เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 - แม่มดน้อยเยาหนิง

บทที่ 50 - แม่มดน้อยเยาหนิง

บทที่ 50 - แม่มดน้อยเยาหนิง


บทที่ 50 - แม่มดน้อยเยาหนิง

หลินมู่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะความผันผวนของมิติที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

เสียงนั้นไม่ใช่ภาพมายาภายในหอคอย แต่มันคล้ายกับคลื่นกระแทกของของวิเศษประเภทพาหนะบินได้ระดับสูงที่พุ่งทะลวงค่ายกลป้องกันรอบนอกของนิกายเทียนเหยี่ยนเข้ามาอย่างหักโหม จนเกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนตกค้างที่ส่งผ่านโครงสร้างของหอคอยเข้ามาถึงด้านใน

เขาพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในเศษเสี้ยวของพื้นที่ภาพมายาที่ค่อนข้างเสถียร รอบด้านถูกล้อมรอบด้วยแสงมงคลสีผลึกหลากสีที่จับตัวแข็งค้าง ช่วยตัดขาดความสับสนวุ่นวายจากโลกภายนอกเอาไว้ชั่วคราว

พายุพลังงานที่เกิดจากการจุดระเบิดพื้นที่ไร้ความเสถียรก่อนหน้านี้ ได้ซัดพาร่างของเขาให้กระเด็นมาตกอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของชั้นที่สองแบบสุ่ม และนั่นก็กลายเป็นความบังเอิญที่ทำให้เขาสลัดหลุดจากการตามล่าของหลิงเซวียนได้ชั่วคราว

เมื่อสำรวจร่างกายก็พบว่าบาดเจ็บไม่เบาเลย การฝืนรับการโจมตีของหลิงเซวียนปะทะเข้าตรงๆ ประกอบกับการเร่งเร้าค่ายกลกระบี่มายาพันลวงขนาดย่อมจนเกินขีดจำกัด ส่งผลให้ความรู้สึกปวดแปลบที่สัมผัสเทวะยังคงทิ่มแทงอยู่ พลังวิญญาณในร่างก็เหือดหายไปกว่าครึ่ง

ทว่า เคล็ดวิชาชิงหลิง กลับกำลังหมุนวนด้วยตัวเองและค่อยๆ สมานรอยแผลอย่างช้าๆ ผลลัพธ์จากการทะลวงขีดจำกัดระหว่างความเป็นความตายเมื่อครู่เริ่มแสดงผลออกมา ทำให้ความเร็วในการฟื้นฟูของเขารวดเร็วกว่าแต่ก่อนมากนัก

"อยู่ที่นี่นานไม่ได้" หลินมู่ลอบคิดในใจ หลิงเซวียนอาจจะไม่ถูกแรงระเบิดนั่นกักขังไว้นานนัก เขาต้องรีบออกไปจากชั้นที่สอง หรือไม่ก็ต้องหาสถานที่ที่ปลอดภัยกว่านี้เพื่อปรับลมปราณ

เขาค่อยๆ แผ่สัมผัสเทวะออกไปตรวจสอบสถานการณ์ภายนอกอย่างระมัดระวัง

ดูเหมือนพายุพลังงานจะค่อยๆ สงบลงแล้ว ทว่าภาพมายาในระยะไกลยังคงสับสนวุ่นวาย ในจังหวะที่เขากำลังจะคลำหาทางออกนั่นเอง แรงสั่นสะเทือนผิดปกติจากนอกหอคอยก็ส่งผ่านมาพร้อมกับกลิ่นอายอันชั่วร้ายที่แฝงความเร้นลับบางเบา

กลิ่นอายนั้นเจือไปด้วยคาวเลือดจางๆ ทว่ากลับผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมหวานเลี่ยนอย่างน่าประหลาด มันกระตุ้นสัญชาตญาณให้รู้สึกใจสั่นและอึดอัดจนต้องยกระดับความระแวดระวังขึ้นมาทันที

"เกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น" หลินมู่ขมวดคิ้วแน่น แม้กลิ่นอายนั้นจะถูกหอคอยเทียนเหยี่ยนสกัดกั้นและบั่นทอนลงไปมากแล้ว แต่เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพลังอันบริสุทธิ์เที่ยงธรรมของนิกายเทียนเหยี่ยน

