เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 - ข้อความสลักล่วงลับของจ้าวเถี่ยซาน

บทที่ 44 - ข้อความสลักล่วงลับของจ้าวเถี่ยซาน

บทที่ 44 - ข้อความสลักล่วงลับของจ้าวเถี่ยซาน


บทที่ 44 - ข้อความสลักล่วงลับของจ้าวเถี่ยซาน

หยางอี้เฉินใช้เวลาเต็มๆ หนึ่งเดือนเพื่ออ่านคัมภีร์ทั้งห้าสิบสามเล่มของจ้าวเถี่ยซานจนครบหนึ่งรอบ

มันไม่ใช่การอ่านแบบเจาะลึก แต่เป็นการอ่านแบบผ่านตา เขาพลิกดูทุกเล่มเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาและโครงสร้างโดยรวม เขาต้องการเห็นเค้าโครงทั้งหมดเพื่อจะได้รู้ว่าระบบมรรคาค่ายกลของจ้าวเถี่ยซานถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร จากนั้นถึงจะสามารถเจาะลึกการเรียนรู้ได้อย่างตรงจุด

เมื่ออ่านจบเขาก็เก็บคัมภีร์ให้เรียบร้อยแล้วนั่งลงหน้าโต๊ะ เขาหลับตาลงเพื่อจำลองระบบมรรคาค่ายกลของจ้าวเถี่ยซานขึ้นในหัว

บทพื้นฐานสิบสองเล่มว่าด้วยอักขระ รากฐานค่ายกล การวางค่ายกล และการทำลายค่ายกล บทก้าวหน้ายี่สิบเล่มว่าด้วยมรรคาค่ายกลห้าธาตุ มรรคาค่ายกลฟ้าลิขิต ค่ายกลสังหาร ค่ายกลกักขัง และค่ายกลลวงตา บทความเชี่ยวชาญสิบห้าเล่มว่าด้วยสภาวะค่ายกล ตาข่ายค่ายกล หัวใจค่ายกล และวิญญาณค่ายกล บทปรมาจารย์หกเล่มว่าด้วยการรังสรรค์ค่ายกล การทำลายค่ายกล การสร้างสภาวะ และการสืบทอดมรรคา

คัมภีร์ห้าสิบสามเล่มไล่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ผูกร้อยเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น นับจากอักขระพื้นฐานที่สุดไปจนถึงการรังสรรค์ค่ายกลขั้นสูงสุด จ้าวเถี่ยซานใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อสร้างสรรค์ระบบนี้ขึ้นมา และบัดนี้ระบบดังกล่าวก็ถูกส่งมอบมาอยู่ในมือของเขาแล้ว

เขาลืมตาขึ้นพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมายืดยาว

เขารู้ดีว่านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปหนทางของตนได้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสาย การบำเพ็ญเพียร การหลอมโอสถ และมรรคาค่ายกล ทั้งสามเส้นทางล้วนดำเนินควบคู่กันไป แต่ละเส้นทางล้วนทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น เมื่อนำทั้งสามเส้นทางมารวมกัน มันก็คือไพ่ตายที่จะช่วยให้เขามีชีวิตรอดในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแห่งนี้

ทว่าเขาก็รู้ดีเช่นกันว่าการก้าวเดินพร้อมกันทั้งสามเส้นทางย่อมต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่นถึงสามเท่า ความเร็วในการเลื่อนระดับตบะของเขาจะช้ากว่าคนอื่น ความก้าวหน้าในการหลอมโอสถก็จะช้ากว่าคนอื่น การศึกษามรรคาค่ายกลก็ย่อมช้ากว่าคนอื่นด้วย

ทว่าเขาหาได้ใส่ใจไม่ ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอแค่มั่นคงก็พอ ตลอดสามปีในเหมืองแร่นั้น เขาได้เรียนรู้ถึงความอดทนมามากพอแล้ว

ค่ำคืนนี้ ระหว่างที่เขากำลังศึกษามรรคาค่ายกลห้าธาตุบทพื้นฐานของจ้าวเถี่ยซานอยู่ในห้องพัก จู่ๆ เขาก็ฉุกใจนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

ในหยกจารึกของจ้าวเถี่ยซานยังมีข้อความอีกท่อนหนึ่งที่คราวก่อนเขาไม่ได้อ่านอย่างละเอียด เขาหยิบหยกจารึกออกมาถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปอีกครั้งเพื่อค้นหาข้อความท่อนนั้น

