- หน้าแรก
- ฉันเป็นแค่ครูอาสา
- บทที่ 2 เหอชิงชิง
บทที่ 2 เหอชิงชิง
บทที่ 2 เหอชิงชิง
“ทำไมคุณถึงซื้อหนังสือมาเยอะขนาดนี้ล่ะครับ? เยอะจนเปิดห้องสมุดย่อมๆได้เลยนะเนี่ย” ครูใหญ่หลิวอวิ๋นฟางเอ่ยถามเหอชิงชิงขณะอยู่บนรถ
ในเมื่อต้องเสียเงินจ้างรถกระบะแล้ว ทั้งสามคนจึงอาศัยนั่งรถคันนี้เดินทางกลับโรงเรียนไปด้วยกันเลย
โชคดีที่รถกระบะคันนี้เป็นแบบสี่ประตูสองตอน มีห้าที่นั่ง เมื่อรวมคนขับด้วยเป็นสี่คน จึงไม่ได้รู้สึกอึดอัดคับแคบแต่อย่างใด
“พวกนี้เป็นของที่บรรดาแฟนคลับบริจาคให้ฉันค่ะ ก่อนหน้านี้ฉันเคยเป็นสตรีมเมอร์มาก่อน พอพวกเขารู้ว่าฉันจะมาเป็นครูอาสาก็เลยช่วยกันส่งหนังสือพวกนี้มาให้ค่ะ” เหอชิงชิงอธิบาย
“คุณเคยเป็นสตรีมเมอร์ด้วยเหรอครับ! ยอดเยี่ยมไปเลย” พอได้ฟังคำอธิบายของเหอชิงชิง หลิวอวิ๋นฟางก็ยกนิ้วโป้งให้เธอด้วยความชื่นชม
“ครูใหญ่หลิวคะ ในตำบลของพวกเรามีสัญญาณอินเทอร์เน็ตไหมคะ?” เหอชิงชิงหันไปถามหลิวอวิ๋นฟาง
“ถ้าหมายถึงสัญญาณ 4G ล่ะก็ มีครับ เมื่อปีที่แล้วทางรัฐบาลเพิ่งจะมาสร้างเสาประเภทสัญญาณ 4G ในตำบลซ่างเฉิน ของพวกเราตั้งหลายต้น ตอนนี้สัญญาณครอบคลุมไปทั่วทั้งตำบลแล้ว ถ้าคุณอยากจะไลฟ์สตรีมก็สามารถทำได้เลยครับ” หลิวอวิ๋นฟางบอกกับเหอชิงชิง
ตำบลซ่างเฉินอยู่ห่างจากตัวอำเภอไปราวๆเจ็ดสิบกว่ากิโลเมตร ทว่าเนื่องจากเส้นทางบนเขาคดเคี้ยวเลี้ยวลด รถกระบะคันเล็กจึงต้องใช้เวลาเดินทางนานถึงสองชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง
เมื่อมาถึงโรงเรียน หลิวอวิ๋นฟางก็ไปตามครูในโรงเรียนมาอีกสองคน รวมกับหยางซิ่นและคนขับรถกระบะ ช่วยกันขนย้ายสิ่งของท้ายรถลงไปเก็บไว้ในห้องเรียนห้องหนึ่ง
“ครูหยาง ครูเหอ ห้องพักแถวนี้คือหอพักครูครับ พวกคุณเลือกเอาตามใจชอบได้เลยนะ” หลิวอวิ๋นฟางพาหยางซิ่นและเหอชิงชิงมายังโซนหอพักครู
จะเรียกว่าโซนหอพักครูก็ดูจะเกินจริงไปหน่อย เพราะแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงบ้านชั้นเดียวมุงกระเบื้อง โครงสร้างสร้างขึ้นจากอิฐและไม้ มีห้องหับเรียงรายกันอยู่สิบกว่าห้อง
ในจำนวนนั้น ห้องพักสามห้องทางฝั่งซ้ายมีครูคนอื่นเข้าพักอยู่ก่อนแล้ว ส่วนฝั่งขวาสุดเป็นหอพักนักเรียน ซึ่งกินพื้นที่ไปประมาณสี่ถึงห้าห้อง
ดังนั้น จึงเหลือห้องว่างตรงช่วงกลางอยู่ทั้งหมดสามห้อง
ท้ายที่สุด หยางซิ่นเลือกห้องที่อยู่ติดกับครูคนอื่นๆ ส่วนเหอชิงชิงเลือกห้องที่อยู่ใกล้กับฝั่งหอพักนักเรียน
แม้ว่าโรงเรียนประถมศึกษาเหมิ่งต้งเหอ ในตำบลซ่างเฉิน จะมีครูอยู่แค่สองสามคนและมีนักเรียนเพียงสามสิบกว่าคน แต่พื้นที่ของโรงเรียนกลับกว้างขวางมากทีเดียว
