- หน้าแรก
- ขวานผ่าฟืนในวันนั้น สู่กระบี่ผ่าสวรรค์ในวันนี้
- บทที่ 42 - เยือนเทียนเหยี่ยนครั้งแรก
บทที่ 42 - เยือนเทียนเหยี่ยนครั้งแรก
บทที่ 42 - เยือนเทียนเหยี่ยนครั้งแรก
บทที่ 42 - เยือนเทียนเหยี่ยนครั้งแรก
สามวันต่อมา ยามรุ่งสาง
บนลานกว้างหน้าซุ้มประตูนิกายชิงอวิ๋น หมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหาย แสงตะวันสาดส่องทะลุชั้นเมฆ อาบย้อมลานหินหยกขาวกว้างใหญ่ให้กลายเป็นสีทองอร่าม
มีเงาร่างหลายสายยืนรออยู่ก่อนแล้ว
หลินมู่เดินทางมาถึงตรงเวลา เขาเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมสีเขียวขลิบเงินที่หอค่ายกลแจกให้ กลิ่นอายถูกรั้งเก็บมิดชิด สีหน้าสงบนิ่ง เมื่อกวาดสายตามองไปก็พบว่ากลางลานมีคนอยู่สี่คน
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมชุดศิษย์หลัก กลิ่นอายลึกล้ำดั่งห้วงสมุทรยืนเอามือไพล่หลัง พลังบำเพ็ญเพียรอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นกลางอย่างชัดเจน คาดว่าคงจะเป็นอาจารย์อาผู้ควบคุมทีมในครั้งนี้
เมื่อเขาเห็นหลินมู่ก็เพียงพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้กล่าววาจาใด
อีกสามคนที่เหลือก็เป็นศิษย์ระดับรวบรวมลมปราณที่จะเดินทางไปแลกเปลี่ยนที่นิกายเทียนเหยี่ยนเช่นเดียวกับหลินมู่
ดรุณีชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนผู้หนึ่ง มีกลิ่นอายของโอสถหอมกรุ่นวนเวียนอยู่รอบกาย ใบหน้างดงามหมดจด แววตาเปี่ยมชีวิตชีวา พลังบำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมลมปราณขั้นเจ็ดช่วงต้น น่าจะเป็นศิษย์จากหอโอสถ
อีกคนหนึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหญิง รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้างดงามทว่าเย็นชา กลิ่นอายองอาจดุดัน พลังบำเพ็ญเพียรสูงถึงขั้นแปดช่วงต้น นับว่าเป็นผู้ที่มีระดับพลังสูงสุดในหมู่ศิษย์ที่เดินทางไปในครั้งนี้
คนสุดท้ายเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ สวมชุดทะมัดทะแมง ข้างกายมีสัตว์อสูรหมาป่าที่มีเกล็ดสีเขียวปกคลุมทั่วทั้งตัวหมอบอยู่ มันกำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ชายหนุ่มผู้นี้อยู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นเจ็ดช่วงปลาย ย่อมต้องเป็นศิษย์จากหอควบคุมอสูรอย่างแน่นอน
ดรุณีจากหอโอสถเห็นหลินมู่เดินเข้ามาก็ส่งยิ้มเป็นมิตร "นี่คงจะเป็นศิษย์น้องหลินจากหอค่ายกลกระมัง ข้ามีนามว่าถังโหรว เป็นศิษย์หอโอสถ"
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงจากหอกระบี่ปรายตามองมา สายตานั้นคมกริบประดุจคมกระบี่ มันหยุดอยู่ที่ร่างของหลินมู่เพียงครู่เดียวก่อนที่นางจะพยักหน้าเบาๆ น้ำเสียงเย็นชาและรวบรัด "เซี่ยอวี่หนิง" ถือว่าเป็นการทักทายแล้ว
