- หน้าแรก
- ปลูกสมุนไพรปั้นเซียนด้วยขวดเทพหมื่นวิญญาณ
- บทที่ 50 - เร็วแรงทะลุพิกัด
บทที่ 50 - เร็วแรงทะลุพิกัด
บทที่ 50 - เร็วแรงทะลุพิกัด
บทที่ 50 - เร็วแรงทะลุพิกัด
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ต้าฉุยพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ ราวกับว่าตัวเองกำลังโดนใส่ร้าย
หลี่เยว่ซานลองนึกทบทวนดู ในหัวก็พอนึกทิศทางคร่าวๆ ของตำบลหงเหยียนออก เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
"ถ้างั้นก็ได้ งั้นข้าจะรอเจ้าอยู่ที่ตลาดนี้แหละ ขืนข้ากลับไปที่ถ้ำแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง"
เขารู้ดีแก่ใจว่าตอนนี้ข้างนอกมีผู้ฝึกตนสายมารเพ่นพ่านไปทั่ว ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ในตลาดต่างก็พากันออกไปตามล่าหาเบาะแสของพวกสายมารกันหมด ถ้าเกิดเขาดวงตกไปโดนพวกสายมารหมายหัวเอาแถวๆ ถ้ำของตัวเอง มีหวังคงได้ตายเป็นผีเฝ้าป่า ถึงตอนนั้นจะไปเรียกร้องความเป็นธรรมจากใครได้ล่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อก่อนเขาไม่ค่อยมีความหวังอะไรกับชีวิต เรื่องความเป็นความตายก็เลยไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว อาการบาดเจ็บของเขามีหวังที่จะรักษาให้หายได้ พอคนเราเริ่มมีความหวัง มันก็ยิ่งกลัวตายเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้นเขาเลยตัดสินใจว่าจะยอมเสียหินวิญญาณสักหน่อย เพื่อหาที่พักในตลาดสักสองสามวัน
ต้าฉุยก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ตอบกลับไปสั้นๆ ว่า
"ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ข้าก็ขอตัวออกเดินทางก่อนนะ"
เขาคิดในใจว่า ตัวเองออกมาข้างนอกเกือบสองวันแล้ว สมควรแก่เวลาที่จะต้องรีบกลับไปเสียที ท้ายที่สุดแล้วเสี่ยวหนิวก็ยังเด็กอยู่ ยังต้องมีคนคอยดูแล แถมเรื่องผู้ฝึกตนสายมารจนป่านนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ชวนให้รู้สึกเป็นห่วงอยู่ลึกๆ
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ต้าฉุยก็ก้าวเท้าเดินตรงไปยังทางออกของตลาด
ระหว่างทาง เขายังแวะไปหาติงหลิงอวี้เพื่อจะบอกลาเสียหน่อย แต่ก็ได้รับคำตอบว่าติงหลิงอวี้ได้เดินทางออกจากตลาดไปแล้ว
จากนั้น หลี่เยว่ซานก็ตามไปส่งต้าฉุยจนถึงบริเวณทางเข้าออกของตลาด ก่อนจะหันหลังเดินกลับไป ส่วนต้าฉุยก็เร่งฝีเท้าเดินทางมุ่งหน้าสู่ตำบลหงเหยียน
แต่ทันทีที่หลี่เยว่ซานหันหลังกลับ เขาก็เหลือบไปเห็นเจ้าสองจากหอโอสถกำลังเดินออกจากตลาดไปในเวลาเดียวกันพอดี
เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ลอบคิดในใจ
เจ้าสองไม่ได้ออกไปทำภารกิจหรอกหรือ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงโผล่ออกมาตอนนี้ล่ะ
แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก หันหลังเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของศูนย์ทำการตระกูลสวีในตลาดต่อไป
พอเดินผ่านหน้าหอโอสถ หลี่เยว่ซานก็ถึงกับชะงักฝีเท้า พึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ไอ้แก่สิงกวงมันทำบ้าอะไรของมันวะ ไม่ขายของแล้วหรือไง ปิดร้านไวจังวะ"
พูดจบ เขาก็ยกเท้าเดินหน้าต่อไป
