- หน้าแรก
- ขวานผ่าฟืนในวันนั้น สู่กระบี่ผ่าสวรรค์ในวันนี้
- บทที่ 26 - ทดสอบฝีมือครั้งแรก ณ หอค่ายกล
บทที่ 26 - ทดสอบฝีมือครั้งแรก ณ หอค่ายกล
บทที่ 26 - ทดสอบฝีมือครั้งแรก ณ หอค่ายกล
บทที่ 26 - ทดสอบฝีมือครั้งแรก ณ หอค่ายกล
ภายในห้องสงบแห่งเรือนไผ่เขียว หลินมู่นั่งขัดสมาธิ ทว่าสายตากลับไม่ได้หยุดอยู่บนกระดาษยันต์และหมึกวิญญาณเบื้องหน้า
ปลายนิ้วของเขาลากไล้ไปบนโต๊ะอย่างเลื่อนลอย สิ่งที่วาดออกมาไม่ใช่ลวดลายยันต์ที่คุ้นเคย แต่เป็นเส้นสายที่ซับซ้อนยิ่งกว่าและแฝงไปด้วยจังหวะลี้ลับบางอย่าง มันคือวิถีเส้นทางที่เขาพยายามทบทวนและจำลองการวาดรอยประทับยันต์ไล่แมลงบนไผ่วิญญาณเมื่อวานนี้
"ใช้วัตถุเป็นรากฐาน วาดลวดลายชักนำพลังปราณ ก่อเกิดอาณาเขตเฉพาะ ส่งผลต่อบริเวณรอบด้าน... สิ่งนี้แตกต่างจากการวาดยันต์อย่างสิ้นเชิง มันใกล้เคียงกับรูปแบบเบื้องต้นของวิถีแห่งค่ายกลมากกว่า" หลินมู่พึมพำกับตัวเอง แววตาสาดประกายแห่งการครุ่นคิดและกระหายใคร่รู้
หากสามารถเรียนรู้ค่ายกลได้ แม้จะเป็นเพียงการก้าวข้ามธรณีประตู ความแข็งแกร่งของเขาก็จะเพิ่มพูนขึ้นในทุกมิติ! ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองป้องกันตัว การออกสำรวจดินแดนเร้นลับ หรือแม้แต่การช่วยส่งเสริมการบำเพ็ญเพียร เขาจะมีทางเลือกและไพ่ตายเพิ่มขึ้นอีกนับไม่ถ้วน
และข้อได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ที่ 'เคล็ดวิชาชิงหลิง' มอบให้ บางทีอาจเป็นก้อนหินเบิกทางเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยให้เขาเคาะประตูสู่วิถีแห่งค่ายกลได้สำเร็จ
"ต้องไม่ทะเยอทะยานจนเกินงาม ขอเพียงปูรากฐานให้แน่นหนาเป็นพอ" แววตาของหลินมู่ค่อยๆ แน่วแน่ขึ้น "ภายในสำนักจะต้องมีสถานที่สำหรับศึกษาพื้นฐานวิชาค่ายกลอย่างแน่นอน"
เขาเชื่อมั่นว่าความสามารถในการควบคุมพลังปราณอย่างละเอียดลออและการใช้สัมผัสวิญญาณอย่างพลิกแพลงของตนเอง จะต้องแผลงฤทธิ์อย่างคาดไม่ถึงในการเรียนรู้วิชาค่ายกลเป็นแน่
เขาลุกขึ้นเดินออกจากห้อง หลังจากสอบถามอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็มาหยุดอยู่หน้าตำหนักเก่าแก่หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขตรอบนอกของเขตศิษย์สายใน
ตำหนักแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าเท่าหอถ่ายทอดวิชา ทั้งยังไม่คึกคักเหมือนหอร้อยศิลป์ บรรยากาศดูเงียบเหงาและขึงขังอยู่บ้าง
เหนือกรอบประตูแขวนไว้ด้วยป้ายอักษรสีดำสนิท บนนั้นสลักอักษรสามตัวที่ตวัดเส้นสายหนักแน่นทรงพลังและแฝงไปด้วยการไหลเวียนของแสงวิญญาณอย่างเป็นจังหวะว่า 'หอค่ายกล'
ที่แห่งนี้คือสถานที่สืบทอดวิชาค่ายกลของนิกายชิงอวิ๋น แม้จะไม่ใช่รากฐานหลักของสำนัก แต่การหยัดยืนมาได้นับพันปีก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความรู้ลึกซึ้งด้านค่ายกลของที่นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มันเพียงพอที่จะค้ำจุนการทำงานของค่ายกลใหญ่พิทักษ์สำนัก และยังให้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้านค่ายกลแก่ศิษย์ภายในสำนักอีกด้วย