สาเหตุหลักมาจากเมื่อหลายปีก่อนที่นี่เคยมีนักเรียนเยอะมาก ช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดมีนักเรียนรวมกันมากกว่าสามร้อยคน และในตอนนั้นก็มีครูประจำการอยู่ถึงสิบเก้าคน
ต่อมาเมื่อผู้ปกครองจำนวนมากเริ่มทยอยส่งบุตรหลานเข้าไปเรียนในเมือง นักเรียนและครูของที่นี่จึงค่อยๆลดน้อยลงตามลำดับ
ถึงแม้จำนวนนักเรียนและครูจะลดลง แต่ขนาดของโรงเรียนยังคงกว้างใหญ่เหมือนเดิม หอพักจึงมีเหลือเฟือ นอกจากอาคารหอพักหลังนี้แล้ว ด้านหลังก็ยังมีอาคารหอพักว่างๆอีกสองหลังที่ไม่มีคนอยู่อาศัย
ที่โรงเรียนประถมศึกษาเหมิ่งต้งเหอแห่งนี้ นอกจากหยางซิ่นและเหอชิงชิงแล้ว ก็มีครูอยู่ก่อนหน้าเพียงแค่สามคนเท่านั้น
คนแรกคือหลิวอวิ๋นฟาง ที่ควบทั้งตำแหน่งครูใหญ่และครูผู้สอน
ส่วนอีกสองคนเป็นครูอาวุโสที่ใกล้จะเกษียณอายุราชการแล้ว ทั้งสองคนสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้มานานหลายสิบปี คนหนึ่งคือครู ‘ซ่งอวี้เถียน’ และอีกคนคือครู ‘ซ่างเปิ่นไค’ ปัจจุบันทั้งคู่ต่างมีอายุหกสิบกว่าปีแล้ว
“ครูหยาง ครูเหอ พวกคุณอยากจะสอนวิชาอะไรกันครับ?”
ในวันนั้น หลิวอวิ๋นฟางได้เรียกหยางซิ่นและเหอชิงชิงเข้ามาที่ห้องทำงานครูใหญ่เพื่อสอบถามความคิดเห็นของทั้งคู่
จะบอกว่าเป็นห้องทำงานครูใหญ่ แต่อันที่จริงก็เป็นแค่ห้องธรรมดาห้องหนึ่ง ที่มีโต๊ะทำงานตัวหนึ่งกับเก้าอี้อีกไม่กี่ตัวเท่านั้น
ในเมื่อหยางซิ่นและเหอชิงชิงเดินทางมาเป็นครูอาสาที่นี่ ในฐานะครูใหญ่อย่างหลิวอวิ๋นฟางย่อมต้องจัดสรรตารางสอนให้แก่ทั้งสองคนให้เหมาะสม
โรงเรียนประถมศึกษาเหมิ่งต้งเหอ มีวิชาหลักเพียงสองวิชา และวิชารองอีกไม่กี่วิชาเท่านั้น
วิชาหลักสองวิชาคือ วิชาภาษาจีนและวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องมีการสอบวัดผลปลายภาคเรียน
ส่วนวิชารอง ได้แก่ วิชาศีลธรรมและหน้าที่พลเมือง วิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ รวมถึงวิชาพลศึกษาและวิชาดนตรี เป็นต้น วิชาเสริมเหล่านี้ในหนึ่งสัปดาห์มีเรียนไม่ถึงสองคาบด้วยซ้ำ และที่สำคัญคือไม่มีการจัดสอบ
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับโรงเรียนประถมในตัวเมือง ที่นี่ไม่มีการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ไม่มีวิชาคอมพิวเตอร์ หรือวิชาสมัยใหม่อื่นๆเลย
