เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 จัดห้องเรียน

บทที่ 3 จัดห้องเรียน

บทที่ 3 จัดห้องเรียน


หลังจากสวมเสื้อผ้าและเปิดประตูออกมา หยางซิ่นก็เห็นครูซ่งอวี้เถียนกำลังช่วยสอนเหอชิงชิงผัดกับข้าวอยู่ตรงระเบียงทางเดินด้านนอก

เนื่องจากยังไม่เปิดภาคเรียน บรรดาครูจึงต้องทำอาหารกินกันเอง

และเพราะการผัดกับข้าวมักจะมีควันและกลิ่นน้ำมันโขมง เตาแก๊สสำหรับทำอาหารจึงถูกนำมาตั้งไว้ตรงระเบียงทางเดินทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นควันอบอวลเข้าไปรบกวนภายในห้องพัก

ห้องหับของหอพักโรงเรียนแห่งนี้ พื้นที่ใต้หลังคาด้านบนจะเชื่อมทะลุถึงกันหมด หากห้องใดห้องหนึ่งมีควันบุหรี่หรือควันไฟเกิดขึ้น มันก็จะแผ่กระจายไปยังห้องอื่นๆอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อคนอื่นได้ทันที

สภาพความเป็นอยู่ของโรงเรียนในชนบทก็เป็นเช่นนี้เอง ไม่มีทางเลือกอื่นจำต้องทนเอา

“เสี่ยวหยางตื่นแล้วเหรอ เมื่อคืนหลับสบายดีไหม?” ครูซ่งเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้นและเป็นกันเองเมื่อเห็นหยางซิ่นเดินออกมา

“หลับสบายดีครับ”

หยางซิ่นพยักหน้ารับ พลางเอ่ยทักทายคนทั้งสอง ก่อนจะเริ่มลงมือเตรียมอาหารเช้าของตัวเองบ้าง

เมื่อวานนี้ครูใหญ่หลิวอวิ๋นฟางได้จัดแจงทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ที่นี่มีชุดเตาและกระทะอยู่สองชุด ซึ่งเป็นของส่วนรวมที่ครูทุกคนใช้ร่วมกัน

ส่วนการหุงข้าวนั้นจะใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ซึ่งครูใหญ่หลิวอวิ๋นฟางได้แจกจ่ายหม้อหุงข้าวไฟฟ้าให้ครูทุกคนคนละหนึ่งใบ

สำหรับเรื่องข้าวสาร โรงเรียนมีที่นาอยู่สองสามหมู่ ข้าวสารทั้งหมดจึงเป็นข้าวที่ลงมือปลูกและเก็บเกี่ยวกันเอง

ส่วนพวกผืนผักสวนครัว ในแปลงผักของโรงเรียนก็มีปลูกเอาไว้มากมาย อยากกินอะไรก็สามารถไปเด็ดมาทำอาหารได้ตามใจชอบ

ทว่าหากอยากจะกินเนื้อสัตว์ขึ้นมา ก็จำเป็นต้องหาทางขวนขวายเอาเอง

รวมถึงพวกน้ำมัน เกลือ และเครื่องปรุงรสต่างๆที่ต้องควักกระเป๋าซื้อหามาเองเช่นกัน

เช้าตรู่วันนี้หยางซิ่นไม่ได้ทำอาหารหรูหราอลังการอะไร เขาเลือกทำเพียงเมนูมะเขือยาวผัดซอสแดงธรรมดาๆเท่านั้น

“เสี่ยวหยางฝีมือทำอาหารไม่เบาเลยนี่!” ครูซ่งเอ่ยชมทันทีเมื่อเห็นท่าทางการจับตะหลิวผัดกับข้าวที่ดูคล่องแคล่วชำนาญของหยางซิ่น

“พอใช้ได้ครับ ผมทำกับข้าวมาตั้งแต่เด็กๆก็เลยค่อนข้างชินมือแล้ว” หยางซิ่นตอบอย่างถ่อมตัว

“ครูซ่ง ครูเหอ ลองชิมมะเขือยาวผัดซอสแดงฝีมือผมดูหน่อยไหมครับว่าเป็นยังไงบ้าง?” หยางซิ่นยกจานมะเขือยาวผัดซอสแดงที่เพิ่งทำเสร็จยื่นให้ทั้งสองคน

“งั้นผมไม่เกรงใจละนะ” พอได้ยินหยางซิ่นเอ่ยชวน ครูซ่งก็ใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาชิมทันทีโดยไม่รีรอ

เหอชิงชิงที่อยู่ข้างๆเมื่อเห็นครูซ่งอวี้เถียนลงมือคีบแล้ว เธอจึงใช้ตะเกียบคีบตามขึ้นมาชิมคำหนึ่งเช่นกัน

“อืม รสชาติดี ฝีมือยอดเยี่ยมมาก” หลังจากเคี้ยวมะเขือยาวผัดซอสแดงไปคำหนึ่ง ครูซ่งก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมหยางซิ่นออกมา

แม้เหอชิงชิงที่อยู่ด้านข้างไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร ทว่าเธอกลับยกนิ้วโป้งให้หยางซิ่นแทนคำชม

“ผมผัดไว้เยอะเลยครับ ถ้าอร่อยก็คีบไปทานเพิ่มได้เลยนะ” หยางซิ่นบอกกับทั้งสองคน

“ครูหยางมานั่งทานด้วยกันเลยสิครับ” ครูซ่งอวี้เถียนเอ่ยชวนหยางซิ่น

“ได้ครับ” เมื่อได้ยินคำชวนของครูซ่งอวี้เถียน หยางซิ่นลังเลอยู่แวบหนึ่งก่อนจะตอบตกลง

สถานที่สำหรับนั่งทานอาหารของโรงเรียนคือห้องว่างห้องหนึ่งในอาคารหอพัก ภายในห้องถูกจัดวางด้วยโต๊ะและม้านั่งยาวสองสามตัว ในเวลานี้ครูซ่งอวี้เถียนและเหอชิงชิงกำลังนั่งทานอาหารร่วมโต๊ะกันอยู่

กับข้าวของเหอชิงชิงนั้นเป็นฝีมือที่ครูซ่งอวี้เถียนช่วยผัดให้ มันคือเมนูมันฝรั่งฝอยผัดพริกหยวก ทว่าดูเหมือนฝอยมันฝรั่งจะถูกเหอชิงชิงหั่นออกมาหนาเตอะจนกลายเป็นมันฝรั่งแท่งเสียมากกว่า

ส่วนกับข้าวของครูซ่งอวี้เถียนเองเป็นเมนูถั่วแขกผัดแห้ง หน้าตาดูน่าทานมากทีเดียว

หลังจากหยางซิ่นเข้าร่วมวงด้วย ทั้งสามคนก็นั่งหันหน้าเข้าหากันพลางลงมือทานอาหาร

“ตอนนี้ยังเหลือก่อนจะถึงวันเปิดเทอมอีกหนึ่งสัปดาห์ ครูใหญ่กับครูซ่างเดินทางกลับบ้านไปเมื่อวานนี้ อีกสองสามวันถึงจะกลับมาที่โรงเรียน เพราะฉะนั้นเดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้ว ผมจะพาทุกคนไปเดินดูรอบๆเพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของโรงเรียนก่อน วันข้างหน้าถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาผมได้โดยตรงเลยนะ” ครูซ่งเอ่ยขึ้นระหว่างมื้ออาหาร

“ถ้าอย่างนั้นต้องขอขอบคุณครูซ่งมากเลยครับ” หยางซิ่นรีบเอ่ยขอบคุณทันที

“ไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรอกครับ พวกคุณเดินทางมาที่นี่ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระของพวกเราไปได้มากทีเดียว ตัวผมกับครูซ่างก็แก่ชราลงทุกวัน เวลาสอนหนังสือก็เริ่มจะหมดแรงหน้ามืดอยู่บ่อยๆ ถ้าไม่ใช่เพราะโรงเรียนเราไม่มีครูใหม่บรรจุเข้ามาเลย พวกเราสองคนคงเกษียณอายุกันไปนานแล้ว” ครูซ่งอวี้เถียนโบกมือพลางเอ่ยอธิบายให้หยางซิ่นฟัง

ในสังคมปัจจุบัน คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่ยินดีที่จะเดินทางมาสอนหนังสือในชนบททุรกันดาร แม้กระทั่งสำนักงานศึกษาธิการเองก็จนปัญญาที่จะแก้ไขปัญหานี้

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ครูซ่งก็พาหยางซิ่นและเหอชิงชิงเดินสำรวจรอบโรงเรียนหนึ่งรอบ เพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมต่างๆ

อีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าก็จะถึงวันที่ 1 กันยายน ซึ่งเป็นวันเปิดภาคเรียน ในช่วงเวลากลางวัน หยางซิ่นได้เดินทางไปยังห้องฝ่ายวิชาการเพื่อนำเอกสารข้อมูลของนักเรียนในชั้นที่ตนต้องรับผิดชอบมาเปิดดู

ชั้นเรียนที่เขาต้องดูแลคือชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งในชั้นเรียนนี้มีนักเรียนรวมกันทั้งหมดเพียงแค่ห้าคนเท่านั้น ประกอบไปด้วย หลี่ซี, เฉาอวี้หมิง, โจวซุ่น, เผิงลี่ซิน และเถียนเหวินเหวิน

“หืม? ทำไมถึงไม่มีชื่อเถียนเจียเจียล่ะ”

หลังจากอ่านเอกสารข้อมูลนักเรียนในชั้นเรียนจนจบ หยางซิ่นก็ถึงกับเหวอไปทันที

เขาตั้งใจถ่อมาที่นี่ก็เพื่อเถียนเจียเจียแท้ๆ แต่ตอนนี้ในรายชื่อนักเรียนของเขากลับไม่มีเด็กคนนี้อยู่เลย เรื่องนี้ทำให้หยางซิ่นรู้สึกยอมรับไม่ได้ขึ้นมาทันที

ตามอายุกระดูกสิบเอ็ดปีของเถียนเจียเจียแล้ว เธอควรจะเรียนอยู่ชั้นประถมห้าสิถึงจะถูก!

“ไม่ได้การละ ฉันต้องหาตัวเถียนเจียเจียให้เจอ”

คิดได้ดังนั้นหยางซิ่นก็ไม่รีรอ เขาบึ่งกลับไปที่ห้องฝ่ายวิชาการอีกรอบ แล้วขนเอกสารรายชื่อของนักเรียนทั้งโรงเรียนมาเปิดดูทั้งหมด

และแล้วเขาก็พบว่า ชื่อของเถียนเจียเจียไปปรากฏอยู่ในรายชื่อนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

“โอย... นี่ฉันบื้อหรือเปล่าเนี่ย”

หยางซิ่นยกมือตบหัวตัวเองฉาดใหญ่ เขาลืมไปสนิทเลยว่าเปิดเทอมใหม่เด็กๆก็ต้องเลื่อนชั้นขึ้นปีการศึกษาใหม่ ครึ่งปีแรกเรียนชั้นประถมห้า ครึ่งปีหลังก็ต้องขึ้นชั้นประถมหกแล้วน่ะสิ!

“ครูเหอชิงชิงครับ ผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาด้วยหน่อยได้ไหม” หลังจากนั้น หยางซิ่นจึงรีบไปดักเจอเหอชิงชิง

“เรื่องอะไรเหรอคะ?” เหอชิงชิงเอ่ยถาม

“คือผมอยากจะรับหน้าที่ดูแลชั้นประถมหกน่ะครับ พวกเรามาสลับห้องกันหน่อยได้ไหม คุณไปดูแลชั้นประถมห้าแทน” หยางซิ่นเสนอแกมขอร้อง

“เรื่องนี้คงไม่ได้หรอกค่ะ” พอได้ยินข้อเสนอของหยางซิ่น เหอชิงชิงก็ปฏิเสธกลับมาตรงๆทันที

“ทำไมล่ะครับ?”

หยางซิ่นไม่ค่อยเข้าใจ แค่สลับห้องเรียนกันง่ายๆแค่นี้ ทำไมเหอชิงชิงถึงไม่ยอมตกลง?

“เพราะฉันตั้งใจจะสอนภาษาอังกฤษให้เด็กชั้นประถมหกค่ะ” เหอชิงชิงอธิบายเหตุผล

“ต่อให้สลับห้องกัน คุณก็ยังมาสอนภาษาอังกฤษให้เด็กชั้นประถมหกได้นี่ครับ” หยางซิ่นยังคงพยายามโน้มน้าว

“ฉันคิดว่าการได้เป็นครูประจำชั้นมันจัดการอะไรๆได้สะดวกกว่าค่ะ” เหอชิงชิงตอบกลับ ก่อนจะปรายตาเลิกคิ้วมองหยางซิ่นด้วยความเคลือบแคลงสงสัย “แล้วทำไมคุณถึงได้เจาะจงว่าต้องเป็นชั้นประถมหกขนาดนั้นล่ะคะ? เมื่อวานนี้คุณยังเป็นฝ่ายเลือกชั้นประถมห้าเองอยู่เลยไม่ใช่เหรอ”

“เอ่อ... คือ...” หยางซิ่นรู้สึกอยากจะร้องไห้โฮขึ้นมาครามครัน เขาควรจะตอบเธอว่ายังไงดีล่ะเนี่ย?