หลินมู่สูดลมหายใจลึก จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน
พื้นที่ภายในตำหนักกว้างขวาง แสงสว่างนวลตา อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายจางๆ ที่คล้ายกับการผสมผสานระหว่างทรายดาราและม้วนตำราเก่าเก็บ
ผนังทั้งสี่ด้านไม่ใช่หินธรรมดา แต่ถูกประดับประดาไปด้วยแผ่นหินสีดำขัดมันเงาวับนับไม่ถ้วน บนแผ่นหินสลักอักขระพื้นฐานและผังค่ายกลแบบง่ายๆ ไว้อย่างถี่ยิบจนดูลายตาไปหมด
ศิษย์เพียงไม่กี่คนกระจายตัวอยู่ตามมุมต่างๆ บ้างก็จ้องมองผนังหินอย่างครุ่นคิด บ้างก็ใช้ผงวิญญาณชนิดพิเศษวาดลวดลายบางอย่างลงบนพื้น สีหน้าของทุกคนล้วนจดจ่อตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง
ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนรูปร่างผอมบางในชุดผู้ดูแลสีฟ้าอ่อนนั่งอยู่หลังโต๊ะยาวใกล้ทางเข้า เขากำลังถือม้วนป้ายหยกอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ กลิ่นอายพลังของเขาลึกล้ำสุดหยั่ง ชายผู้นี้คือผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานอย่างไม่ต้องสงสัย
หลินมู่ก้าวเข้าไปหาแล้วประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ผู้น้อยหลินมู่ ศิษย์สายนอกหน้าใหม่ มีใจเลื่อมใสในวิถีแห่งค่ายกลจึงตั้งใจมาขอคำชี้แนะ ไม่ทราบว่าต้องทำเช่นไรจึงจะได้ศึกษาเรียนรู้ภายในหอแห่งนี้ขอรับ"
ผู้ดูแลวัยกลางคนเงยหน้าขึ้น สายตากวาดมองหลินมู่ด้วยความเรียบเฉย โดยเฉพาะป้ายประจำตัวศิษย์สายนอกข้างเอวและระดับพลังที่แสดงออกเพียงขั้นที่ห้าของการรวบรวมลมปราณ เขามองค้างอยู่ชั่วแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "วิถีแห่งค่ายกลนั้นยากเย็นแสนเข็ญและคลุมเครือลึกล้ำ จำเป็นต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจและทรัพยากรมหาศาล สำหรับผู้ที่รากฐานการบำเพ็ญเพียรยังไม่เพียงพอ เกรงว่าจะเป็นการละทิ้งแก่นแท้ไปคว้าปลายเหตุ เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการเรียน"
"ผู้น้อยแน่ใจขอรับ" หลินมู่น้ำเสียงหนักแน่น "ผู้น้อยทราบดีว่าหนทางนี้ยากลำบาก ไม่กล้าหวังผลสำเร็จในเร็ววัน เพียงปรารถนาจะได้ศึกษาพื้นฐานอย่างเป็นระบบ ทำความเข้าใจตรรกะของค่ายกล เพื่อเพิ่มพูนวิสัยทัศน์และไพ่ตายสำหรับการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้าก็พอแล้วขอรับ"
ผู้ดูแลวัยกลางคนได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทีเห็นด้วยหรือคัดค้าน เขาวางป้ายหยกในมือลง "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตามกฎแล้วจำต้องทดสอบก่อนว่าเจ้ามีพรสวรรค์ขั้นพื้นฐานที่สุดสำหรับการศึกษาวิถีแห่งค่ายกลหรือไม่"
