- หน้าแรก
- ตัวแม่สายฮีล ขอจับดาบสยบเทพ
- บทที่ 19 - การต่อสู้อันดุเดือด
บทที่ 19 - การต่อสู้อันดุเดือด
บทที่ 19 - การต่อสู้อันดุเดือด
บทที่ 19 - การต่อสู้อันดุเดือด
★★★★★
การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
เสียงมังกรคำรามดังกึกก้องออกมาจากปากของอวี้เทียนเหิง แสงสีฟ้าสว่างวาบเจิดจ้าขึ้นที่กลางหน้าผาก ก่อนจะแผ่ซ่านครอบคลุมไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว ประกายสายฟ้าสีฟ้าอมม่วงแลบแปลบปลาบออกมาคล้ายกับงูตัวเล็กๆ เลื้อยพันอยู่รอบกาย หากมองเผินๆ รูปลักษณ์ภายนอกของอวี้เทียนเหิงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก นอกเหนือจากสัญลักษณ์สายฟ้าสีฟ้าบนหน้าผากแล้ว ทั่วทั้งร่างของเขาก็มีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่เปลี่ยนสภาพไปจากการสถิตร่างของวิญญาณยุทธ์
ทว่าเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงจุดเดียวนี้ กลับรุนแรงและเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่าวิญญาจารย์สายสัตว์วิญญาณคนใดในลานประลองแห่งนี้เสียอีก
ส่วนที่เปลี่ยนสภาพไปก็คือแขนขวาของเขา แขนเสื้อฝั่งขวาขาดวิ่นกลายเป็นเถ้าถ่านเพราะทนรับการขยายตัวของท่อนแขนไม่ได้ แขนขวาของเขายาวขึ้นกว่าครึ่งฟุตและหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พื้นผิวถูกปกคลุมด้วยเกล็ดสีฟ้าอมม่วงหนาเตอะ ฝ่ามือแปรสภาพกลายเป็นกรงเล็บที่มีเกล็ดแบบเดียวกันปกคลุมอยู่ ข้อต่อทุกข้อนูนหนาขึ้นอย่างน่ากลัว กระแสไฟฟ้าสีฟ้าอมม่วงที่ล้อมรอบตัวเขาล้วนไหลมารวมกันและแล่นพล่านอยู่บนท่อนแขนขวาที่กลายสภาพนี้ วงแหวนวิญญาณสีเหลืองสองวงและสีม่วงหนึ่งวงไม่ได้ลอยวนอยู่รอบตัวเหมือนวิญญาจารย์ทั่วไป แต่กลับสวมทับและหมุนวนอยู่บนท่อนแขนขวาที่กลายพันธุ์นี้เท่านั้น
เชียนเริ่นเยว่มองดูร่างกายที่เปลี่ยนสภาพไปของอวี้เทียนเหิง ในฐานะคุณหนูรองแห่งวิหารวิญญาณยุทธ์ นางได้รับการอบรมสั่งสอนเรื่องทฤษฎีวิญญาณยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ยิ่งเป็นวิญญาณยุทธ์ระดับท็อปของหนึ่งในสามสำนักระดับบนสุดอย่างมังกรอสนีบาตทรราชด้วยแล้ว เชียนเริ่นเยว่ย่อมต้องเคยศึกษามาอย่างถ่องแท้แน่นอน
มังกรอสนีบาตทรราชมีความแตกต่างจากวิญญาณยุทธ์อื่นๆ ประการแรกคือ วิญญาจารย์ผู้ครอบครองมังกรอสนีบาตทรราชจะต้องดูดซับวงแหวนวิญญาณจากสัตว์วิญญาณสายพันธุ์มังกรย่อยเท่านั้น