'มรดกของข้าแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือคัมภีร์มรรคาค่ายกล รวบรวมไว้บนชั้นไม้แห่งนี้ มีทั้งหมดห้าสิบสามเล่ม ส่วนที่สองคือธงค่ายกลและจานค่ายกล เป็นสิ่งที่ข้าทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายหลอมสร้างขึ้นมาทั้งชีวิต ส่วนที่สามคือมรรคาค่ายกลห้าธาตุ เป็นสิ่งที่ข้าตระหนักรู้ในบั้นปลายชีวิต หากผู้มีวาสนาได้รับไป จงใช้วิชาค่ายกลนี้เพื่อช่วยเหลือผู้คน อย่าได้ทำให้ข้าต้องผิดหวัง'

คัมภีร์มรรคาค่ายกลเขามีแล้ว ธงค่ายกลกับจานค่ายกลเขาก็มีแล้ว คัมภีร์มรรคาค่ายกลห้าธาตุเขาก็เปิดดูแล้ว ทว่าในหยกจารึกยังมีข้อความอีกท่อนหนึ่งที่คราวก่อนเขาอ่านข้ามไป

'การตายของข้ามิใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือมนุษย์ ตอนที่เกิดกบฏในสำนัก มีคนโลภมากอยากได้มรดกของข้า จึงวางแผนใส่ร้ายป้ายสี ข้าถูกบีบให้หนีออกจากสำนัก ต้องมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่และตรอมใจตายในที่สุด คนผู้นั้นมีนามว่า โจวหยวนหล่าง มันเป็นศิษย์น้องของข้า ป่านนี้คงได้เสวยสุขเป็นผู้อาวุโสของสำนักลั่วเสียไปแล้ว หากผู้มีวาสนามีตบะแกร่งกล้าพอ จงช่วยข้าชำระล้างสำนัก คืนความบริสุทธิ์ให้แก่ข้าด้วย'

โจวหยวนหล่าง หยางอี้เฉินพึมพำชื่อนี้ซ้ำอีกครั้ง

ผู้อาวุโสสำนักลั่วเสีย ด้วยตบะของเขาในตอนนี้แค่คิดจะไปพบหน้ายังทำไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับการไปชำระล้างสำนัก ทว่าเขาจดจำเอาไว้แล้ว

ความแค้นของจ้าวเถี่ยซาน เขาต้องชำระสะสางให้จงได้ ไม่ใช่เพราะจ้าวเถี่ยซานมอบมรดกให้แก่เขา ทว่าอดีตปรมาจารย์ผู้นี้สมควรได้รับความยุติธรรม ชายผู้ถูกศิษย์น้องของตัวเองใส่ร้ายจนต้องหนีซมซานออกจากสำนัก และมาจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวในเหมืองแร่ที่มืดมิดไร้เดือนไร้ตะวัน ความแค้นของเขาคู่ควรแก่การชำระสะสางยิ่งนัก

หยางอี้เฉินเก็บหยกจารึกเข้าที่แล้วลุกขึ้นเดินไปหยุดอยู่ริมหน้าต่าง

ดวงจันทร์เบื้องนอกทั้งกลมโตและสว่างไสว แสงจันทร์สาดส่องลงบนเทือกเขาชางอู๋ราวกับอาบไล้ขุนเขาเหล่านั้นด้วยแร่เงิน เขาหวนนึกถึงห้องลับของจ้าวเถี่ยซานในเหมืองแร่ นึกถึงโครงกระดูกร่างนั้น นึกถึงหยกจารึกที่ถูกกำแน่นอยู่ในมือ

ในวาระสุดท้ายของชีวิต จ้าวเถี่ยซานยังคงเฝ้ารอคอยคนผู้หนึ่ง รอคอยผู้ที่จะมารับสืบทอดเจตนารมณ์ของเขา และเขาก็รอจนพบแล้ว

หยางอี้เฉินหมุนตัวกลับมาแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อันเป็นทิศทางของเหมืองแร่ เขาคุกเข่าลงแล้วโขกศีรษะคำนับสามครั้งอย่างนอบน้อมที่สุด

"ผู้อาวุโสจ้าว ไม่สิ ท่านอาจารย์ ศิษย์หยางอี้เฉิน ขอฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านในวันนี้ มรดกของท่านศิษย์จะตั้งใจศึกษา มรรคาค่ายกลของท่านศิษย์จะนำไปเผยแพร่ให้ยิ่งใหญ่ ความแค้นของท่านศิษย์จะเป็นผู้ชำระ โจวหยวนหล่างผู้นั้นศิษย์จะจัดการล้างบางมันเอง หากดวงวิญญาณของท่านบนสรวงสวรรค์รับรู้ ย่อมต้องได้เห็นความพินาศของมันเป็นแน่"

เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ พลิกเปิดคัมภีร์มรรคาค่ายกลห้าธาตุบทพื้นฐานขึ้นมา

นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาคือศิษย์ของจ้าวเถี่ยซานแล้ว ไม่ใช่แค่ศิษย์ในนาม ทว่าคือศิษย์ผู้สืบทอดเจตนารมณ์อย่างแท้จริง เขาต้องศึกษามรรคาค่ายกลให้แตกฉาน นำมันไปทำให้ยิ่งใหญ่สะท้านฟ้า และสานต่อความปรารถนาที่ยังไม่บรรลุผลของท่านอาจารย์ให้จงได้

แสงจันทร์นอกหน้าต่างสาดส่องเข้ามา อาบไล้ใบหน้าของเขาและคัมภีร์เล่มนั้น มุมปากของเขาหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย แววตาสาดประกายเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าครั้งใด

นับตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของหยางอี้เฉินก็มีความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เกิดขึ้น

ยามกลางวันเขายังคงไปที่หอหลอมโอสถตามปกติ คอยช่วยซูเหยาจัดการสมุนไพรวิญญาณ จดบันทึกข้อมูล และศึกษาวิชาหลอมโอสถ ช่วงนี้ซูเหยากำลังหมกมุ่นอยู่กับการคิดค้นเทียบยาชนิดใหม่ ซึ่งต้องใช้สมุนไพรจำนวนมหาศาลและการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หยางอี้เฉินจึงกลายเป็นผู้ช่วยมือฉมังของนาง

ความเร็วในการจัดการสมุนไพรของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความแม่นยำก็สูงลิ่ว ซูเหยาจึงยิ่งพึ่งพาเขามากขึ้นทุกที บางครั้งนางถึงกับปล่อยให้เขาจัดการสมุนไพรลอตใหญ่ตามลำพัง ส่วนตัวเองก็หันไปหมกมุ่นอยู่กับเตาหลอม หยางอี้เฉินก็นั่งอยู่หน้าโต๊ะ มือจัดการสมุนไพรไป สมองก็จำลองอักขระค่ายกลไปด้วย

ยามค่ำคืน พอกลับมาถึงห้องพัก เขาจะเริ่มบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิดก่อนสองชั่วยาม จากนั้นค่อยหยิบคัมภีร์ค่ายกลของจ้าวเถี่ยซานมาศึกษา

เขาจัดเรียงคัมภีร์ทั้งห้าสิบสามเล่มตามลำดับและกำหนดระยะเวลาเรียนรู้สำหรับแต่ละเล่มอย่างชัดเจน บทพื้นฐานสิบสองเล่ม เล่มละหนึ่งสัปดาห์ ใช้เวลาสามเดือน บทก้าวหน้ายี่สิบเล่ม เล่มละสองสัปดาห์ ใช้เวลาสิบเดือน บทความเชี่ยวชาญสิบห้าเล่ม เล่มละหนึ่งเดือน ใช้เวลาสิบห้าเดือน บทปรมาจารย์หกเล่ม เล่มละสองเดือน ใช้เวลาหนึ่งปี

รวมเบ็ดเสร็จก็ราวๆ สามปี เวลาสามปีเพื่อทำความเข้าใจระบบมรรคาค่ายกลของจ้าวเถี่ยซานทั้งหมด ความเร็วระดับนี้ไม่ถือว่ารวดเร็วแต่ก็ไม่ได้อืดอาด เขารู้ดีว่าจ้าวเถี่ยซานใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าจะสร้างสรรค์ระบบนี้ขึ้นมาได้ การที่เขาสามารถเรียนรู้จนจบภายในสามปีได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว

ทว่าเขาไม่ได้แค่อ่าน เขาต้องลงมือปฏิบัติด้วย

จ้าวเถี่ยซานเน้นย้ำไว้ในคัมภีร์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า 'มรรคาค่ายกลมิใช่เรื่องเพ้อฝันบนหน้ากระดาษ ทว่าต้องขัดเกลาจากสมรภูมิเดือด วาดอักขระได้งดงามเพียงใด หากกางค่ายกลไม่ได้ก็ไร้ความหมาย ท่องจำผังค่ายกลได้แม่นยำเพียงใด หากเผชิญหน้าศัตรูแล้วนำมาใช้ไม่เป็นก็คือเศษสวะ'

หยางอี้เฉินเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้อย่างสุดซึ้ง เขาจัดการกางค่ายกลเตือนภัย ค่ายกลหมอกลวง และค่ายกลกักศัตรูเอาไว้รอบๆ ห้องพัก ทุกวันจะต้องตรวจสอบหนึ่งรอบเพื่อดูว่าค่ายกลหละหลวมหรือไม่ อักขระสึกหรอหรือเปล่า เขายังใช้ธงค่ายกลกับจานค่ายกลที่จ้าวเถี่ยซานทิ้งไว้ให้ มาลองจัดวางค่ายกลที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก นั่นก็คือค่ายกลสังหาร