"สัมผัสวิญญาณ ความสามารถในการคำนวณ และการควบคุมพลังปราณ ทั้งสามสิ่งนี้ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้"
เขาหยิบของสามสิ่งออกมา ก้อนหินสีดำประหลาดที่เต็มไปด้วยรูพรุนเล็กๆ ถี่ยิบ จานหลิวหลีที่มีโครงสร้างภายในสลับซับซ้อนและมีลูกกลิ้งผิวเกลี้ยงเกลาอยู่หลายร้อยลูก และกระดาษยันต์ชนิดพิเศษที่บางเฉียบดุจปีกจักจั่น บนนั้นวาดผังค่ายกลรวบรวมปราณแบบง่ายที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ไว้ ด้านข้างมีจานรองใบเล็กใส่น้ำยาลายปราณสีเงินสำหรับวาดค่ายกลและพู่กันลายปราณเรียวเล็กวางอยู่
"การทดสอบแรก วัดความละเอียดอ่อนของสัมผัสวิญญาณ"
"นำหินก้อนนี้วางทาบไว้กลางหน้าผาก ปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณทั้งหมดแทรกซึมเข้าไปในรูพรุนส่วนลึก ยืนหยัดให้ได้สิบลมหายใจ รับรู้และจดจำเส้นทางที่แสงวิญญาณกะพริบไหว สิบลมหายใจให้หลัง ให้วาดเส้นทางที่เจ้ารับรู้ได้ลงบนแผ่นหยกนี้" ผู้ดูแลยื่นหินสีดำและแผ่นหยกเปล่าให้หลินมู่
หลินมู่รับมา เขารวบรวมสมาธิ นำก้อนหินทาบลงบนหน้าผาก เคล็ดวิชาชิงหลิงโคจรอย่างเงียบงัน ด้วยอานิสงส์ของเคล็ดวิชาที่ช่วยขัดเกลาและเสริมสร้างสัมผัสวิญญาณโดยธรรมชาติ สัมผัสวิญญาณของเขาจึงไม่เพียงแต่ควบแน่นกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับเดียวกัน แต่การรับรู้ยังเฉียบคมและชัดเจนยิ่งกว่าด้วย
สัมผัสวิญญาณของเขาราวกับเส้นด้ายที่ทั้งเล็กละเอียดและเหนียวแน่นนับไม่ถ้วน มันแทรกซึมเข้าไปในรูพรุนขนาดจิ๋วที่คดเคี้ยวสลับซับซ้อนอย่างแม่นยำ
ชั่วพริบตาเดียว เขาก็ราวกับหลุดเข้าไปในเขาวงกตอันมืดมิด แสงวิญญาณขนาดจิ๋วนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งทะยานสลับไปมาด้วยกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนสุดแสนอยู่ภายในนั้น
หากเปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่หกทั่วไป เกรงว่าสัมผัสวิญญาณคงจะปั่นป่วนจนยากจะจับสัมผัสได้ในพริบตา ทว่าหลินมู่อาศัยข้อได้เปรียบจากเคล็ดวิชาชิงหลิง เขาสามารถไล่ตามเส้นทางของแสงวิญญาณเหล่านั้นได้ทันอย่างทุลักทุเล พยายามจดจำเส้นทางอันสลับซับซ้อนที่ตัดกันไปมาอย่างยากลำบาก
สิบลมหายใจผ่านไป เขาวางก้อนหินลง หน้าผากผุดพรายไปด้วยหยาดเหงื่อ เขาหยิบเข็มสลักด้านข้างขึ้นมาแล้วเริ่มสลักลวดลายลงบนแผ่นหยกอย่างรวดเร็วตามความทรงจำ
เส้นทางนั้นซับซ้อนเกินบรรยาย เขาไม่อาจจดจำได้ทั้งหมด ทว่าเส้นทางหลักสำคัญสองสามสายกลับถูกรื้อฟื้นออกมาได้ภายใต้ความทรงจำของสัมผัสวิญญาณอันแข็งแกร่งของเขา
ผู้ดูแลวัยกลางคนรับแผ่นหยกไปเทียบกับแผ่นหยกอีกชิ้นในมือ ประกายความประหลาดใจวูบผ่านแววตาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เขาพยักหน้า "แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่เส้นทางหลักถูกต้อง ถือว่าพลังการรับรู้ของเจ้าผ่านเกณฑ์"