สือเหล่ยประสานมืออย่างซื่อๆ "ศิษย์น้องหลินมู่ ข้าสือเหล่ย"
"หลินมู่ คารวะศิษย์พี่เซี่ย ศิษย์พี่ถัง ศิษย์พี่สือ" หลินมู่ประสานมือคารวะตอบ ท่าทีถ่อมตนทว่าไม่อ่อนข้อ
เขาสัมผัสได้ว่าศิษย์พี่เซี่ยผู้นี้มีความแข็งแกร่งอย่างมาก เจตจำนงกระบี่ที่ควบแน่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแปดทั่วไปจะเทียบเคียงได้เลย
อาจารย์อาจ้าวผู้ควบคุมทีมเอ่ยปากขึ้นในเวลานี้ "คนมาครบแล้ว ข้าแซ่จ้าว จะเป็นคนนำทีมในครั้งนี้ ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่นิกายเทียนเหยี่ยนได้" เขากล่าวรวบรัด สะบัดแขนเสื้อเรียกเรือเมฆาล่องที่ทอแสงระยิบระยับออกมา
"ขึ้นมาเถอะ" อาจารย์อาจ้าวก้าวขึ้นไปบนเรือหยกเป็นคนแรก หลินมู่และคนอื่นๆ รีบตามขึ้นไป
เรือเมฆาล่องกางม่านแสงนุ่มนวลขึ้นมาปกคลุมเพื่อแยกกระแสลมรุนแรงออกไป จากนั้นก็กลายร่างเป็นเส้นแสงพุ่งทะยานไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็วของมันเหนือกว่าการขี่กระบี่เหาะเหินเองเป็นสิบเท่า!
เรือแล่นไปอย่างนุ่มนวล นอกหน้าต่างมีทะเลหมอกพลิ้วไหว ภาพภูเขาและแม่น้ำเบื้องล่างถอยร่นไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงแรกทั้งสี่คนยังดูเกร็งๆ กันอยู่บ้าง ทว่าถังโหรวเป็นคนร่าเริง ไม่นานนางก็เริ่มพูดคุยกับสือเหล่ยที่มีท่าทางซื่อๆ ส่วนใหญ่จะคุยกันเรื่องนิสัยของสมุนไพรวิญญาณหรือการเลี้ยงดูสัตว์อสูร
ส่วนเซี่ยอวี่หนิงเอาแต่หลับตาพักผ่อน ราวกับว่าทุกสิ่งรอบตัวไม่เกี่ยวกับนาง กลิ่นอายเย็นชาที่แผ่ออกมาทำให้ถังโหรวที่ตอนแรกคิดจะเข้าไปชวนคุยต้องแลบลิ้นแล้วยอมถอยออกมา
หลินมู่เองก็ชอบความสงบ เขามักจะมองดูทิวทัศน์นอกหน้าต่าง พร้อมกับแอบโคจรเคล็ดวิชาชิงหลิงเพื่อปรับตัวให้เข้ากับอาการวิงเวียนเล็กน้อยจากการเดินทางด้วยความเร็วสูง ในขณะเดียวกันก็แอบจำลองการเปลี่ยนแปลงของค่ายกลอยู่ในหัว
ระหว่างทางเรือเมฆาล่องแล่นผ่านน่านฟ้าที่มีปราณวิญญาณปั่นป่วน ตัวเรือจึงเกิดการสั่นสะเทือนเล็กน้อย
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เรือสั่นแรงเป็นพิเศษ เซี่ยอวี่หนิงที่นั่งนิ่งมาตลอดพลันลืมตาขึ้น มือขวาคว้าจับด้ามกระบี่โดยสัญชาตญาณ
เจตจำนงกระบี่อันคมกริบสว่างวาบขึ้นมาแล้วหายไป แม้นางจะรั้งมันกลับไปในพริบตา แต่หลินมู่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็ยังรู้สึกเหมือนถูกเข็มเล่มเล็กทิ่มแทงที่ผิวหนัง
หลินมู่แอบตื่นตระหนกอยู่ในใจ เจตจำนงกระบี่ของศิษย์พี่เซี่ยผู้นี้ช่างควบแน่นเสียจริง
เซี่ยอวี่หนิงดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงสัมผัสของหลินมู่ นางปรายตามองเขาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าปกติ แววตาของนางก็ฉายแววประหลาดใจจางๆ ก่อนจะกลับไปเงียบขรึมและเย็นชาตามเดิม