จะให้เขาบอกไปตรงๆหรือว่า ‘เพราะผมคิดว่าเถียนเจียเจียอยู่ชั้นประถมห้า ก็เลยเลือกชั้นประถมห้ามาตั้งแต่แรก’ งั้นเหรอ?

“ผม... แค่รู้สึกว่าเด็กชั้นประถมหกดูท้าทายความสามารถมากกว่าน่ะครับ” หยางซิ่นได้แต่ตอบแถไปน้ำขุ่นๆ

“อ๋อ... งั้นคงต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีฉันแพลนเรื่องสอนภาษาอังกฤษของชั้นประถมหกไว้แล้ว คงสลับให้ไม่ได้จริงๆค่ะ” เหอชิงชิงตัดบท

“ไม่เป็นไรครับ ในเมื่อเป็นแบบนั้นก็ไม่เป็นไร เอาตามเดิมนั่นแหละ ผมดูแลชั้นประถมห้าก็ดีเหมือนกัน”

เมื่อเห็นเหอชิงชิงยืนกรานแบบนั้น หยางซิ่นก็หมดปัญญา เขาคงไม่อาจไปดึงดันบังคับเอาแต่ใจเพื่อจะเอาชั้นประถมหกให้ได้

แต่ยังดีที่นอกจากตำแหน่งครูประจำชั้นประถมห้าแล้ว เขายังควบตำแหน่งครูสอนวิชาภาษาจีนของเด็กชั้นประถมหกด้วย อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสได้เจอเธอ

……

เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนจะเปิดภาคเรียน หยางซิ่นตัดสินใจว่าจะออกเดินทางไปเยี่ยมบ้านของนักเรียนแต่ละคนล่วงหน้า โดยเป้าหมายหลักในใจคือการแอบไปดูตัวเถียนเจียเจียก่อนใครเพื่อน

เด็กหญิงที่ระบบประเมินไว้ว่ามีพรสวรรค์ระดับเดียวกับยอดอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์... เขาแทบจะอดใจรอที่จะได้เห็นหน้าไม่ไหวแล้ว

เช้าวันนั้น หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ หยางซิ่นก็เอ่ยบอกกล่าวกับครูซ่งไว้คร่าวๆก่อนจะเดินทางออกจากโรงเรียนทันที

หมู่บ้านที่เถียนเจียเจียอาศัยอยู่มีชื่อว่าหมู่บ้านเชอลาผิง เป็นชื่อที่ฟังดูแปลกหูอยู่สักหน่อย ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนประถมศึกษาเหมิ่งต้งเหอไปไกลหลายกิโลเมตร

แถมการจะเดินทางไปหมู่บ้านนี้ยังต้องเดินข้ามภูเขาไปอีกลูกหนึ่ง ซึ่งหนทางลำบากเอาเรื่อง กว่าหยางซิ่นจะเดินเท้ามาถึงหมู่บ้านเชอลาผิงเวลาก็ล่วงเลยไปชั่วโมงกว่าแล้ว

เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่เขตหมู่บ้าน หยางซิ่นก็บังเอิญพบกับสามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่งเดินสวนมาพอดี

“สวัสดีครับพี่ชาย ผมเป็นครูคนใหม่ที่เพิ่งมาย้ายมาประจำการในตำบลของเราน่ะครับ พอดีวันนี้ตั้งใจจะมาเยี่ยมบ้านนักเรียนล่วงหน้า ไม่ทราบว่าบ้านของหนูเถียนเจียเจียอยู่ตรงไหนเหรอครับ?”

“เถียนเจียเจีย เถียนเจียเจียนี่ใครกันน่ะ เธอรู้จักไหม?” พอได้ยินคำถามของหยางซิ่น ชายวัยกลางคนก็หันไปสะกิดถามหญิงสาวที่อยู่ข้างกายทันที

“เถียนเจียเจียเหรอ? ไม่คุ้นหูเลยแฮะ ไม่รู้จักหรอกค่ะคุณครู... คุณครูจำคนผิดหรือเปล่าคะ” หญิงคนดังกล่าวหันมาเอ่ยถามหยางซิ่นด้วยความฉงน

จบบทที่ บทที่ 3 จัดห้องเรียน

คัดลอกลิงก์แล้ว