และตั้งแต่ระดับสามสิบเป็นต้นไป ทุกครั้งที่ได้รับวงแหวนวิญญาณเพิ่มหนึ่งวง เมื่อปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ ร่างกายของพวกเขาก็จะเปลี่ยนสภาพให้มีลักษณะคล้ายมังกรเพิ่มขึ้นทีละส่วน อย่างเช่นแขนขวาของอวี้เทียนเหิงในตอนนี้ ก็คือการกลายสภาพเป็นมังกรในส่วนแรก เมื่อถึงระดับเจ็ดสิบ วิญญาจารย์มังกรอสนีบาตทรราชก็จะสามารถจำแลงกายเป็นมังกรได้อย่างสมบูรณ์แบบและปลดปล่อยพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวออกมาได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มังกรอสนีบาตทรราชได้รับการยกย่องว่าเป็นวิญญาจารย์สายโจมตีที่น่ากลัวที่สุดในระดับเดียวกัน
เชียนเริ่นเยว่จำได้ว่าคุณปู่ลำดับที่สองเคยบอกไว้ว่า หากต้องสู้กับผู้นำตระกูลมังกรอสนีบาตทรราชในระดับพลังที่เท่ากัน แม้จระเข้ทองคำของเขาจะเป็นวิญญาณยุทธ์ระดับท็อปเหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าจะเอาชนะมังกรอสนีบาตทรราชได้ เพราะในบรรดาวิญญาณยุทธ์สายสัตว์วิญญาณ มังกรถือเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ตำนานเล่าขานกันว่ามังกรคือเผ่าพันธุ์ที่สามารถบรรลุเป็นเทพได้ด้วยพลังของตนเอง และในแดนเทพก็มีเทพมังกรสถิตอยู่จริงๆ
เบื้องหลังอวี้เทียนเหิงมีแสงสีเขียวมรกตแผ่กระจายออกมา ตู๋กูเยี่ยนผู้มีเรือนผมและนัยน์ตาสีเขียวบัดนี้เรือนร่างของนางดูอ่อนช้อยยืดหยุ่นราวกับไร้กระดูก นางโยกย้ายท่อนบนเบาๆ แนบชิดอยู่เบื้องหลังอวี้เทียนเหิง นัยน์ตาสีเขียวทอประกายคมกริบ กลิ่นอายเย็นเยียบที่แผ่ออกมาไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิดแบบมนุษย์โดยสิ้นเชิง
กลางหน้าผากของตู๋กูเยี่ยนมีเกล็ดสีเขียวทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดปรากฏขึ้น เรียวขาทั้งสองข้างหลอมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็นหางงูขนาดใหญ่ นางใช้หางงูค้ำยันร่างกายและเลื้อยส่ายไปมา เฉกเช่นเดียวกับอวี้เทียนเหิง ตู๋กูเยี่ยนเองก็มีวงแหวนวิญญาณสีเหลืองสองวงและสีม่วงหนึ่งวงซึ่งเป็นสัดส่วนวงแหวนที่ดีที่สุด
หนิงหรงหรงยืนอยู่ด้านหลังเชียนเริ่นเยว่ไม่ไกลนัก นางปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์หอคอยแก้วเจ็ดสมบัติออกมาประคองไว้ในมือ แต่กลับยังไม่รีบใช้ทักษะวิญญาณเพื่อสนับสนุน
อวี้เทียนเหิงกระโดดทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ วงแหวนวิญญาณวงแรกสว่างวาบ กรงเล็บมังกรอสนีบาตที่ควบแน่นไปด้วยสายฟ้าฟาดฟันลงมาที่เชียนเริ่นเยว่ซึ่งยืนอยู่แนวหน้าสุด เมื่อเห็นมวลอากาศที่บิดเบี้ยวเพราะพลังอันมหาศาลของอวี้เทียนเหิง เชียนเริ่นเยว่ก็ตัดสินใจเปลี่ยนดาบหลงอิ๋นเป็นรูปแบบกระบี่หนักเพื่อตั้งรับทันที