ค่ายกลสังหารคือส่วนที่อันตรายที่สุดในระบบมรรคาค่ายกลของจ้าวเถี่ยซาน ค่ายกลสังหารเพียงหนึ่งค่ายสามารถปลิดชีพศัตรูที่มีตบะสูงกว่าตนหนึ่งขอบเขตใหญ่ได้ในชั่วพริบตา

ทว่าการกางค่ายกลสังหารนั้นต้องอาศัยทักษะขั้นสูงและการควบคุมพลังปราณที่แม่นยำอย่างร้ายกาจ หากพลาดพลั้งเพียงนิด ค่ายกลสังหารย่อมสะท้อนกลับมาทำร้ายผู้ใช้ทันที หยางอี้เฉินไม่กล้าผลีผลาม เขาเริ่มต้นจากค่ายกลสังหารที่เรียบง่ายที่สุด เป็นค่ายกลสังหารขนาดจิ๋วที่ใช้เพียงอักขระห้าตัว นำไปแอบกางไว้ตรงมุมห้องพัก

การทดลองครั้งแรก ค่ายกลกางสำเร็จ แต่ตอนที่เขากระตุ้นการทำงาน พลังปราณในค่ายกลกลับปะทุคลุ้มคลั่งจนเกือบจะระเบิดนิ้วเขาขาดกระจุย เขาตกใจแทบสิ้นสติรีบถอนค่ายกลออกทันที

จากนั้นก็พลิกเปิดคัมภีร์ของจ้าวเถี่ยซาน ค้นหาบทที่ว่าด้วยค่ายกลสังหารแล้วตั้งใจศึกษาอย่างละเอียด เขาค้นพบว่าปัญหาอยู่ที่ลำดับการจัดเรียงอักขระ ลำดับการเรียงอักขระของค่ายกลสังหารแตกต่างจากค่ายกลกักศัตรูและค่ายกลหมอกลวงอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้เรียงตามหลักห้าธาตุก่อเกิด ทว่าเรียงตามหลักห้าธาตุข่มข่ม ทองข่มไม้ ไม้ข่มดิน ดินข่มน้ำ น้ำข่มไฟ ไฟข่มทอง ลำดับนี้เป็นการทวนกระแส ซึ่งสวนทางกับความคุ้นเคยปกติของเขาโดยสิ้นเชิง

เขาปรับเปลี่ยนลำดับการเรียงอักขระแล้วกางค่ายกลใหม่อีกครั้ง คราวนี้ค่ายกลสังหารสำเร็จลุล่วง เขาค่อยๆ กระตุ้นการทำงานอย่างระมัดระวัง พลังปราณในค่ายกลไหลเวียนอย่างเสถียรไร้ทีท่าคลุ้มคลั่ง

เขาลองโยนโอสถเสียเข้าไปหนึ่งเม็ดเพื่อทดสอบอานุภาพ ทันทีที่โอสถเสียตกลงไปในค่ายกล มันก็ถูกบดขยี้จนกลายเป็นผุยผงในพริบตา

หยางอี้เฉินจ้องมองกองผงเหล่านั้นด้วยความเงียบงันไปพักใหญ่ นี่แหละคืออานุภาพของค่ายกลสังหาร ค่ายกลสังหารขนาดจิ๋วที่มีอักขระเพียงห้าตัว กลับสามารถบดขยี้โอสถเสียจนแหลกละเอียด หากเขาใช้อักขระที่มากกว่านี้ รากฐานค่ายกลที่ใหญ่กว่านี้ และพลังปราณที่กล้าแข็งกว่านี้ ค่ายกลสังหารแห่งนี้ย่อมปลิดชีพผู้ฝึกตนขั้นควบแน่นของเหลวได้สบายๆ หรืออาจจะข้ามไปถึงขั้นผสานปราณเลยก็ยังได้

แต่เขาจะไม่นำมันออกมาใช้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้

ค่ายกลสังหารคือไพ่ตายของเขา ไม่ใช่ของเอาไว้โชว์โอ้อวด เขาซ่อนมันไว้ตรงมุมห้องพัก ใช้ค่ายกลหมอกลวงปกปิดเอาไว้ รับรองว่าไม่มีใครหน้าไหนหาเจอแน่