"ความแข็งแกร่งและความเฉียบคมของสัมผัสวิญญาณของเจ้า นับว่าแข็งแกร่งกว่าระดับพลังในปัจจุบันของเจ้าอยู่มากทีเดียว"
"การทดสอบที่สอง วัดความสามารถในการคำนวณ"
"นี่คือกระดานคำนวณร้อยไข่มุก เมื่ออัดฉีดพลังปราณเข้าไปเพียงสายเดียว ลูกกลิ้งด้านในจะวิ่งและปะทะกันตามกฎเกณฑ์เฉพาะ เจ้าต้องคำนวณหารูปแบบการเปลี่ยนแปลงสีขั้นสุดท้ายของลูกกลิ้งเม็ดที่สามตรงมุมซ้ายบนหลังจากการปะทะครั้งที่หนึ่งร้อยภายในเวลาหนึ่งก้านธูป" ผู้ดูแลเลื่อนจานหลิวหลีอันซับซ้อนมาตรงหน้า
หลินมู่สูดลมหายใจลึก สิ่งนี้ทดสอบความจำระยะสั้นและความสามารถในการใช้ตรรกะประมวลผล
เขาอัดฉีดพลังปราณอันบริสุทธิ์จากเคล็ดวิชาชิงหลิงเข้าไปสายหนึ่ง ลูกกลิ้งหลายร้อยเม็ดภายในจานหลิวหลีก็เริ่มหมุนติ้วทันที เสียงปะทะกันดังระงมราวกับห่าฝน กฎเกณฑ์ที่ซ่อนอยู่นั้นคลุมเครือยากจะคาดเดา
เขาจดจ่อสมาธิอย่างเต็มที่ ภายในเงาตาภาพสะท้อนวิถีโคจรของลูกกลิ้งนับไม่ถ้วน เคล็ดวิชาชิงหลิงถูกกระตุ้นถึงขีดสุด ช่วยรักษาสภาพจิตใจของเขาให้แจ่มใสถึงขีดสุด สมองกำลังคำนวณอย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน
ธูปมอดไหม้อย่างเชื่องช้า เมื่อเวลาล่วงเลยไปเกินครึ่ง ดวงตาของหลินมู่ก็เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เส้นเลือดดำบนหน้าผากเต้นตุบๆ
การคำนวณนี้สูบพลังจิตใจอย่างรุนแรง ในที่สุดชั่วขณะที่ธูปกำลังจะมอดดับ เขาก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "แดง เขียว ขาว เขียว แดง... หมุนเวียนทุกๆ ห้าครั้ง ครั้งที่หนึ่งร้อยต้องเป็นสีแดง!"
ผู้ดูแลปรายตามองมาตรวัดเล็กๆ ที่อยู่ก้นจานหลิวหลีแล้วพยักหน้าเบาๆ "ไม่เลว ทักษะการคำนวณถือว่าผ่านเกณฑ์อย่างฉิวเฉียด"
"การทดสอบที่สาม วัดความสามารถในการควบคุมพลังปราณและความมั่นคง จงเติมเต็มผังค่ายกลรวบรวมปราณที่ยังไม่เสร็จนี้ให้สมบูรณ์"
"จงรู้ไว้ว่าเส้นสายอักขระของค่ายกลนั้น หากผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวก็อาจพังพินาศได้ การถ่ายทอดพลังปราณต้องสม่ำเสมอและมั่นคง มากไปก็ค่ายกลพัง น้อยไปก็ไร้ผล" ผู้ดูแลชี้ไปยังผังค่ายกลที่ยังวาดไม่เสร็จแผ่นนั้น
นี่คือสิ่งที่หลินมู่ถนัดที่สุด! พลังปราณของเคล็ดวิชาชิงหลิงขึ้นชื่อเรื่องความเป็นกลาง อ่อนโยน บริสุทธิ์ และง่ายต่อการควบคุมอยู่แล้ว
เขาหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มน้ำยาลายปราณสีเงิน ปลายพู่กันนิ่งสนิทดุจหินผา
สัมผัสวิญญาณเพ่งสมาธิถึงขีดสุด สัมผัสถึงการไหลเวียนของกลิ่นอายวิญญาณบนผังค่ายกลเดิม จากนั้นข้อมือก็ขยับ ปลายพู่กันตวัดลง
พลังปราณอันบริสุทธิ์ไหลผ่านปลายพู่กันดั่งสายน้ำริน อัดฉีดเข้าสู่น้ำยาลายปราณอย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ เส้นสายสีเงินถูกลากต่อออกไปอย่างแม่นยำ เชื่อมต่อกับผังค่ายกลเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ พลังปราณที่ส่งผ่านทุกลายเส้นล้วนพอดีเป๊ะ ไม่มากไปไม่น้อยไป
