- หน้าแรก
- เริ่มต้นด้วยการขัดคำสั่งอาจารย์ เพื่อแลกกับกายาเซียนมหาเต๋า
- บทที่ 23: มิติเทพมายาแห่งใจ เหยียนหรูอวี้ผู้เหิมเกริม!
บทที่ 23: มิติเทพมายาแห่งใจ เหยียนหรูอวี้ผู้เหิมเกริม!
บทที่ 23: มิติเทพมายาแห่งใจ เหยียนหรูอวี้ผู้เหิมเกริม!
ยามรัตติกาล
หลินหรันนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง โดยมีตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์ลอยอยู่เบื้องหน้า
เจ้าสำนักหนานเฟิงกล่าวถูกต้อง แม้เขาจะได้รับสุดยอดสมบัติล้ำค่ามาครอง ทว่าเขากลับไม่คุ้นเคยกับวิธีใช้งานมันเลย
เขาจำเป็นต้องค้นหาความเร้นลับบางอย่างของตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์ให้พบภายในระยะเวลาครึ่งเดือนนี้
เขาส่งจิตเทวะเข้าไปในตราประทับ แสงสีขาวสว่างไสวเจิดจ้าโอบล้อมจิตเทวะของเขาไว้ เพียงไม่นานเขาก็มาถึงยังดินแดนอันแสนประหลาดแห่งหนึ่ง
ดินแดนแห่งนี้คือที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
จิตเทวะของหลินหรันลอยทะยานไปเบื้องหน้า หากไม่ใช่เพราะทิวทัศน์รอบด้านมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เขาคงคิดว่าตนเองกำลังย่ำอยู่กับที่เสียแล้ว
ที่ราบแห่งนี้กว้างใหญ่เกินไป ซ้ำยังจืดชืดไร้ชีวิตชีวาอย่างหาใดเปรียบ ความกว้างใหญ่ของมันชวนให้รู้สึกสิ้นหวัง ราวกับว่าเขาถูกจองจำอยู่ในกรงขังที่ไม่อาจหลบหนี
"พ่อหนุ่ม อย่าได้บินไปไกลกว่านี้เลย การค้นหาอย่างไร้จุดหมายเช่นนี้ ย่อมไม่พบคำตอบที่เจ้าปรารถนาในใจหรอก"
ตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้ บนพื้นดินอันว่างเปล่าเบื้องล่างด้านหลังจิตเทวะของหลินหรัน ปรากฏทะเลสาบที่ส่องประกายระยิบระยับขึ้นมา ชายชราในชุดเสื้อกันฝนถักจากฟางกำลังนั่งตกปลาอยู่ริมทะเลสาบอย่างสบายอารมณ์
เปลือกตาของจิตเทวะหลินหรันกระตุกอย่างรุนแรง ลอบตระหนกตกใจอยู่ในที
ตอนที่เขาเพิ่งจะบินผ่านจุดนั้นไปเมื่อครู่ เขายังไม่เห็นทะเลสาบเลยด้วยซ้ำ ภาพตรงหน้านี้ปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน?
แล้วชายชราผู้นี้เป็นใครกันแน่?!
"ผู้น้อยหลินหรัน ศิษย์สำนักเซียนเหิน ขอคารวะผู้อาวุโส"
จิตเทวะของหลินหรันร่อนลงเบื้องหน้าชายชรา และประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
"สำนักเซียนเหินรึ? ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมาจากสำนักแห่งนี้"
ชายชรายิ้มอย่างเรียบเฉย
"ผู้อาวุโสรู้จักสำนักเซียนเหินของผู้น้อยด้วยหรือ?"
จิตเทวะของหลินหรันเผลอเอ่ยถามออกไป
ชายชราพยักหน้าพลางกล่าวว่า "ข้าเห็นขุมกำลังมากมายผงาดขึ้นแล้วล่มสลายไป แต่สำนักเซียนเหินเป็นข้อยกเว้น"
"โลกหล้าเปรียบดั่งเกลียวคลื่นถาโถม พัดพากรวดทรายนับไม่ถ้วนให้มลายหาย ทว่ามีเพียงสำนักเซียนเหินที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงไม่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?"