วันเวลาผันผ่าน ตบะของหยางอี้เฉินก็รุดหน้าไปอย่างมั่นคง

ขั้นควบแน่นของเหลวระดับต้นถูกปูพื้นฐานจนแน่นหนา เส้นชีพจรทั้งห้าก็ถูกทะลวงไปแล้วถึงสามเส้น นั่นคือเส้นชีพจรไท่อินปอดที่มือ เส้นชีพจรเส้าอินไตที่เท้า และเส้นชีพจรเจวี๋ยอินตับที่เท้า ยังขาดแค่เส้นชีพจรเส้าอินหัวใจที่มือกับเส้นชีพจรไท่อินม้ามที่เท้า

ทักษะการปรุงยาของเขาก็รุดหน้าเช่นกัน โอสถเผยหยวนหนึ่งเตาสามารถการันตีความสำเร็จได้เกินสิบเม็ด โอสถรวมปราณก็เริ่มหลอมได้แล้ว แม้อัตราความสำเร็จจะยังไม่สูงลิ่วทว่าก็ดีกว่าแต่ก่อนมาก ซูเหยาพึงพอใจกับความก้าวหน้าของเขามาก แม้ปากจะไม่ได้เอ่ยชม แต่หยางอี้เฉินก็สัมผัสได้ว่านางเริ่มมองเขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ทัดเทียมกัน ไม่ใช่แค่ลูกมือคอยรับใช้เหมือนแต่ก่อน

มรรคาค่ายกลของจ้าวเถี่ยซานเขาก็ศึกษาไปได้เกือบหนึ่งในสามแล้ว

บทพื้นฐานสิบสองเล่มอ่านจบหมดแล้ว บทก้าวหน้าก็เรียนไปได้หลายเล่ม หลักการของมรรคาค่ายกลห้าธาตุเขาก็ทำความเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง แม้จะยังไม่ชำนาญพอจะนำไปประยุกต์ใช้ในสมรภูมิเดือดได้ แต่ก็สามารถกางค่ายกลที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในห้องพักได้สบายๆ

ค่ำคืนนี้ ระหว่างที่เขากำลังขะมักเขม้นศึกษามรรคาค่ายกลห้าธาตุบทก้าวหน้าของจ้าวเถี่ยซานอยู่ในห้องพัก จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ว่าค่ายกลเตือนภัยที่กางไว้รอบห้องพักถูกใครบางคนแตะต้อง

เขาลุกพรวดขึ้นอย่างตื่นตัว กวาดคัมภีร์บนโต๊ะลงถุงเอกภพจนหมดเกลี้ยง จากนั้นก็เดินไปที่หน้าต่างเพื่อชะโงกมองดู ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง เงาร่างของคนผู้หนึ่งกำลังมุ่งหน้ามายังห้องพักของเขา

ซูเหยานั่นเอง

หยางอี้เฉินชะงักไป ซูเหยาไม่เคยมาที่ห้องพักของเขาเลยสักครั้ง นางมาหาเขาทำไมกันล่ะ

เขาผลักประตูเปิดออก ซูเหยายืนอยู่ตรงหน้าประตู ในมือถือขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กเอาไว้

"นี่คือโอสถรวมปราณของวันนี้ หลอมสำเร็จเก้าเม็ด ข้าแบ่งไว้ให้เจ้าสามเม็ด" นางยื่นขวดส่งให้เขา

หยางอี้เฉินรับขวดมาแล้วกล่าวขอบคุณ ซูเหยายังไม่ยอมจากไป นางยืนอยู่ที่เดิมแล้วจ้องมองเขา

"จะไม่เชิญข้าเข้าไปนั่งหน่อยหรือ"

หยางอี้เฉินลังเลเล็กน้อยก่อนจะเบี่ยงตัวเปิดทางให้นาง

ซูเหยาเดินเข้ามาในห้องพักแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องพักแห่งนี้เล็กกระจิ๋วหลิว มีแค่เตียงหนึ่งหลัง โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้หนึ่งตัว และตู้หนึ่งใบ บนโต๊ะมีหนังสือสองสามเล่มกับขวดกระเบื้องวางอยู่ บนเตียงพับผ้าห่มไว้อย่างเป็นระเบียบ บนพื้นก็สะอาดยกชอุ่ม

สายตาของซูเหยาไปหยุดอยู่ที่หนังสือบนโต๊ะครู่หนึ่ง หนังสือเหล่านั้นคือคัมภีร์ค่ายกลของจ้าวเถี่ยซานที่เขาคว่ำหน้าปกเอาไว้ จึงมองไม่ออกว่าเป็นหนังสืออะไร

"เจ้ากำลังศึกษาอะไรอยู่หรือ" นางเอ่ยถาม

"ค่ายกล" หยางอี้เฉินไม่ได้ปิดบัง ซูเหยารู้แล้วว่าเขากำลังบำเพ็ญเพียร จะปิดบังเรื่องมรรคาค่ายกลไปก็ไร้ประโยชน์ "ข้าบังเอิญเจอหนังสือค่ายกลสองสามเล่มในหอคัมภีร์ เลยเอามาอ่านเล่นๆ น่ะ"

