปง่ายๆ
"ท่านแม่" เขาส่งเสียงเรียกพลางน้ำตาคลอ
อันหนิงนึกโมโหจนฟาดฝ่ามือลงไปทีหนึ่ง "พอได้แล้ว อย่ามาทำตัวอืดอาดชักช้า รีบไปเสียสิ เห็นพวกเจ้าแล้วข้ารู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก"
ชั่วพริบตานั้น น้ำตาของถังเป่ากั๋วไหลอาบแก้ม
เขาจูงมือหยางซื่อคุกเข่าลงโขกศีรษะอย่างหนักแน่นหลายครั้ง ก่อนจะตัดใจหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง
เมื่อออกมาจากห้อง หยางซื่อมองถังเป่ากั๋วด้วยความกังวล "ท่านพี่เจ้าคะ?"
ถังเป่ากั๋วปาดน้ำตา "ท่านแม่ทำเพื่อพวกเรา ท่านเกรงว่าการที่พวกเราได้พบหน้าท่านจะทำให้พวกเราต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย..."
หยางซื่อเองก็เข้าใจดี ดวงตาของนางสั่นระริกด้วยหยาดน้ำตาเช่นกัน
ยามที่ถังเป่ากั๋วและหยางซื่อจากไปนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ในทางกลับกันอันหนิงกลับดูปล่อยวางและเป็นอิสระยิ่งนัก
นางพาถังเพ่ยเดินทางต่อไป ไม่ได้กลับไปยังบ้านเดิม แต่กลับมุ่งหน้าตรงไปยังด่านนอกทันที
เหล่าคนในตระกูลหลี่ที่ถูกเนรเทศมายังด่านนอกเพิ่งจะมาถึง และยังไม่ทันจะได้ปักหลักตั้งตัวด้วยซ้ำ พวกเขาก็ได้พบกับอันหนิง
ท่านใต้เท้าหลี่จื้อเฉิง บิดาของหลี่ซื่อ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอาจารย์ที่ปรึกษาของมกุฎราชกุมาร ถึงกับตกใจจนตัวโยนเมื่อได้เห็นอันหนิง "ฮู... ฮูหยินผู้เฒ่า?"
อันหนิงพยักหน้ารับ
นางเรียกหลี่จื้อเฉิงออกมาคุยด้านหนึ่ง "หลี่ซื่อสบายดี ข้าพาเพ่ยเอ๋อร์มาเยี่ยมพวกเจ้า"
หลี่จื้อเฉิงเห็นถังเพ่ยที่ยืนอิงแอบอยู่ข้างกายอันหนิง เมื่อได้ยินหลานชายตัวน้อยเรียกตนว่าท่านตา เขาก็ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตัน "ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ควรมาที่นี่เลย..."
อันหนิงยิ้มรับ "ผู้นำกองกำลังที่ประจำการอยู่ที่นี่คือบุตรบุญธรรมของข้า ข้าจะกำชับให้เขาคอยดูแลพวกเจ้าเป็นอย่างดี"
อันหนิงยังหยิบกล่องใบหนึ่งส่งให้หลี่จื้อเฉิง "ของในนี้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและปัจจัยสี่ของพวกเจ้าในช่วงเวลาหลายปีที่อยู่ในทางตะวันตกเฉียงเหนือนี้ เมื่อผ่านพ้นไปอีกไม่กี่ปี ขอเพียงพวกเจ้าอดทนต่อไปได้ ย่อมต้องมีวันที่จะได้กลับคืนสู่เมืองหลวงอย่างแน่นอน"
หากเป็นผู้อื่นมาพูดเช่นนี้ หลี่จื้อเฉิงคงไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด ทว่าเมื่อเป็นอันหนิงที่เป็นคนพูด เขากลับเชื่อถืออย่างหมดใจ
นั่นเพราะในอดีตยามที่อันหนิงเคยสร้างชื่อเสียงขจรขจายด้วยความเป็นเลิศเหนือขุนพลทั้งปวง หลี่จื้อเฉิงเองก็เคยเห็นมากับตา
เขาย่อมรู้ดีว่าอดีตฮูหยินจงอี้โหวผู้นี้เพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ มิใช่สตรีทั่วๆไป
ในตอนนั้นหลี่จื้อเฉิงยังเคยแอบคิดว่า เหตุใดจงหยงโหวถึงได้เกรงใจภรรยาถึงเพียงนั้น ตลอดชีวิตไม่กล้าแม้แต่จะมีอนุภรรยา แท้จริงแล้วอาจมิใช่เพียงเพราะความรักใคร่ให้เกียรติเท่านั้น ทว่าอาจเป็นเพราะหากต้องชิงไหวชิงพริบกันก็สู้ไม่ได้ หรือหากจะต้องลงไม้ลงมือก็สู้ไม่ไหว ดังนั้นจึงทำได้เพียงยอมสงบเสงี่ยมอยู่ภายใต้โอวาทของนางไปตลอดชีวิตโดยไม่กล้าคิดคดเป็นอื่น