- หน้าแรก
- ระบบยอดนักตกปลา ข้าแค่อยากหนีมาปลีกวิเวก ไหงกลายเป็นมหาเซียนไปได้
- บทที่ 31 - เทคโนโลยีกับของโหด
บทที่ 31 - เทคโนโลยีกับของโหด
บทที่ 31 - เทคโนโลยีกับของโหด
บทที่ 31 - เทคโนโลยีกับของโหด
ผู้ฝึกตนวัยกลางคนสามคนในแอ่งน้ำ
พวกเขาขนานนามตัวเองในหมู่ศิษย์สายนอกว่าสามผู้ฝึกตนสกุลจาง
พวกเขาทั้งสามในฐานะศิษย์สายนอกรุ่นเดียวกัน ซ้ำยังมาจากเมืองใหญ่แห่งเดียวกัน
เมื่อสานสัมพันธ์กันตามน้ำ ย่อมต้องรวมกลุ่มกันโดยธรรมชาติ
กลายเป็นพี่น้องร่วมสาบานต่างบิดามารดา!
ทว่าวิถีเซียนนั้นเลือนราง ต่อให้รวมกลุ่มกันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงพรสวรรค์รากปราณและสติปัญญาของพวกเขาทั้งสามได้
บำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากมาสามสี่สิบปี ก็ยังคงติดแหง็กอยู่แค่ขั้นหลอมปราณระดับกลาง ไม่ก้าวหน้าไปแม้แต่นิ้วเดียว
มองดูพวกพ้องที่เริ่มแก่ตัวลง ทว่ากลับมองไม่เห็นความหวังที่จะบรรลุขั้นสร้างรากฐานเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นน้องสามผู้มีหัวคิดพลิกแพลงจึงเป็นฝ่ายแสดงจุดยืนก่อน ว่าพวกเขาจะทนบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากต่อไปแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว!
หากไม่มีวาสนาเป็นของตัวเอง ผู้ฝึกตนธรรมดาจะมีโอกาสบรรลุขั้นสร้างรากฐานได้อย่างไร!
การบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน สำคัญที่สุดคือคำว่า ‘แย่งชิง’!
ผู้ฝึกตนอย่างพวกเรา ต้องแย่งชิงชะตากรรมกับสวรรค์สิ!
นับแต่นั้นมา สามผู้ฝึกตนสกุลจางก็ตาสว่าง และเริ่มรับจ๊อบเสริมเป็นผู้ฝึกตนที่คอยดักปล้น
แรกเริ่มก็แค่หมายตากับพวกผู้ฝึกตนอิสระ
หลังจากทำสำเร็จอยู่หลายครั้ง ความทะเยอทะยานของพวกเขาก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นเบนเข็มไปจับจ้องเหล่าสหายร่วมเต๋าที่ล้มเลิกการบำเพ็ญเพียรแล้วเลือกที่จะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ
ในมุมมองของพวกเขา ในเมื่อผู้ฝึกตนเหล่านี้ล้มเลิกที่จะแย่งชิงชะตากรรมกับสวรรค์แล้ว แล้วจะยังครอบครองทรัพยากรไปเพื่ออะไร?
หินปราณและทรัพยากรการฝึกฝนเหล่านั้น เอามาให้สามผู้ฝึกตนสกุลจางยืมไปใช้ ไม่ดีกว่าหรือ?
เมื่อข่าวเรื่องปรากฏการณ์ผิดปกติที่เมืองจินเฉวียนแพร่สะพัดออกมา หลังจากที่สามผู้ฝึกตนสกุลจางรับรู้ ก็ยังคงเป็นน้องสามผู้มีหัวคิดพลิกแพลงที่เสนอแนะว่า
พวกเขาไม่ควรไปร่วมวงความวุ่นวายที่เมืองจินเฉวียน
ในมุมมองของน้องสามสกุลจาง กว่าพวกตนจะรู้ข่าวก็สายเกินไปเสียแล้ว สูญเสียความได้เปรียบในการลงมือก่อนไปแล้ว
ต่อให้มีวาสนาอะไรที่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณจะสามารถคว้ามาได้ มันก็คงตกเป็นของพวกผู้ฝึกตนที่อยู่ใกล้เมืองจินเฉวียนไปหมดแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ฉวยโอกาสนี้มาทำอาชีพเก่า ไปดักซุ่มรออยู่บนเส้นทางสัญจรสายหลักทางฝั่งนี้แต่เนิ่นๆ
หากโชคดีเจอผู้ฝึกตนที่เพิ่งได้ของวิเศษแล้วรีบร้อนอยากจะหนีไปให้พ้นจากแดนวุ่นวาย
วาสนานั้นจะไม่ตกมาอยู่ในมือพวกเขางั้นหรือ?