ซูเหยาพยักหน้ารับโดยไม่ได้ซักไซ้ต่อ นางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้แล้วจ้องมองเขา

"ช่วงนี้เจ้าก้าวหน้าเร็วมากนะ" นางเอ่ยขึ้น "โอสถเผยหยวนก็หลอมได้ดีเยี่ยมแล้ว โอสถรวมปราณก็เริ่มหลอมได้ พรสวรรค์ด้านการปรุงยาของเจ้าเหนือกว่าข้าเสียอีก"

"ศิษย์พี่ซูถ่อมตัวเกินไปแล้ว วิชาหลอมโอสถของข้าล้วนเป็นท่านที่สั่งสอนมา"

ซูเหยาส่ายหน้า "สิ่งที่ข้าสอนเจ้ามันก็แค่พื้นฐาน การที่เจ้าสามารถหลอมโอสถรวมปราณได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะข้าสอนเก่ง แต่เป็นเพราะเจ้ามีพรสวรรค์ต่างหาก เจ้าไวต่อสมุนไพรวิญญาณ มีความเข้าใจในพลังห้าธาตุ ช่างสังเกต แถมมือยังเที่ยงตรง สิ่งเหล่านี้คือพรสวรรค์ ไม่มีใครสอนกันได้หรอก"

หยางอี้เฉินนิ่งเงียบ เขารู้ดีว่าสิ่งที่นางพูดคือความจริง ทว่าเขาก็รู้ดีเช่นกันว่า 'พรสวรรค์' ของเขานั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานของศิลาไขกระดูกทั้งสิ้น หยาดศิลาไขกระดูกช่วยสกัดความบริสุทธิ์ให้สมุนไพร ทำให้อัตราความสำเร็จในการหลอมโอสถของเขาพุ่งสูงกว่าปกติ ซูเหยาไม่รู้ความลับข้อนี้ นางจึงปักใจเชื่อว่าเป็นเพราะเขามีพรสวรรค์

"เจ้าเคยคิดบ้างไหม ว่าวันข้างหน้าอยากจะทำอะไร" จู่ๆ นางก็โพล่งขึ้นมา

"บำเพ็ญเพียร แล้วก็แข็งแกร่งขึ้น"

"แล้วหลังจากแข็งแกร่งขึ้นล่ะ"

"ไม่รู้สิ อาจจะไปเยือนแดนจงโจว หรือไม่ก็ไปแดนวิญญาณ ใครจะไปรู้ล่ะ"

ซูเหยาเงียบไปอึดใจหนึ่ง "เจ้ารู้หรือไม่ สำนักลั่วเสียแต่ก่อนเคยเป็นสำนักใหญ่ในแดนจงโจว ภายหลังเกิดกบฏภายใน ถึงได้ระเห็จมาอยู่ที่แดนบูรพา ข้าเคยฟังท่านอาจารย์เล่าว่า มรดกสืบทอดของสำนักลั่วเสียยังไม่ได้สูญหายไปเสียทั้งหมด ทว่ามีส่วนหนึ่งถูกซุกซ่อนไว้ในเหมืองแร่แห่งนี้ หากมีใครสักคนตามหามรดกเหล่านั้นจนพบ สำนักลั่วเสียอาจจะได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งก็เป็นได้"

หัวใจของหยางอี้เฉินกระตุกวูบ ซูเหยารู้เรื่องมรดกในเหมืองแร่ด้วยหรือ นางรู้เรื่องพวกนี้มากกว่าที่เขาคิดเสียอีก ทว่า 'มรดก' ที่นางหมายถึงคือมรดกมรรคาค่ายกล หรือมรดกเคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิดกันแน่ เขาไม่อาจล่วงรู้ และไม่กล้าเอ่ยถามด้วย

"ศิษย์พี่ซูสนใจเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ" เขาลองหยั่งเชิงดู

ซูเหยาส่ายหน้า "ข้าไม่สนเรื่องมรดกสืบทอดหรอก ข้าสนแต่วิถีโอสถเท่านั้น ทว่าท่านอาจารย์เคยบอกไว้ว่า มรดกวิถีโอสถของสำนักลั่วเสียก็แตกฉานมาจากมรดกเหล่านั้นเช่นกัน หากตามหามรดกวิถีโอสถฉบับสมบูรณ์จนพบได้ วิชาหลอมโอสถของข้าย่อมต้องก้าวหน้าไปได้อีกไกลแน่"