บินมาเช่นนี้ได้เจ็ดวัน สภาพแวดล้อมของปราณวิญญาณรอบๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป มันให้ความรู้สึกเลือนรางและลวงตามากขึ้น ซ้ำยังมีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนกำลังถูกแอบมองอยู่เป็นระยะ
"ใกล้จะถึงอาณาเขตของนิกายเทียนเหยี่ยนแล้ว" อาจารย์อาจ้าวลืมตาขึ้น เอ่ยเตือนให้ทุกคนรวบรวมสมาธิ อย่าได้ส่งสัมผัสออกไปสำรวจส่งเดช
ทุกคนใจกระตุกวาบ รีบรับคำโดยพร้อมเพรียง
บินต่อไปอีกค่อนวัน ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็เปิดกว้าง ทะเลสาบขนาดมหึมาปรากฏขึ้นบนผืนปฐพี น้ำในทะเลสาบใสแจ๋วดุจกระจกเงา สะท้อนภาพท้องฟ้าและหมู่เมฆ
ใจกลางทะเลสาบไม่ใช่เกาะ แต่เป็นยอดเขารูปร่างประหลาดเก้ายอดที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า คล้ายกับนิ้วมือขนาดยักษ์เก้านิ้วกดทับลงบนผิวกระจก ระหว่างยอดเขามีเมฆหมอกลอยละล่อง สะพานรุ้งพาดผ่าน ศาลาและตำหนักมากมายสร้างอิงแอบไปตามแนวเขา ดูผลุบๆ โผล่ๆ ราวกับดินแดนแห่งเซียน
สิ่งที่น่าตกตะลึงที่สุดก็คือ เหนือทะเลสาบนั้นไม่ใช่ท้องฟ้าสดใส ทว่ากลับเป็นภาพลวงตาของหมู่ดาวที่เกิดจากการรวมตัวของปราณวิญญาณ!
ดวงดาวนับไม่ถ้วนโคจรไปตามวิถีอันลึกล้ำ ส่องแสงนวลตา ครอบคลุมทั่วทั้งนิกายเทียนเหยี่ยนเอาไว้ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันลี้ลับและยากจะหยั่งถึง
"นี่แหละคือที่ตั้งซุ้มประตูนิกายเทียนเหยี่ยน ทะเลสาบกระจกเก้าสวรรค์" น้ำเสียงของอาจารย์อาจ้าวแฝงความหนักแน่นขึ้นมาเล็กน้อย
เรือเมฆาล่องชะลอความเร็ว ค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้ภาพลวงตาหมู่ดาวนั้น
ในชั่วพริบตาที่สัมผัสโดน หลินมู่รู้สึกว่ามิติรอบตัวบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย คล้ายกับทะลุผ่านม่านน้ำที่มองไม่เห็น ทัศนียภาพเบื้องหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที
ความรู้สึกเหมือนดินแดนแห่งเซียนที่มองเห็นจากไกลๆ หายวับไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความรู้สึกอันเคร่งขรึม แม่นยำ ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามวิถีที่ถูกกำหนดไว้ ในอากาศมีกลิ่นไม้หอมจางๆ และเสียงคล้ายกับลูกคิดกระทบกันเบาๆ
เรือเมฆาล่องค่อยๆ ร่อนลงจอดบนลานเมฆาที่จัดไว้สำหรับรับรองเรือแขกโดยเฉพาะ
ที่นั่นมีศิษย์นิกายเทียนเหยี่ยนในชุดคลุมสีขาวลายดาวหลายคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มที่เป็นผู้นำมีอายุน้อย ทว่าแววตากลับลึกล้ำและสงบนิ่งเป็นพิเศษ ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจคนได้ พลังบำเพ็ญเพียรของเขาก็อยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นต้นเช่นกัน