จิตเทวะของหลินหรันประสานมือ "ผู้น้อยไม่ทราบขอรับ"
"เพราะสำนักเซียนเหินของเจ้ามีความเชื่อมโยงบางอย่างกับเซียนในตำนานน่ะสิ ส่วนความเชื่อมโยงที่ว่าคืออะไร ข้าไม่สะดวกที่จะบอกเจ้า"
"เอาล่ะ ขอข้าแนะนำตัวเสียหน่อย ข้าคือจิตวิญญาณอาวุธของตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์ เรียกข้าว่าเฒ่าหยาเถอะ"
เฒ่าหยาเก็บคันเบ็ด ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืนพร้อมกับรอยยิ้ม
"หากเจ้าต้องการค้นพบความเร้นลับของตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์ เจ้าจะเอาแต่บินพล่านไปทั่วดินแดนนี้ราวกับแมลงวันหัวขาดไม่ได้หรอกนะ"
จิตเทวะของหลินหรันกล่าวด้วยท่าทีไม่แข็งกร้าวทว่าก็ไม่อ่อนน้อมจนเกินไป "ขอเฒ่าหยาโปรดชี้แนะด้วย"
"อืม พูดง่ายๆ ก็คือ ตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์ไม่ใช่ของวิเศษธรรมดาๆ แต่มันเป็นเหมือนสื่อกลางในการเชื่อมต่อกับทวยเทพเสียมากกว่า"
"และหากเจ้าต้องการเชื่อมต่อกับเทพ หรือแม้กระทั่งทำให้เทพบังเกิดความยินยอมพร้อมใจรับใช้เจ้า เจ้าก็ต้องพึ่งพาหัวใจของเจ้าเอง"
เฒ่าหยายิ้มพลางยื่นคันเบ็ดออกไป แตะลงบนหน้าอกจิตเทวะของหลินหรันอย่างแผ่วเบา
"ดินแดนแห่งนี้มีชื่อว่ามิติเทพมายาแห่งใจ หากเจ้าใช้ใจสัมผัส เจ้าจะล่วงรู้ถึงความเร้นลับและได้รับพลังอำนาจแห่งเทวะของมัน"
"เอาล่ะ ข้ามีเรื่องจะพูดเพียงเท่านี้ ส่วนเจ้าจะทำความเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองแล้ว"
เฒ่าหยายื่นมือซ้ายออกไปแตะเบาๆ ที่กึ่งกลางหน้าผากจิตเทวะของหลินหรัน ส่งให้จิตเทวะของเขากลับคืนสู่กายหยาบ
"พึ่งพาหัวใจในการสัมผัสงั้นหรือ?"
หลินหรันมองตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์เบื้องหน้า แววตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยขณะแผ่ขยายสัมผัสรับรู้ ค่อยๆ โอบล้อมตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์ไว้
พรสวรรค์ รากกระดูก และความสามารถในการหยั่งรู้ของเขาล้วนอยู่ในระดับสูงสุด สาเหตุที่ก่อนหน้านี้เขาไม่อาจทำความเข้าใจความเร้นลับของตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์ได้ เป็นเพียงเพราะเขาไร้ทิศทาง
บัดนี้เมื่อมีคำชี้แนะของเฒ่าหยาช่วยไขข้อข้องใจและชี้ทางสว่างให้ ในครั้งนี้เขาจึงทำความเข้าใจความลี้ลับของตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์ได้อย่างง่ายดาย
"นี่คือมิติเทพมายาแห่งใจอย่างนั้นหรือ?"
หลินหรันมองดูมิติเทพมายาแห่งใจที่ดูเลือนรางและพร่ามัวภายในห้วงจิตสำนึกของตน พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ
เขาไม่ได้รู้สึกเลยว่ามิติเทพมายาแห่งใจนี้ทรงพลังอันใด ซ้ำยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นด้วยซ้ำ หรือจะเป็นเพราะเขายังไม่ได้เชื่อมต่อกับเทพองค์ใดเลย?
ในขณะเดียวกัน ภายในมิติเทพมายาแห่งใจของตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์ เฒ่าหยาที่กำลังดื่มชาอย่างสบายอารมณ์พลันสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาพ่นน้ำชาในปากออกมาพรวดใหญ่ ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา
"นี่มัน... นี่มัน... เขาทำความเข้าใจมิติเทพมายาแห่งใจได้เร็วขนาดนี้เลยรึ?!"
เฒ่าหยาตกตะลึงงัน ราวกับถูกอสนีบาตฟาดเข้าใส่ และไม่อาจดึงสติกลับมาได้เป็นเวลานาน
ในฐานะจิตวิญญาณอาวุธของตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์ เขาย่อมเคยเห็นผู้ครอบครองตราประทับมาแล้วมากมาย
ทว่าเขาไม่เคยพบเห็นอัจฉริยะแบบหลินหรันมาก่อนเลย เด็กคนนี้มีพรสวรรค์สูงส่งราวกับสัตว์ประหลาดจนดูเหนือจริง!
เขาเพิ่งจะชี้แนะหลินหรันไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หลังจากนั้น หลินหรันกลับสามารถหยั่งรู้มิติเทพมายาแห่งใจได้ด้วยตนเองอย่างรวดเร็ว นี่มันเหนือความคาดหมายของเขาไปไกลลิบ!
หรือว่าหลินหรันจะเป็นการกลับชาติมาเกิดของผู้ยิ่งใหญ่จากสายเลือดชิงอี้?!
"ดูเหมือนผู้ครอบครองตราประทับอัญเชิญเทพหมื่นสวรรค์ในคราวนี้ จะไม่ธรรมดาเอาเสียเลย..."