ต่อให้ไม่เจอของวิเศษ การที่มีผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณหายตัวไปบ้างในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ใครจะไปสนเล่า?
พวกผู้ดูแลเบื้องบนเหล่านั้น ก็คงปัดสวะหาว่าสหายร่วมเต๋าพวกนั้นคงจะไปที่ซากโบราณสถานแล้วหายสาบสูญไปก็เท่านั้น
ส่วนการที่พวกเขาเลือกแอ่งน้ำแห่งนี้ ทำเลที่ตั้งก็ถูกคำนวณมาเป็นอย่างดีแล้ว
ยอดผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน หรือพวกขั้นหลอมปราณระดับปลายที่สามารถขี่อุปกรณ์เวทบินได้ จะไม่มีทางสัญจรผ่านเส้นทางนี้ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะไปเตะตอเข้า
ส่วนผู้ฝึกตนที่เดินทางตามถนนหลวง อย่างมากก็มีระดับการฝึกตนพอๆ กับพวกเขา
ผู้ฝึกตนระดับนี้ ยากที่จะมองทะลุค่ายกลพรางกลิ่นอายที่พวกเขากางไว้เหนือแอ่งน้ำได้
หากเป็นเช่นนี้ ต่อให้เจอคนที่เดินทางมาเป็นกลุ่ม ก็สามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่าจะลงมือหรือไม่
สามผู้ฝึกตนสกุลจางต่างตบโต๊ะร้องชมเชยให้กับแผนการอันรัดกุมนี้
พี่ใหญ่ถึงกับตบบ่าน้องสามพลางหัวเราะร่วนว่า สามผู้ฝึกตนสกุลจางของพวกเขาจะต้องยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น ภายภาคหน้าจะได้เป็นยอดผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานกันทุกคน และก่อตั้งตระกูลผู้ฝึกตนของตัวเองได้เป็นแน่!
ตอนที่ซูผิงปรากฏตัวขึ้นที่เส้นขอบฟ้า
สามผู้ฝึกตนสกุลจางก็สัมผัสได้ผ่านค่ายกลบนผิวน้ำ
เพียงแต่ระยะห่างยังไกลเกินไป พวกเขาทั้งสามจึงข่มความตื่นเต้นและจิตสังหารเอาไว้ รอคอยให้เหยื่อมาติดเบ็ด
สำหรับวิชาสังหารของขั้นหลอมปราณ ระยะที่เหมาะสมที่สุดระหว่างผู้ฝึกตนด้วยกันคือการดึงระยะห่างให้เข้ามาอยู่ภายในสามสิบเมตร!
เมื่อสัมผัสได้ว่าเหยื่อหยุดลงกะทันหัน สามผู้ฝึกตนสกุลจางก็พลันตึงเครียดขึ้นมา
โชคดีที่เหยื่อเริ่มขยับอีกครั้ง แถมยังมีความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย!
สามผู้ฝึกตนสกุลจางเชื่อมั่นว่างานนี้หมูตู้แน่นอน!
พวกเขาทั้งสามเตรียมพร้อมที่จะลงมือลอบโจมตีพร้อมกัน!
แค่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณระดับกลางคนเดียว จะไม่ถูกจัดการได้ในทันทีหรือ?
หนึ่งพันเมตร ห้าร้อยเมตร...
สองร้อยเมตร...
หนึ่งร้อยเมตร!
ทันใดนั้น!