หยางอี้เฉินจมดิ่งสู่ความเงียบ เขาไม่รู้หรอกว่าในเหมืองแร่มีมรดกวิถีโอสถซ่อนอยู่หรือไม่ ในห้องลับของจ้าวเถี่ยซานมีแค่คัมภีร์มรรคาค่ายกล ส่วนที่เร้นกายของหยุนชิงจื่อเขาก็ยังไม่เคยเยื้องกรายเข้าไป จึงไม่รู้ว่ามีสิ่งใดหลงเหลืออยู่บ้าง ทว่าเรื่องที่ซูเหยาต้องการมรดกวิถีโอสถนั้น เขาสลักมันไว้ในใจแล้ว

"หากข้าพบเจอมรดกวิถีโอสถ ข้าจะเก็บไว้ให้ศิษย์พี่ซูอย่างแน่นอน" เขารับปาก

ซูเหยาปรายตามองเขา มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย "เจ้ามีน้ำใจเช่นนี้ก็ดีแล้ว" นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ประตู "พักผ่อนแต่หัวค่ำเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องหลอมโอสถอีก"

หยางอี้เฉินเดินไปส่งนางที่ประตู ยืนมองแผ่นหลังของนางลับหายไปใต้แสงจันทร์ จากนั้นก็ปิดประตูลงกลอน เดินกลับมาที่โต๊ะแล้วหยิบคัมภีร์ของจ้าวเถี่ยซานขึ้นมาอ่านต่อ

วันนี้ที่ซูเหยามาหา ไม่ใช่แค่เพื่อเอาโอสถมาส่งให้ นางกำลังหยั่งเชิงเขาอยู่ นางอยากรู้ว่าเขาล่วงรู้เรื่องมรดกในเหมืองแร่หรือไม่ อยากรู้ว่าเขาเคยออกตามหาหรือเปล่า นางอาจจะระแคะระคายอะไรบางอย่างเข้าแล้ว ทว่านางเลือกที่จะไม่เปิดโปงมันออกมา

หยางอี้เฉินลอบถอนหายใจในอก ความช่างสังเกตของซูเหยานั้นน่ากลัวเกินไป ความลับของเขาแทบจะปิดบังนางไม่มิดเลย ทว่าเขาบอกนางไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเวลานี้

เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปแล้วก้มหน้าอ่านคัมภีร์ต่อ แสงจันทร์นอกหน้าต่างสาดส่องเข้ามาอาบไล้ใบหน้าของเขา สีหน้าของเขาดูเรียบเฉยทว่าแววตากลับสาดประกายเด็ดเดี่ยว เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังทำสิ่งใดอยู่ และรู้ด้วยว่าจุดหมายปลายทางของตนอยู่ที่ใด

หนทางสายนี้แม้ยากลำบากแสนเข็ญทว่าเขาไม่เคยหวาดหวั่น เขามีทั้งศิลาไขกระดูก เคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิด มรดกมรรคาค่ายกลของจ้าวเถี่ยซาน และยังมีคำชี้แนะจากซูเหยา สิ่งเหล่านี้มากพอให้เขาก้าวเดินไปได้อีกยาวไกลนัก

เขาเปิด 'มรรคาค่ายกลห้าธาตุ·บทก้าวหน้า' ของจ้าวเถี่ยซานขึ้นมาอ่านต่อ เนื้อหาของวันนี้คือวิธีการกางค่ายกลสังหารห้าธาตุ

จ้าวเถี่ยซานบันทึกไว้ในคัมภีร์ว่า 'ค่ายกลสังหารห้าธาตุ ใช้ค่ายกลธาตุทองเป็นหอกทะลวง ค่ายกลธาตุไม้เป็นปีกสนับ ค่ายกลธาตุน้ำเป็นทัพเสริม ค่ายกลธาตุไฟเป็นทัพบุก ค่ายกลธาตุดินเป็นป้อมปราการ หากผสานทั้งห้าค่ายกลเข้าด้วยกัน ย่อมไร้เทียมทานทะลวงได้ทุกสรรพสิ่ง ทว่าค่ายกลสังหารห้าธาตุนี้เรียกร้องคุณสมบัติจากผู้กางค่ายกลสูงลิบลิ่ว ผู้ที่มีตบะต่ำกว่าขั้นควบแน่นของเหลวห้ามริอ่านลองเด็ดขาด อีกทั้งในยามกางค่ายกล จำเป็นต้องใช้สัมผัสเทวะควบคุมทั้งห้าค่ายกลให้ทำงานประสานกันอย่างพร้อมเพรียง หากพลาดพลั้งเพียงนิด ค่ายกลย่อมแหลกสลายและผู้กางก็ต้องจบชีวิตลงด้วย'