กระบวนการทั้งหมดลื่นไหลไร้ที่ติดั่งเมฆลอยน้ำไหล แฝงไปด้วยจังหวะอันหนักแน่นและแม่นยำจนเป็นเอกลักษณ์ มองไม่เห็นความติดขัดหรือความผันผวนของพลังปราณที่มักพบในตัวผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมลมปราณเลยแม้แต่น้อย
เมื่อปลายพู่กันตวัดจบเส้นสุดท้าย ผังค่ายกลทั้งแผ่นก็ส่องแสงวาบและถูกกระตุ้นการทำงานจนสำเร็จ มันแผ่แรงดูดอันเบาบางทว่าสม่ำเสมอและมั่นคงออกมา เริ่มรวบรวมพลังปราณที่เบาบางรอบด้านอย่างมีประสิทธิภาพ
ใบหน้าของผู้ดูแลวัยกลางคนที่ราบเรียบเป็นน้ำนิ่งมาตลอด ในที่สุดก็เผยความประหลาดใจออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
เขาตรวจสอบผังค่ายกลที่เสร็จสมบูรณ์อย่างละเอียด โดยเฉพาะการไหลเวียนของแสงวิญญาณบริเวณรอยต่อของเส้นสาย เขาพบว่ามันราบเรียบไร้รอยสะดุด การเชื่อมต่อของพลังปราณดูเป็นธรรมชาติราวกับรังสรรค์โดยสวรรค์ จนอดพยักหน้าชื่นชมไม่ได้ "พลังปราณบริสุทธิ์และมั่นคง การควบคุมละเอียดลออ ไร้ที่ติเกือบสมบูรณ์แบบ"
"บนเส้นทางสายนี้ เจ้ามีพรสวรรค์เหนือธรรมดาจริงๆ การทดสอบทั้งสามด่าน ถือว่าผ่านทั้งหมด ดูเหมือนว่าด้านการควบคุมพลังปราณ เจ้าจะมีข้อได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ที่เหนือกว่าคนในระดับเดียวกันมาก"
เขาเก็บอุปกรณ์ทั้งหมด พลางมองหลินมู่ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงมาก "ในเมื่อเจ้าผ่านการทดสอบ ก็มีคุณสมบัติเข้าศึกษาในหอค่ายกลของข้าได้แล้ว"
"พรสวรรค์ด้านการควบคุมพลังปราณของเจ้านั้น เหมาะสมอย่างยิ่งกับการศึกษาพื้นฐานของวิถีแห่งค่ายกล แต่เจ้าต้องรู้ไว้ว่า วิถีแห่งค่ายกลนั้นกว้างใหญ่ไพศาลดั่งมหาสมุทร แม้จะเป็นเพียงขั้นพื้นฐานก็ต้องใช้เวลาและแต้มผลงานจำนวนมหาศาลเพื่อแลกสิทธิ์ในการเรียนรู้และแลกวัตถุดิบมาฝึกฝน เจ้าในฐานะศิษย์สายนอก ทรัพยากรย่อมมีจำกัด จงเตรียมใจไว้ให้ดี"
"ผู้น้อยเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านผู้ดูแลที่เมตตา!" หลินมู่กดความตื่นเต้นในใจไว้แล้วประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
ภายใต้การชี้แนะของผู้ดูแล เขาได้รับป้ายประจำตัวที่เป็นสัญลักษณ์ของศิษย์ฝึกหัดหอค่ายกล และป้ายหยกที่บันทึก 'บทสรุปพื้นฐานวิชาค่ายกล' กับ 'คำอธิบายอักขระพื้นฐานอย่างละเอียด' มาหนึ่งชิ้น
เมื่อกุมป้ายหยกที่เย็นเฉียบไว้ในมือ จิตใจของหลินมู่ก็พองโต
การเข้าร่วมหอค่ายกลเพื่อศึกษาพื้นฐานวิชาค่ายกลอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับความแข็งแกร่งในปัจจุบันเท่านั้น แต่มันยังเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์อันแสนสำคัญ เผื่อว่าวันหนึ่งในภายภาคหน้า หากเขาสามารถก้าวออกไปจากนิกายชิงอวิ๋นเพื่อออกตามหาโลกกว้างใหญ่และการสืบทอดวิชาค่ายกลที่ร้ายกาจกว่าเดิมได้สำเร็จ
[จบแล้ว]