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บริเวณริมทะเลสาบกระจกภายนอกหอคอย

ศิษย์ทุกคนต่างตื่นตระหนกกับเรือกระดูกลำยักษ์ที่แผ่แสงสีแดงคล้ำชวนขนลุกซึ่งโผล่ทะลวงหมู่เมฆลงมาอย่างกะทันหัน

เรือกระดูกลำนั้นใหญ่โตมโหฬาร สร้างขึ้นจากโครงกระดูกของสัตว์อสูรยักษ์นิรนาม หัวเรือสลักเป็นรูปหัวกะโหลกอ้าปากกว้าง เบ้าตาทั้งสองข้างมีเปลวเพลิงสีเขียวมรกตลุกโชน มันแหวกม่านเมฆลงมาจอดเทียบอยู่บนลานกว้างริมทะเลสาบกระจก ก่อให้เกิดกระแสลมหนาวเหน็บพัดกระโชกไปทั่วบริเวณ

ประตูห้องโดยสารเปิดออก ร่างหกสายค่อยๆ ก้าวเดินออกมา

ผู้นำกลุ่มคือชายชราจมูกงุ้มดุจจะงอยปากเหยี่ยว ใบหน้าเหี้ยมเกรียมแววตาดุดันแหลมคม เขาสวมชุดคลุมยาวสีเลือดคล้ำ กลิ่นอายรอบกายดูลึกลับและแข็งแกร่งอย่างน่าสะพรึงกลัว นี่คือพลังระดับแกนทองคำช่วงต้นอย่างไม่ต้องสงสัย

เพียงแค่เขายืนอยู่ตรงนั้นก็แผ่แรงกดดันอันหนักอึ้งออกมา ราวกับทะเลเลือดที่พร้อมจะพลิกคว่ำกลืนกินทุกสรรพสิ่งได้ทุกเมื่อ

เบื้องหลังของเขามีศิษย์ในชุดเครื่องแบบสีแดงคล้ำปักลายเปลวเพลิงมารอันเป็นสัญลักษณ์ของนิกายโลหิตพิฆาตติดตามมาอีกสี่คน แต่ละคนมีสีหน้าหยิ่งยโส รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน ระดับพลังล้วนอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณขั้นแปดถึงเก้าทั้งสิ้น

ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาผู้คนมากที่สุด กลับเป็นร่างเล็กจ้อยที่เดินตามประกบติดอยู่ข้างกายชายชราจมูกงุ้มผู้นั้น

นางเป็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มอายุราวสิบสองสิบสามปี สวมชุดกระโปรงผ้าไหมแพรเมฆาสีม่วงที่ตัดเย็บอย่างประณีตงดงามซึ่งไม่ใช่เครื่องแบบของนิกายโลหิตพิฆาต ชายกระโปรงปักลวดลายผีเสื้อสีหม่น ยามก้าวเดินคล้ายมีประกายแสงเร้นลับไหวระริก

ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับหยกสลัก ดวงตากลมโตคู่สวยดูซุกซนและเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาสีอำพันใสกระจ่าง ทว่ายามกลอกกลิ้งไปมากลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายปีศาจอันซุกซนพิสดาร

มุมปากของนางประดับด้วยรอยยิ้มขี้เล่น สายตากวาดมองสำรวจทิวทัศน์ของนิกายเทียนเหยี่ยนรอบด้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น บนข้อมือขาวผ่องสวมสร้อยข้อมือที่ร้อยกระดิ่งรูปร่างประหลาดสีสันแตกต่างกันสามลูกเอาไว้

กระดิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำจากทองหรือหยก บนพื้นผิวสลักลวดลายมารเอาไว้อย่างวิจิตรบรรจง เมื่อมันกระทบกันตามจังหวะการเคลื่อนไหวของนาง กลับไม่ได้ส่งเสียงกังวานใส ทว่ามันกลับทำให้ศิษย์นิกายเทียนเหยี่ยนในบริเวณใกล้เคียงเกิดอาการจิตใจเหม่อลอยไปชั่วขณะ จนต้องรีบรวบรวมสมาธิต้านทานกันจ้าละหวั่น

ระดับพลังของนางอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณขั้นเจ็ดช่วงปลายอย่างชัดเจน ทว่าศิษย์นิกายโลหิตพิฆาตผู้มีพลังกล้าแข็งทั้งสี่คน หรือแม้กระทั่งชายชราจมูกงุ้มระดับแกนทองคำช่วงต้นผู้นั้น กลับไม่มีท่าทีเย่อหยิ่งของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงเลยแม้แต่น้อย สายตาที่พวกเขามองนางล้วนแฝงไว้ด้วยความนอบน้อมและตามใจอย่างปิดไม่มิด

เห็นได้ชัดว่าสถานะของเด็กสาวผู้นี้พิเศษอย่างยิ่ง

"ผู้อาวุโสลี่ ที่นี่คือนิกายเทียนเหยี่ยนงั้นหรือ พลังวิญญาณก็หนาแน่นดีหรอกนะ แต่กฎเกณฑ์ต้องเยอะแยะน่ารำคาญจนชวนอึดอัดตายแน่ๆ" เด็กสาวเอ่ยปากเจื้อยแจ้ว น้ำเสียงใสกระจ่างดุจกระดิ่งทว่าเจือด้วยความจู้จี้ขี้บ่นอย่างไม่ใส่ใจ นางแกว่งข้อมือไปมาเบาๆ กระดิ่งเสียงมายาก็ส่งคลื่นพลังที่ทำให้จิตใจผู้คนสั่นไหวออกมาอีกระลอก

"เห็นบอกว่ามีศิลาหินเก่งกาจอะไรสักอย่างที่เอาไว้ดูว่าใครเก่งใครโง่ไม่ใช่หรือ มันอยู่ตรงไหนล่ะ" ชายชราจมูกงุ้มที่ถูกเรียกว่าผู้อาวุโสลี่หน้าไม่เปลี่ยนสี เพียงพยักหน้ารับเล็กน้อยแล้วตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "คุณหนูหนิงเอ๋อร์ สิ่งนั้นคือจารึกเทียนเหยี่ยนขอรับ"

สายตาของเขากวาดมองไปที่จารึกเทียนเหยี่ยน ประกายแสงคมกริบวาบผ่านนัยน์ตาไปอย่างรวดเร็ว

"จัดอันดับหรือ" เยาหนิงเอ๋อร์ตาเป็นประกาย นางกระโดดโลดเต้นตรงดิ่งไปที่จารึกเทียนเหยี่ยนทันที คนของนิกายโลหิตพิฆาตรีบก้าวตามไปติดๆ ศิษย์ทั้งสี่คนกระจายตัวออกเป็นรูปขบวนคุ้มกัน คอยกันศิษย์นิกายเทียนเหยี่ยนที่มองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนหวาดระแวงให้ออกห่าง

นางเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าศิลาโดยไม่สนใจสายตาใคร แหงนหน้ามองดูรายชื่อและข้อมูลที่ส่องประกายระยิบระยับดั่งดวงดาว กระดิ่งที่ข้อมือยังคงส่งคลื่นพลังแผ่วเบาออกมาอย่างต่อเนื่องตามการเคลื่อนไหวของนาง บีบบังคับให้ศิษย์ในบริเวณใกล้เคียงต้องถอยกรูดด้วยสีหน้าอึดอัดทรมาน

สายตาของนางกวาดมองรายชื่ออันดับต้นๆ ในเขตของระดับรวบรวมลมปราณด้วยความสนใจ ก่อนจะไปหยุดชะงักอยู่ที่อันดับที่ยี่สิบห้า ซึ่งมีชื่อที่ส่องประกายสีเขียวโดดเด่นไม่เหมือนใครอยู่ครู่หนึ่ง

"หลินมู่ รวบรวมลมปราณขั้นเจ็ดช่วงต้น อันดับยี่สิบห้า ประเมินระดับยอดเยี่ยมหรือ" นางเอียงคอแลบลิ้นสีชมพูเรื่อออกมาเลียริมฝีปาก เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ผสมผสานความอยากรู้อยากเห็นและความท้าทายเอาไว้ด้วยกัน "ฮิฮิ น่าสนใจดีนี่นา ดูท่าทางน่าสนุกกว่าไอ้พวกท่อนไม้โง่เง่าที่ตามมาเป็นเพื่อนข้าพวกนี้ตั้งเยอะ"