หลังจากได้ยินหลิวอวิ๋นฟางเอ่ยถามเรื่องวิชาที่จะสอน หยางซิ่นก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยแสดงเจตจำนงออกมา “ครูใหญ่ครับ ผมสอนวิชาอะไรก็ได้ครับ จะภาษาจีนหรือคณิตศาสตร์ก็ได้ทั้งนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็สอนวิชาภาษาจีนแล้วกัน ครูซ่งแกอายุมากแล้ว พอต้องสอนนานๆ ร่างกายก็เริ่มจะรับไม่ค่อยไหว คุณช่วยแบ่งเบาไปสอนวิชาภาษาจีนของชั้นประถมสี่ ประถมห้า และประถมหก คุณคิดว่าไหวไหมครับ?” หลิวอวิ๋นฟางนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามหยางซิ่น
“ไม่มีปัญหาครับ” หยางซิ่นพยักหน้ารับคำ
“ครูเหอละครับ คุณอยากสอนวิชาอะไร?” หลิวอวิ๋นฟางหันไปมองเหอชิงชิงที่นั่งอยู่ข้างๆ
“ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆค่ะ” เหอชิงชิงคิดทบทวนดูแล้วจึงบอกความต้องการกับครูใหญ่
“แต่ว่าโรงเรียนของเราไม่มีวิชาภาษาอังกฤษในหลักสูตรเลยนะครับ” หลิวอวิ๋นฟางแย้ง
“ไม่มีก็จัดตารางเพิ่มได้นี่คะ ตอนนี้เด็กๆในเมืองล้วนแต่ได้เรียนภาษาอังกฤษกันหมดแล้ว ถ้าเด็กที่นี่ได้เรียนบ้าง พวกเขาจะได้ไม่แพ้ตั้งแต่เปิดฉากเริ่มต้นยังไงล่ะคะ” เหอชิงชิงเอ่ยพลางเอื้อมมือไปทัดผมลนใบหูอย่างมั่นใจ
พอได้ยินแบบนั้น หลิวอวิ๋นฟางก็คิดจะปฏิเสธ ทว่ากลับนึกหาข้ออ้างดีๆไม่ ออกในเวลานั้น
“เอ่อ... ครูเหอครับ ผมขออนุญาตถามหน่อยได้ไหมว่าคุณวางแผนจะมาเป็นครูอาสาที่โรงเรียนนี้ นานแค่ไหน?” ในตอนนั้นเอง หยางซิ่นก็แทรกขึ้นมากลางคัน
“ทำไมเหรอคะ?” เหอชิงชิงหันมามองหยางซิ่นด้วยความฉงน
“ความหมายของผมคือ ภาษาอังกฤษไม่ใช่สิ่งที่จะเรียนรู้เข้าใจได้ในเวลาสั้นๆ ถ้าครูเหอตั้งใจจะมาอยู่แค่ไม่กี่เดือนหรือครึ่งปีหนึ่งปี มันก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดวิชานี้เลยครับ เพราะถ้าคุณสอนไปได้ครึ่งๆกลางๆ แล้วต้องจากไป โรงเรียนจะไปหาครูสอนภาษาอังกฤษจากที่ไหนมาสานต่อแทนคุณได้ล่ะครับ?” หยางซิ่นอธิบายเหตุผลให้เธอฟัง
“แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้เรียนเลยไม่ใช่เหรอคะ? ยังไงเสียพอเด็กๆขึ้นชั้นมัธยมต้นก็ต้องเรียนภาษาอังกฤษอยู่ดี การได้ปูพื้นฐานไว้ตั้งแต่ตอนนี้มันไม่ดีตรงไหนกัน?” เหอชิงชิงเถียงกลับอย่างไม่ค่อยยอมนัก
“ถ้าคุณอยู่ช่วยสอนได้แค่ปีเดียว การเลือกสอนเฉพาะเด็กชั้นประถมหกน่ะพอไหว เพราะปีหน้าพวกเขาต้องขึ้นมัธยมต้นแล้ว แต่สำหรับเด็กชั้นประถมต้นๆ... ถ้าต้องเรียนแบบครึ่งๆกลางๆ สู้ไม่ต้องเรียนเสียเลยยังดีกว่าครับ” หยางซิ่นกล่าว