ในขณะที่สามผู้ฝึกตนสกุลจางเตรียมตัวจะลงมือ พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าเหยื่อหยุดนิ่งอยู่ที่ระยะร้อยเมตร
และตามมาด้วยเสียงแหวกอากาศ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะขว้างอะไรบางอย่างมาทางพวกเขา?
“แย่แล้ว!”
“ถูกจับได้แล้ว!”
พี่ใหญ่และพี่รองแห่งสามผู้ฝึกตนสกุลจางคำรามก้องในใจ แล้วพุ่งพรวดขึ้นมาจากแอ่งน้ำ
แม้ในใจจะทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว แต่ก็ไม่ได้ลนลานนัก
พวกเขาสามต่อหนึ่ง ความได้เปรียบอยู่ที่พวกเราต่างหาก!
ตูม ตูม ตูม!
ลูกปัดอัสนีอัคคีอย่างน้อยยี่สิบลูกถูกซูผิงทุ่มสุดตัวขว้างออกไป โปรยปรายและระเบิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเหนือแอ่งน้ำ
สามผู้ฝึกตนสกุลจางที่เพิ่งโผล่หัวขึ้นมา ต่างร้องเสียงหลงและดำน้ำหนีกลับลงไปในแอ่งน้ำทันที
ทว่านึกไม่ถึงเลยว่า ในพริบตาต่อมา!
ขวดแก้วสองใบที่ปะปนอยู่ท่ามกลางลูกปัดอัสนีอัคคี ได้แตกกระจายออกภายใต้อานุภาพของแรงระเบิด กลายเป็นลูกไฟอันร้อนแรง
จากนั้นเมื่อลูกไฟเหล่านี้สัมผัสกับน้ำในแอ่ง ก็พลันลุกลามพรึบเดียวจนทั่ว เปลี่ยนแอ่งน้ำเล็กๆ ให้กลายเป็นทะเลเพลิง!
“อ๊าก!”
พี่ใหญ่ในบรรดาสามผู้ฝึกตนสกุลจางกรีดร้องโหยหวนพุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำ พื้นที่ส่วนใหญ่บนร่างกายของเขาถูกเปลวไฟแผดเผา
พี่ใหญ่ผู้นี้กัดฟันทนความเจ็บปวด บีบยันต์รวมวารีแผ่นหนึ่งจนแตก
ไอละอองน้ำปรากฏขึ้นบนร่างของเขากลางอากาศ แต่กลับกลายเป็นการกระตุ้นให้เปลวไฟยิ่งลุกโชนบ้าคลั่งและมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก
ทำให้เสียงกรีดร้องของเขาแหบพร่าลงถึงขีดสุดในชั่วพริบตา
“ไว้ชีวิตด้วยเถิด!”
เมื่อเห็นสภาพอันน่าอนาถของพี่ใหญ่ สองผู้ฝึกตนสกุลจางที่เหลือซึ่งปีนขึ้นมาจากแอ่งน้ำพร้อมกับไฟที่ลุกท่วมตัว ต่างก็ร้องห่มร้องไห้ขอร้องซูผิง
แต่พวกเขากลับต้องตกตะลึงจนตาค้าง เมื่อพบว่า...
เหยื่อที่ขว้างของน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นออกมาเมื่อครู่... ถึงกับถอยร่นรักษาระยะห่างออกไปอีกร้อยเมตร!
เห็นได้ชัดว่ากำลังป้องกันไม่ให้พวกเขากัดฟันฮึดสู้เฮือกสุดท้าย!
“สหายเต๋าโปรดไว้ชีวิตด้วย! ข้ามีความลับยิ่งใหญ่เกี่ยวกับของวิเศษขั้นสร้างรากฐานนะ!”
น้องสามสบถด่าในใจ ดวงตาที่บาดเจ็บจ้องมองร่างอันเลือนรางของซูผิง ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายตะโกนขอร้อง
ทว่ากลับพบว่าร่างอันเลือนรางนั้น เมื่อได้ยินคำพูดของตน กลับถอยห่างออกไปอีกระยะหนึ่ง!
“ของวิเศษขั้นสร้างรากฐานงั้นหรือ?”
“ไอ้ของพรรค์นี้จะจริงหรือปลอมก็ไม่รู้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกรรมเวรที่พัวพันใหญ่โตหรอกนะ ประเด็นสำคัญคือข้าไม่ต้องการมันต่างหาก!”