คำพูดของนางตรงไปตรงมาไม่เกรงใจใคร ศิษย์นิกายโลหิตพิฆาตทั้งสี่คนหน้าเจื่อนลงด้วยความกระอักกระอ่วนและจนใจ แม้แต่ผู้อาวุโสลี่เองก็ยังมีอาการมุมปากกระตุกเบาๆ อย่างแทบจะมองไม่เห็น

ในตอนนั้นเอง ศิษย์ธุรการของนิกายเทียนเหยี่ยนพร้อมกับผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่รีบรุดมาเมื่อทราบข่าวก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ผู้อาวุโสนิกายเทียนเหยี่ยนจ้องมองผู้อาวุโสลี่ด้วยสายตาคมกริบ "เฒ่าปีศาจลี่ นิกายโลหิตพิฆาตของเจ้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ บุกรุกข้ามประตูสำนักข้ามาเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรกัน คิดว่านิกายเทียนเหยี่ยนของข้าไร้คนแล้วงั้นหรือ"

เฒ่าปีศาจลี่แค่นเสียงเย็นชา ไม่ตอบคำถามโดยตรง แต่กลับสะบัดหยกบันทึกสีดำขลับแผ่นหนึ่งพุ่งออกไป "พวกข้าเดินทางมาครั้งนี้ ก็แค่คุ้มกันคุณหนูหนิงเอ๋อร์มา เปิดหูเปิดตา ชมดูหอคอยเทียนเหยี่ยนก็เท่านั้น"

"นี่คือเทียบเชิญ ส่วนเรื่องอื่นพวกข้าจะไม่เข้าไปก้าวก่าย หรือว่านิกายเทียนเหยี่ยนจะใจแคบถึงขนาดยอมเสียมารยาทขัดขวางคำขอเข้าชมของผู้น้อยเชียวหรือ"

ผู้อาวุโสนิกายเทียนเหยี่ยนรับหยกบันทึกมาใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปมา สายตามองไปยังเยาหนิงเอ๋อร์ที่กำลังศึกษารายชื่อบนจารึกเทียนเหยี่ยนอย่างสนุกสนานด้วยความรู้สึกซับซ้อน ท้ายที่สุดก็ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ โบกมือไล่ศิษย์ธุรการให้ถอยไป แล้วเอ่ยเสียงขรึม "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็โปรดปฏิบัติตามกฎของหอคอยเทียนเหยี่ยนด้วย"

เฒ่าปีศาจลี่ยิ้มหยันอย่างชั่วร้าย ไม่กล่าวอะไรต่อ

เยาหนิงเอ๋อร์ไม่สนใจการปะทะคารมของผู้ใหญ่ นางยื่นนิ้วเรียวงามชี้ตรงไปที่ชื่อของหลินมู่บนจารึกเทียนเหยี่ยน แล้วหันไปยิ้มร่าถามผู้อาวุโสนิกายเทียนเหยี่ยนว่า "ท่านปู่ คนที่ชื่อหลินมู่คนนี้ ตอนนี้กำลังเล่นอยู่ข้างในหอคอยนั่นใช่ไหม ข้าเข้าไปหาเขาเพื่อเล่นด้วยได้หรือเปล่า"

น้ำเสียงของนางไร้เดียงสาราวกับเด็กน้อยที่แค่อยากหาเพื่อนเล่น ทว่ากระดิ่งเสียงมายาที่ข้อมือกลับแผ่คลื่นพลังอันลึกลับและน่าสะพรึงกลัวออกมาตามอารมณ์ของนาง ทำให้ทุกคนที่ได้ยินประโยคนั้น รวมไปถึงถังโหรวและสือเหล่ยถึงกับหัวใจกระตุกวูบ

แม่มดน้อยผู้มาจากพรรคมารที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น แถมยังมีผู้คุ้มกันเป็นถึงยอดฝีมือระดับแกนทองคำช่วงต้นจุดสูงสุดผู้นี้ ช่างเป็นตัวตนที่ลึกลับและยากจะคาดเดาความคิดที่แท้จริงของนางได้เลยจริงๆ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 50 - แม่มดน้อยเยาหนิง

คัดลอกลิงก์แล้ว