“ถ้างั้นก็ได้ค่ะ” เมื่อได้ฟังเหตุผลของหยางซิ่น เหอชิงชิงก็ขมวดคิ้วมุ่นและยอมถอยโดยไม่ดึงดันความคิดเดิมอีก เธอหันไปพูดกับหลิวอวิ๋นฟางว่า “ครูใหญ่หลิวคะ ถ้าอย่างนั้นฉันสอนวิชาคณิตศาสตร์ก็ได้ค่ะ แล้วถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากจะสอนวิชาดนตรีกับศิลปะให้เด็กๆเพิ่มด้วยค่ะ”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาแน่นอนอยู่แล้วครับ คุณเต็มใจจะสอน เด็กๆคงดีใจกันจนเนื้อเต้นแน่” หลิวอวิ๋นฟางบอกกับเหอชิงชิงด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
ในที่สุด ตารางสอนของทั้งสองคนก็ถูกจัดสรรลงตัว หยางซิ่นได้รับมอบหมายให้เป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พ่วงด้วยตำแหน่งครูสอนวิชาภาษาจีนของชั้นประถมสี่ ประถมห้า และประถมหก
ส่วนเหอชิงชิงได้เป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และรับผิดชอบสอนวิชาคณิตศาสตร์ของชั้นประถมสี่ ประถมห้า และประถมหกเช่นกัน
นอกเหนือจากนี้ หยางซิ่นยังต้องควบตำแหน่งครูสอนวิชาศีลธรรมและหน้าที่พลเมือง รวมถึงวิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติไปด้วย
ส่วนเหอชิงชิงก็รับหน้าที่ควบเป็นครูสอนวิชาดนตรี ศิลปะ และพลศึกษาไปโดยปริยาย
สำหรับเหตุผลที่เธอต้องมารับบทครูสอนพละด้วยนั้น ตามที่เหอชิงชิงบอกมาคือ เธอฝึกฝนศิลปะการต่อสู้และมวยซานด้ามาตั้งแต่เด็ก แถมยังเคยคว้าแชมป์ซานด้าหญิงระดับประเทศมาแล้วด้วย ดังนั้นเรื่องพลศึกษาเธอจึงมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
พอได้ยินว่าแม่สาวคนนี้ฝึกศิลปะการต่อสู้และมวยซานด้ามาตั้งแต่เด็ก หยางซิ่นก็อุทานคำสบถในใจทันทีพลางคิดว่า ‘ผู้หญิงคนนี้อันตรายเกินไปแล้ว ห้ามไปกระตุกหนวดเสือเด็ดขาด!’
แต่พอนึกดูอีกทีก็ไม่น่าแปลกใจเลย ผู้หญิงที่สวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ถึงกล้าเดินทางมาเป็นครูอาสาในเขตภูเขาอันห่างไกลตัวคนเดียว ถ้าไม่มีฝีมือติดตัวมาบ้างคงเป็นไปไม่ได้
แม่สาวงามล่มเมืองคนนี้... ในยามที่คนอื่นคิดว่าเธอเป็นเพียงหญิงสาวอ่อนแอเคี้ยวง่ายและคิดจะเข้าไปรังแก เธอคงสามารถแปลงร่างเป็นแชมป์มวยระดับประเทศสั่งสอนจนอ่วมได้ในพริบตา
————
“ครูซ่งคะ เตาแก๊สอันนี้มันเปิดใช้งานยังไงเหรอคะ?”
“อ๋อ นี่มันเป็นเตาแก๊สชีวภาพน่ะ วิธีใช้มันง่ายมากเลย แค่ทำแบบนี้ แบบนี้ แล้วก็แบบนี้ก็เรียบร้อยแล้ว พอใช้เสร็จแล้วก็อย่าลืมปิดตรงนี้ด้วยนะ...”
“อ๋อ ฉันเข้าใจแล้วค่ะ... ครูซ่งคะ แล้วมันฝรั่งหั่นเต๋าพวกนี้ต้องผัดยังไงเหรอคะ ต้องใส่น้ำมันเยอะแค่ไหน?”
“ดูท่าทางคุณคงทำอาหารไม่เป็นเลยสินะ เอาเถอะๆ เดี๋ยวผมผัดให้ดูเอง คุณคอยดูวิธีทำไว้แล้วกัน เรียนรู้ตามสักสองสามครั้งเดี๋ยวก็ทำเป็นเองนั่นแหละ”
เช้าตรู่วันนั้น หยางซิ่นถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงบทสนทนาที่แว่วดังเข้ามาในห้อง