หยางอี้เฉินอ่านข้อความท่อนนี้ซ้ำถึงสามรอบ

ตบะขั้นควบแน่นของเหลว เขาผ่านเกณฑ์แล้ว ส่วนเรื่องใช้สัมผัสเทวะควบคุมห้าค่ายกลพร้อมกันนั้น เขายังไม่เคยลอง ทว่าเขาก็อยากจะลองดูสักตั้ง เขาวาดค่ายกลขนาดจิ๋วห้าผังลงบนพื้นห้องพัก แต่ละผังมีอักขระเพียงสามตัว แบ่งตามธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิลง หลับตาแล้วปลดปล่อยสัมผัสเทวะออกไปควบคุมค่ายกลทั้งห้าพร้อมกัน

ครั้งแรก สัมผัสเทวะมีไม่พอ ค่ายกลทั้งห้าทำงานได้แค่สามค่าย อีกสองค่ายนิ่งสนิท

ครั้งที่สอง ค่ายกลทั้งห้าทำงานพร้อมกันหมด ทว่าปริมาณพลังปราณที่แผ่ออกไปไม่สมดุลกัน ค่ายกลธาตุทองทรงพลังเกินไป ค่ายกลธาตุไม้อ่อนแอเกินไป พลังปราณในค่ายกลคลุ้มคลั่งปะทุเกือบจะระเบิดบึ้ม

ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า...

เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองล้มเหลวไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ดวงจันทร์นอกหน้าต่างเคลื่อนตัวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ท้องฟ้าสลัวเปลี่ยนเป็นสว่างโร่ ทว่าเขาก็ยังไม่ยอมหยุด

ทุกครั้งที่ล้มเหลว เขาจะวิเคราะห์หาสาเหตุ ค้นหาจุดบกพร่อง แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขในการทดลองครั้งต่อไป นี่คือนิสัยที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะทำเรื่องใด ก็ต้องทำให้ดีที่สุด หากยังไม่ดีที่สุด ก็ต้องทำให้ดีกว่าเดิม ครั้งเดียวไม่ได้ก็ต้องสองครั้ง สองครั้งไม่ได้ก็ต้องสิบครั้ง สักวันมันย่อมต้องสำเร็จจนได้

จวบจนรุ่งสาง เขาก็ทำสำเร็จ

ค่ายกลขนาดจิ๋วทั้งห้าสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน ความเฉียบคมของธาตุทอง พลังชีวิตของธาตุไม้ ความยืดหยุ่นของธาตุน้ำ ความดุดันของธาตุไฟ ความหนักแน่นของธาตุดิน กลิ่นอายทั้งห้าสอดประสานกันจนก่อเกิดเป็นวัฏจักรห้าธาตุขนาดย่อมขึ้นภายในห้องพัก

หยางอี้เฉินลืมตาขึ้นจ้องมองค่ายกลทั้งห้าที่กำลังส่องประกาย มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย พื้นฐานของค่ายกลสังหารห้าธาตุ เขาบรรลุแล้ว แม้จะเป็นเพียงการผสานห้าค่ายกลขั้นพื้นฐานที่สุด แม้แต่ละค่ายกลจะมีอักขระเพียงสามตัว แม้อาณาเขตจะกว้างเพียงหนึ่งจั้ง ทว่าเขาก็บรรลุแล้ว

นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะสามารถนำค่ายกลสังหารห้าธาตุไปใช้ในสมรภูมิเดือดได้เสียที

เขาถอนค่ายกลขนาดจิ๋วทั้งห้าออก ลุกขึ้นยืนแล้วยืดเส้นยืดสายที่แข็งเกร็ง

ฟ้าสว่างแล้ว ถึงเวลาไปหอหลอมโอสถเสียที เขาเก็บคัมภีร์บนโต๊ะให้เรียบร้อยแล้วผลักประตูเดินออกไป แสงแดดสาดส่องลงบนใบหน้าให้ความรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก เขาหรี่ตาลงทอดสายตามองเทือกเขาชางอู๋ที่อยู่ไกลลิบ ขุนเขาสูงตระหง่านสลับซับซ้อน หมอกควันลอยละล่องบดบัง ยอดเขาที่สูงที่สุดเร้นกายอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆมิดชิด

เขาไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดนั้นได้เมื่อไหร่ ทว่าเขารู้ดีว่าบัดนี้เขากำลังก้าวเดินอยู่บนหนทางสายนั้นแล้ว ทีละก้าว ทีละก้าว อย่างหนักแน่นและมั่นคง

สักวันย่อมต้องไปถึงอย่างแน่นอน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 44 - ข้อความสลักล่วงลับของจ้าวเถี่ยซาน

คัดลอกลิงก์แล้ว