อีกด้านหนึ่ง ทันทีที่ต้าฉุยเดินพ้นเขตตลาด เขาก็ล้วงมือเข้าไปควานหาของในถุงจักรวาล แล้วหยิบเอายันต์เร่งฝีเท้าออกมาแผ่นหนึ่ง ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แอบคิดในใจ
หึหึ ไอ้ของเล่นชิ้นนี้ตั้งแต่ซื้อมายังไม่เคยลองใช้เลย ไม่รู้ว่ามันจะเจ๋งสักแค่ไหนเชียว
วินาทีต่อมา เสียงแปะก็ดังขึ้นอย่างถนัดถนี่ ต้าฉุยไม่ลังเลเลยที่จะแปะยันต์เร่งฝีเท้าลงบนขาของตัวเอง
ทันทีที่ยันต์ถูกแปะลงไป พลังของมันก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ต้าฉุยรู้สึกได้ทันทีว่าสองขาของเขามันเบาหวิวราวกับขนนก ทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกไป มันเหมือนกับมีพลังงานลึกลับบางอย่างคอยผลักดันให้เขาพุ่งไปข้างหน้า ความรู้สึกนี้มันช่างยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร
"เชี่ย ความรู้สึกนี้โคตรมันส์เลยว่ะ"
ต้าฉุยร้องตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น พูดจบเขาก็สับตีนแตกวิ่งมุ่งหน้าไปทางตำบลหงเหยียน ความเร็วของเขานั้นไวปานวอก ราวกับพายุลูกหนึ่งก็ไม่ปาน
เจ้าสองที่เพิ่งจะวิ่งตามหลังมาติดๆ พอเห็นภาพฉากนี้เข้าก็ถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
แต่เขาก็กัดฟันกรอด ล้วงเอายันต์เร่งฝีเท้าออกมาจากถุงจักรวาลด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว แล้วแปะลงบนขาของตัวเองบ้าง ก่อนจะสับเท้าวิ่งไล่กวดตามทิศทางที่ต้าฉุยหนีไป ระหว่างที่วิ่งไล่ตาม เขาก็ยังต้องลุกลี้ลุกลนหยิบเอายันต์ส่งเสียงออกมาเพื่อติดต่อกับพวกพ้องอีกสองคน ปากก็พร่ำบ่นไม่หยุด
"ไอ้เด็กเวรนี่ วิ่งเร็วชะมัด จะปล่อยให้มันหนีรอดไปไม่ได้เด็ดขาด"
ทางฝั่งของต้าฉุยในตอนนี้ เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังเหาะเลียดไปกับพื้นดิน เสียงลมพัดหวิวๆ ดังอยู่ข้างหู ภาพทิวทัศน์สองข้างทางก็พุ่งผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว
ในใจเขากำลังคิดคำนวณอย่างเมามัน
ไอ้ของวิเศษชิ้นนี้มันใช้งานได้จริงแฮะ ถ้าวิ่งด้วยความเร็วระดับนี้ การเดินทางไปกลับระหว่างตลาดกับตำบลหงเหยียน คงใช้เวลาไม่ถึงสามวันหรอกมั้ง เผลอๆ วันเดียวก็คงถึงแล้ว
ทว่า ผ่านไปได้เพียงชั่วจิบชา ต้าฉุยก็เบรกตัวโก่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
"เชี่ยเอ๊ย นี่มันห่วยแตกเกินไปแล้วมั้ง เพิ่งจะชมไปหยกๆ พลังดันหมดเสียแล้ว"
เขาก้มลงมองดูก็พบว่ายันต์เร่งฝีเท้าที่แปะอยู่บนขานั้นได้มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปเรียบร้อยแล้ว
"ดูเหมือนว่ายันต์เร่งฝีเท้าจะใช้งานได้แค่ชั่วจิบชาเท่านั้นเองสินะ แต่ว่าหึหึ"
ต้าฉุยพูดพลางล้วงเอายันต์เร่งฝีเท้าอีกแผ่นออกมาจากถุงจักรวาล แล้วแปะลงบนขาอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ออกตัววิ่งฉิวไปข้างหน้าอีกครั้ง ท่าทางราวกับมีสัตว์ร้ายกำลังวิ่งไล่กวดอยู่ข้างหลังก็ไม่ปาน
เจ้าสองที่เพิ่งจะสับเท้าวิ่งตามมาทัน พอเห็นฉากนี้เข้าก็ถึงกับขาอ่อนระทวย อดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ
"ไอ้เด็กนี่มันรวยล้นฟ้ามาจากไหนวะ แค่เดินทางยังกล้าผลาญยันต์เร่งฝีเท้าตั้งสองแผ่น นั่นมันหินวิญญาณทั้งนั้นเลยนะเว้ย ไอ้เด็กผลาญทรัพย์เอ๊ย"