เฒ่าหยาตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
ในขณะเดียวกัน โลกภายนอกบริเวณหน้าห้องของหลินหรัน เหยียนหรูอวี้อาศัยความมืดในยามวิกาลย่องออกมาจากห้องของตน จากนั้นก็หยิบถุงหอมสีเขียวเข้มออกมาจากอกเสื้อ
นางเปิดถุงหอมออก ทันใดนั้น ก๊าซไร้สีไร้กลิ่นที่สามารถทำให้ผู้สูดดมหมดสติได้อย่างง่ายดายก็ลอยฟุ้งออกมา
"ท่านเจ้ายอดเขาเหยียน ดึกดื่นป่านนี้ไม่ยอมหลับยอมนอน กลับมายืนถือธูปล่อวิญญาณเตรียมจะวางยาใครอยู่ตรงนี้รึ?"
ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ หนานเฟิงได้ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังนางอย่างเงียบเชียบ เขามองนางด้วยรอยยิ้มที่รู้ทัน
เหยียนหรูอวี้สะดุ้งตกใจสุดขีดจนแทบจะทำธูปล่อวิญญาณในมือร่วงหล่น นางรีบหันขวับกลับมาด้วยความรู้สึกร้อนตัวเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า:
"อะแฮ่ม! ที่แท้ก็ท่านเจ้าสำนัก โผล่มาข้างหลังข้ากะทันหันแบบนี้ กะจะหลอกให้ข้าตกใจตายเลยหรือยังไง?"
"คนไม่ทำผิด ย่อมไม่กลัวผีเคาะประตู การที่เจ้าตกใจเพราะข้าได้ ก็พิสูจน์แล้วว่าเจ้ากำลังกินปูนร้อนท้อง"
หนานเฟิงหัวเราะ
"กินปูนร้อนท้องอะไรกัน? ข้าจะไปมีความผิดติดตัวอะไรได้? ข้าก็แค่วิ่งตามหารักอย่างกล้าหาญก็เท่านั้นเอง!"
เหยียนหรูอวี้ยกแขนขึ้นกอดอกและกล่าวด้วยท่าทีเชิดหยิ่ง
"เรื่องของคนหนุ่มสาวอย่างพวกเจ้า ข้าคงเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้หรอก แค่อย่าทำอะไรให้มันเกินเลยนักก็แล้วกัน ระวังสุดท้ายจะเสียมากกว่าได้ล่ะ"
หนานเฟิงยิ้มอย่างเกียจคร้านแล้วหันหลังเดินกลับไปที่ห้องของตน
หลังจากที่หนานเฟิงจากไป เหยียนหรูอวี้ก็ยังคงเปิดธูปล่อวิญญาณต่อไป นางชักนำให้ก๊าซที่อยู่ภายในค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในห้องของหลินหรัน
ในเวลาเดียวกัน หลังจากควบแน่นมิติเทพมายาแห่งใจเสร็จสิ้น หลินหรันกำลังตั้งใจที่จะใช้ยันต์ค้นหาชีพจรที่ระบบมอบเป็นรางวัลให้เขาก่อนหน้านี้
ทว่าทันทีที่เขาก้าวลงจากเตียง เขากลับรู้สึกหน้ามืดวิงเวียน ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวและซ้อนทับกัน
"บัดซบ มีคนวางยาพิษในอากาศงั้นรึ? หรือว่าจะเป็นคนจากเผ่ามารมังกรทัณฑ์!?"
สิ่งแรกที่หลินหรันนึกถึงก็คือเผ่ามารมังกรทัณฑ์
แต่เมื่อลองคิดดูอีกที เมื่อมีท่านเจ้าสำนักหนานเฟิงและเหยียนหรูอวี้อยู่ที่นี่ คนของเผ่ามารมังกรทัณฑ์ก็ไม่น่าจะกล้าเหิมเกริมถึงเพียงนี้
มิฉะนั้น ต่อให้หนานเฟิงจะสับร่างคนของเผ่ามารมังกรทัณฑ์ที่มาลอบวางยาจนกลายเป็นเนื้อบด ก็ยังถือว่าพวกเขานั้นหน้าด้านหน้าทนอยู่ดี
"เวรเอ๊ย ใครกันแน่..."
ก่อนที่หลินหรันจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ สติสัมปชัญญะของเขาก็ดับวูบลงอย่างสมบูรณ์ ร่างของเขาร่วงกระแทกพื้นเสียงดัง "ตึง"
"ฮี่ฮี่ฮี่!"
"หรันหรันน้อย ในที่สุดเจ้าก็ตกอยู่ในกำมือของอาจารย์อาแล้ว!"
"ไม่ต้องกลัวนะ มันไม่เจ็บมากหรอก อาจารย์อาจะทำอย่างอ่อนโยนที่สุดเลยล่ะ อา~"