ในจังหวะที่เชียนเริ่นเยว่เปลี่ยนเป็นรูปแบบกระบี่หนัก วงแหวนวิญญาณวงที่สองของหนิงหรงหรงก็สว่างขึ้นพร้อมกัน
"หอคอยแก้วเจ็ดสมบัติ เลื่องชื่อลือนาม นามที่สอง พละกำลัง"
ต่อให้เชียนเริ่นเยว่จะผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาตั้งแต่เด็ก แต่ในวินาทีที่กรงเล็บมังกรของอวี้เทียนเหิงฟาดฟันลงมา นางก็ยังรู้สึกตึงมืออยู่ดี ท้ายที่สุดแล้วนางก็ยังเป็นวิญญาจารย์สายซัพพอร์ต หากนำไปเทียบกับวิญญาจารย์สายโจมตีธรรมดาก็ว่าไปอย่าง แต่นี่คือวิญญาจารย์สายโจมตีที่มีวิญญาณยุทธ์สัตว์ระดับท็อป ความแข็งแกร่งทางร่างกายจึงยังคงมีช่องว่างที่ห่างไกลกันมาก
ในขณะที่เชียนเริ่นเยว่กำลังต้านทานการโจมตีของอวี้เทียนเหิงอยู่นั้น ตู๋กูเยี่ยนที่อยู่ด้านหลังอวี้เทียนเหิงก็ตวัดหางงูเลื้อยพุ่งเป้าไปที่หนิงหรงหรงอย่างรวดเร็ว
ในการประลองก่อนหน้านี้ ใช่ว่าจะไม่มีใครคิดใช้แผนแยกโจมตีโดยพุ่งเป้าไปที่วิญญาจารย์หอคอยแก้วเจ็ดสมบัติก่อน แต่หนิงหรงหรงก็ได้รับการปกป้องจากเชียนเริ่นเยว่อย่างไร้ที่ติเสมอมา การจะตรึงเชียนเริ่นเยว่ไว้ได้ด้วยตัวคนเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่ในจังหวะที่เชียนเริ่นเยว่สังเกตเห็นตู๋กูเยี่ยน วงแหวนวิญญาณวงที่สามของอวี้เทียนเหิงก็สาดแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมา
"ทักษะวิญญาณที่สาม โทสะอสนีบาต"
โทสะอสนีบาต เป็นทักษะที่จะทำให้วิญญาจารย์มังกรอสนีบาตทรราชเข้าสู่สภาวะคลุ้มคลั่งชั่วขณะ พลังสายฟ้าจะเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว และพลังวิญญาณจะเพิ่มขึ้นถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์
เชียนเริ่นเยว่ที่เดิมทีก็ตั้งรับได้อย่างยากลำบากอยู่แล้ว ยิ่งต้องตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบหนักขึ้นไปอีก จนนางไม่อาจละสายตาไปห่วงพะวงหนิงหรงหรงที่อยู่ด้านหลังได้เลย
ตู๋กูเยี่ยนปรายตามองเชียนเริ่นเยว่ที่ทำได้เพียงตั้งรับอย่างทุลักทุเล ก่อนจะพุ่งพรวดไปหยุดอยู่ข้างกายหนิงหรงหรง หางงูตวัดฟาดลงมาอย่างแรง "จบกันแค่นี้แหละ"
ทว่าหนิงหรงหรงกลับขยับเท้าเพียงเล็กน้อยก็สามารถหลบหลีกหางงูของตู๋กูเยี่ยนได้อย่างแนบเนียน ตู๋กูเยี่ยนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ยัยเด็กนี่หลบพ้นได้ยังไงกัน นางรีบเร่งพลังวิญญาณในมือหมายจะโจมตีหนิงหรงหรงอีกครั้ง
แต่หนิงหรงหรงกลับไม่สนใจที่จะสนับสนุนเชียนเริ่นเยว่อีกต่อไป นางหันมาจดจ่อกับการรับมือตู๋กูเยี่ยนแทน แม้จะดูหวาดเสียว แต่ก็น่าทึ่งที่หนิงหรงหรงสามารถหลบหลีกการโจมตีของตู๋กูเยี่ยนได้ทุกครั้ง ในการรุกรับสลับกันไปมานี้ ทั้งสองคนก็ถอยร่นไปจนถึงขอบเวทีประลอง ทิ้งระยะห่างจากการต่อสู้ที่ดุเดือดตรงกลางเวทีไปไกลโข