จังหวะนั้นเอง สิงกวงและเจ้าสามที่ต่างก็แปะยันต์เร่งฝีเท้าไว้ที่ขาก็วิ่งตามมาสมทบพอดี
"เจ้าสอง ไอ้เด็กนั่นมันใช้ยันต์เร่งฝีเท้าอีกแล้วหรือ" สิงกวงขมวดคิ้วถาม
"ใช่แล้วลูกพี่ พวกเราจะตามต่อดีไหม ไอ้เด็กนี่มันวิ่งเร็วฉิบหาย หินวิญญาณของพวกเรามีไม่พอให้ผลาญเล่นแบบนี้นะ" เจ้าสองพูดด้วยสีหน้าจนใจ
สิงกวงไม่ต้องเสียเวลาคิด เขากัดฟันกรอดแล้วสั่ง
"ตามสิวะ ขืนไม่ตามพวกเราก็ขาดทุนย่อยยับสิ นั่นมันหินวิญญาณตั้งหกก้อนเลยนะเว้ย จะปล่อยให้ไอ้เด็กนั่นรอดไปไม่ได้เด็ดขาด"
พูดจบ ทั้งสามคนก็ล้วงยันต์เร่งฝีเท้าออกมาจากถุงจักรวาลอีกครั้ง เร่งความเร็วเต็มพิกัด สับตีนแตกไล่กวดไปทางที่ต้าฉุยวิ่งหนีไป
เวลาผ่านไปอีกชั่วจิบชา ในที่สุดพวกเขาก็มองเห็นแผ่นหลังของต้าฉุยอยู่ลิบๆ และพบว่าตอนนี้ไอ้เด็กนั่นไม่ได้วิ่งหนีแล้ว แต่กลับยืนนิ่งอยู่กับที่ เอาแต่จ้องมองกระบี่บินในมืออย่างตั้งอกตั้งใจ
"ลูกพี่ ไอ้เด็กนั่นมันเอาหินวิญญาณไปละลายกับกระบี่บินหมดแล้วมั้ง" เจ้าสองเห็นดังนั้นก็พูดขึ้นด้วยความสงสัย
"ช่างหัวมันก่อนเถอะ วันนี้พวกเราออกมาแล้ว ยังไงก็ต้องฆ่ามันให้ตายให้ได้ ถึงตอนนั้นของทุกอย่างบนตัวมันก็ตกเป็นของพวกเรา รับรองว่ายังไงก็ได้กำไร"
สิงกวงแผดเสียงอย่างดุร้าย แววตาแฝงความละโมบโลภมาก
พูดจบ ทั้งสามคนก็งัดยันต์เร่งฝีเท้าแผ่นใหม่ออกมาแปะ แล้วพุ่งทะยานเข้าหาต้าฉุยอย่างไม่คิดชีวิต ท่าทางราวกับฝูงหมาป่าหิวโซที่เห็นเหยื่ออันโอชะอยู่ตรงหน้า
ส่วนต้าฉุยในเวลานี้กำลังตั้งหน้าตั้งตาศึกษากระบี่บินของตัวเองอยู่ ถึงแม้เขาจะท่องจำเคล็ดวิชาควบคุมกระบี่จนขึ้นใจแล้ว แต่ในความเป็นจริงเขายังไม่เคยลองใช้งานมันเลยสักครั้ง ตอนนี้เห็นว่ารอบข้างไม่มีผู้คนพลุกพล่าน จึงคิดจะถือโอกาสลองวิชาดูเสียหน่อย
แต่ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวจะร่ายวิชา จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
เขาหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า รูม่านตาก็หดเล็กลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นความหวาดผวา
ภาพที่เห็นคือชายหัวโล้นคนหนึ่ง กำลังพาลูกน้องรูปร่างอ้วนผอมอีกสองคนวิ่งทะยานพุ่งตรงมาหาเขาอย่างรวดเร็ว บนขาของพวกมันยังมีซากยันต์เร่งฝีเท้าที่เพิ่งใช้งานเสร็จแปะหราอยู่เลย
สมองของต้าฉุยประมวลผลอย่างรวดเร็ว ลอบร้องตะโกนในใจ
ไอ้สามคนนี้ดูยังไงก็รู้ว่ามาหาเรื่องแน่ๆ โดยเฉพาะไอ้หัวโล้นนั่น ข้ามองแวบเดียวก็จำได้แล้ว มันต้องไม่ได้มาดีแน่ๆ
แสดงว่าพวกมันตั้งใจมาปล้นของจากข้าสินะ
สามรุมหนึ่ง เชี่ยเอ๊ย สู้บ้าอะไรล่ะ ไม่มีทางชนะอยู่แล้ว
เมื่อประเมินสถานการณ์ได้ ต้าฉุยก็ไม่รอช้า ยกมือขึ้นตบยันต์เร่งฝีเท้าแผ่นใหม่ลงบนขาอีกแผ่น แล้วสับตีนแตกวิ่งหนีสุดชีวิต ระหว่างที่วิ่งหนีก็ยังแอบดีใจที่ตัวเองไม่ได้เชื่อคำพูดของตาเฒ่าหลี่ และซื้อยันต์เร่งฝีเท้ามาตุนไว้เยอะๆ ในสถานการณ์แบบนี้ มันก็ต้องมาวัดกันที่ความหนาของกระเป๋าตังค์แล้วล่ะว่าใครจะทนได้นานกว่ากัน
ทางด้านสิงกวงที่วิ่งตามมาข้างหลัง พอเห็นต้าฉุยงัดยันต์เร่งฝีเท้าออกมาใช้อีกแผ่น เขาก็ถึงกับสติหลุด โกรธจนแผดเสียงด่าทอออกมา
"ไอ้เด็กนรกนี่ ทำไมมันถึงมียันต์เร่งฝีเท้าอีกวะ หินวิญญาณของมันปลิวลงมาจากฟ้าหรือยังไงกัน"
[จบแล้ว]