"สหายจากนิกายชิงอวิ๋นใช่หรือไม่ ข้าน้อยเป็นศิษย์ธุรการของนิกายเทียนเหยี่ยนนามว่าม่อฝาน รับคำสั่งจากท่านผู้อาวุโสให้มารอต้อนรับทุกท่าน"
ศิษย์ธุรการที่ชื่อม่อฝานก้าวมาข้างหน้า ประสานมือทำความเคารพ รอยยิ้มอบอุ่น ท่าทีสำรวม
"รบกวนสหายม่อแล้ว" อาจารย์อาจ้าวประสานมือตอบ "นี่คือศิษย์ทั้งสี่คนที่เดินทางมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้"
สายตาที่คล้ายกับจะมองทะลุจิตใจของม่อฝานกวาดมองหลินมู่และคนอื่นๆ ทีละคน เมื่อสายตาของเขาตกลงบนร่างของเซี่ยอวี่หนิง ประกายความเคร่งเครียดก็วาบขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าเขารับรู้ได้ถึงเจตจำนงกระบี่อันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวผู้บำเพ็ญเพียรหญิงสายกระบี่ผู้นี้
ทว่าเมื่อมองมาที่หลินมู่ ความรู้สึกสับสนชั่วขณะก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง คล้ายกับมีบางอย่างที่เขาไม่สามารถมองทะลุได้ แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไปในชั่วพริบตา
"สหายจากนิกายชิงอวิ๋นทุกท่าน โปรดตามข้ามา" ม่อฝานเบี่ยงตัวนำทาง
"ที่พักถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว รอให้ทุกท่านจัดการธุระเสร็จสิ้น ข้าจะพาทุกท่านไปเดินดูรอบๆ และเข้าพบท่านผู้อาวุโสที่ดูแลเรื่องการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้" ม่อฝานเดินนำไป
หลินมู่และคนอื่นๆ เดินตามหลังอาจารย์อาจ้าวลงจากเรือเมฆาล่อง แล้วเหยียบลงบนผืนแผ่นดินของนิกายเทียนเหยี่ยน
ใต้ฝ่าเท้าคือแผ่นหินหยกขาวที่เรียบเนียนดุจกระจก บนนั้นสลักลวดลายวงโคจรของดวงดาวอันซับซ้อน สถาปัตยกรรมรอบด้านมีเส้นสายเรียบง่ายและดูเยือกเย็น ทุกหนทุกแห่งประดับประดาด้วยลวดลายของเข็มทิศ วงโคจรดาว และกระดานคำนวณ
ศิษย์นิกายเทียนเหยี่ยนที่เดินผ่านไปมาส่วนใหญ่มีสีหน้าสงบนิ่ง ฝีเท้าเนิบนาบ แทบจะไม่มีการพูดคุยกันเลย ทั่วทั้งนิกายให้ความรู้สึกเยือกเย็นและออกจะเย็นชาด้วยซ้ำ แตกต่างจากความยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของนิกายชิงอวิ๋นอย่างสิ้นเชิง ทำให้พวกหลินมู่ที่มาจากนิกายชิงอวิ๋นรู้สึกอึดอัดอย่างรุนแรง
มีเพียงเซี่ยอวี่หนิงเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าเย็นชา นางกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบๆ อย่างสงบ ราวกับว่าสิ่งแวดล้อมแปลกประหลาดเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อนางเลย ความเยือกเย็นนั้นทำให้แม้แต่ม่อฝานที่เป็นคนนำทางยังต้องลอบมองนางอีกหลายครั้ง
หลินมู่สูดลมหายใจเข้าลึก สัมผัสถึงปราณวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์และเป็นระเบียบของสถานที่แห่งนี้
นิกายเทียนเหยี่ยนแห่งนี้ ช่างดูแปลกประหลาดไปเสียทุกซอกทุกมุมจริงๆ
[จบแล้ว]