ซูผิงส่ายหน้าเล็กน้อย มองดูมนุษย์ไฟทั้งสามคนแต่ไกลพลางคิดในใจว่า:
“อีกอย่าง ไฟนี้ข้าจุดได้ก็จริง แต่ข้าไม่มีปัญญาดับมันหรอกนะ”
“ช่วยไม่ได้ ถึงข้าจะตั้งชื่อของสิ่งนี้ให้ดูมีกลิ่นอายแบบโลกเซียนก็เถอะ”
“แต่แท้จริงแล้วมันคือเทคโนโลยีกับของโหดจากอีกโลกหนึ่งต่างหาก!”
“ดูจากตอนนี้แล้ว สมกับที่เป็นผลึกแห่งเทคโนโลยีจริงๆ สำหรับพวกผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณที่ไร้อุปกรณ์และไร้วิชาลับเหล่านี้ ขอเพียงอีกฝ่ายโดนเข้าไป ก็มีแต่ตายลูกเดียว!”
ลูกปัดอัสนีอัคคีในมือของซูผิงก็คือระเบิดรสหวานฉบับอัปเกรด ส่วนขวดอาคมเพลิงยมโลกนั้น ก็คือระเบิดขวดฉบับหรูหรา
ด้วยวัตถุดิบที่นักพรตโจวเสวียนซื้อมาให้ ผนวกกับความคล่องแคล่วว่องไวที่ซูผิงมีในฐานะผู้ฝึกตน ทำให้เขาสามารถทำการผสมส่วนผสมได้อย่างแม่นยำไม่ต่างจากนักเคมีมืออาชีพ
ทำให้อานุภาพของระเบิดขวดเหล่านี้ ไม่ใช่ของเล่นเด็กปาหี่กิ๊กก๊อกที่เห็นตามข่าวในทีวีหรือข้างถนนที่แค่เอาโล่มาบังก็กันได้
แต่มันคืออาวุธสงครามที่สามารถจุดไฟเผารถหุ้มเกราะ หลอมละลายเหล็กกล้า หรือแม้กระทั่งทำลายรถถังบางรุ่นได้จริงๆ!
อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณธรรมดาๆ เลย ต่อให้เป็นผู้ฝึกกายา แม้จะบรรลุขั้นชำระกายาระดับสมบูรณ์ ก็เป็นเพียงแค่ผู้มีร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กหล่อในระดับปกติเท่านั้น
เมื่อเจอกับเปลวไฟจากระเบิดขวดนี้เข้าไป ก็ต้องคุกเข่าเหมือนกัน!
เปลวไฟยังคงลุกไหม้ต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
สามผู้ฝึกตนสกุลจางสิ้นใจไปอย่างรวดเร็ว
รอจนกระทั่งเปลวไฟดับมอดลงอย่างสมบูรณ์
ซูผิงถึงได้พาหนูวิญญาณเสี่ยวไป๋ค่อยๆ เข้าไปใกล้ก้อนถ่านสีดำทั้งสามก้อนนั้น
“ใช้ดีก็ใช้ดีอยู่หรอก แต่เผาซะขนาดนี้ ของที่ยึดมาได้ก็คงจะเสื่อมสภาพไปเยอะเลยแฮะ”
ซูผิงบ่นอย่างได้ใจ จากนั้นก็ควานหาถุงเก็บของสามใบออกมาจากซากถ่านดำ
ถุงเก็บของรุ่นเดียวกันเหล่านี้ล้วนบิดเบี้ยวเสียรูปทรงอย่างหนัก พื้นผิวภายนอกเกิดการเปราะแตก
ซูผิงเพิ่งจะยื่นมือไปจับ นิ้วเพิ่งแตะโดนถุงเก็บของ
ก็เกิดเสียงดังปัง ถุงเก็บของปริแตกออกจนหมด!
จากนั้นก็ราวกับเปิดกล่องสมบัติ!
สิ่งของภายในถุงเก็บของระเบิดออกมาราวกับนางฟ้าโปรยบุปผา กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น!
[จบแล้ว]