ในขณะที่ตู๋กูเยี่ยนกำลังหัวเสียที่ยังจัดการหนิงหรงหรงไม่ได้และเหวี่ยงนางตกเวทีไม่สำเร็จ หอคอยแก้วเจ็ดสมบัติในมือของหนิงหรงหรงก็สว่างวาบขึ้นที่ชั้นแรก
"หอคอยแก้วเจ็ดสมบัติ เลื่องชื่อลือนาม นามที่หนึ่ง ความเร็ว"
พร้อมๆ กับที่หนิงหรงหรงปลดปล่อยทักษะวิญญาณแรก เชียนเริ่นเยว่ก็เปลี่ยนดาบหลงอิ๋นกลับเป็นรูปแบบกระบี่เบา ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากทักษะวิญญาณแรกของหนิงหรงหรง เชียนเริ่นเยว่กระชับดาบหลงอิ๋นแน่นแล้วพุ่งทะยานเข้าแทงตู๋กูเยี่ยนด้วยความเร็วสูง
"เยี่ยนเยี่ยน" อวี้เทียนเหิงที่เห็นเชียนเริ่นเยว่พุ่งตัวออกไปไกลร้องตะโกนด้วยความร้อนใจ ทว่าความเร็วของเขาเมื่อเทียบกับเชียนเริ่นเยว่ที่ได้รับการสนับสนุนจากหอคอยแก้วเจ็ดสมบัติแล้ว มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ตู๋กูเยี่ยนรีบเบี่ยงตัวหลบ แต่ต่อให้เร็วแค่ไหนก็ยังช้าไปอยู่ดี คมดาบของเชียนเริ่นเยว่ฝากฝากแผลไว้บนร่างของนางได้สำเร็จหลายรอย
"ทักษะวิญญาณที่สอง พิษน้ำเงินเกล็ดมรกต" ตู๋กูเยี่ยนรีบใช้ทักษะวิญญาณที่สองใส่ตัวเองเพื่อสร้างอาการชาและบรรเทาความเจ็บปวดจากบาดแผล
เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีอันรวดเร็วของรูปแบบกระบี่เบา ตู๋กูเยี่ยนก็ไม่อาจต้านทานได้ไหว นางทำได้เพียงถอยร่นกลับไปสมทบกับอวี้เทียนเหิงอย่างรวดเร็ว
"ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง กรงเล็บมังกรอสนีบาต" อวี้เทียนเหิงใช้ทักษะวิญญาณที่หนึ่งตบลงมาที่เชียนเริ่นเยว่อย่างแรง เชียนเริ่นเยว่อาศัยความคล่องตัวของรูปแบบกระบี่เบาพลิกตัวหลบหลีกได้อย่างฉิวเฉียด
"เยี่ยนเยี่ยน" อวี้เทียนเหิงประคองตู๋กูเยี่ยนไว้ด้วยความปวดใจ เมื่อเห็นบาดแผลทั่วร่างของนาง เขาก็รู้สึกโกรธจัดขึ้นมาทันที "เยี่ยนเยี่ยน เธอลงไปก่อนเถอะ ให้หลิงหลิงช่วยรักษานะ วางใจเถอะ ฉันจะต้องชนะแน่นอน"
"เทียนเหิง ฉันไม่เป็นไร ฉันยังมีทักษะวิญญาณที่สามอยู่ เราต้องชนะแน่ๆ อย่าห่วงฉันเลย"
"พี่เยว่ พวกเขาดูเหมือนจะเป็นคู่รักกันเลยนะ พอตู๋กูเยี่ยนบาดเจ็บ อวี้เทียนเหิงก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลย"
"ตั้งใจสู้ไปเถอะ ไว้แข่งเสร็จค่อยไปดูอาการพวกเขาละกัน รงหรง ระวังตัวด้วยนะ"
ไม่นานเชียนเริ่นเยว่และอวี้เทียนเหิงก็เข้าปะทะกันอีกครั้ง เนื่องจากก่อนหน้านี้เชียนเริ่นเยว่ได้ฝึกซ้อมฝีมือกับยอดฝีมืออย่างมรรคาดาบเฉินซินมาโดยตลอด ดังนั้นแม้ทักษะการโจมตีของนางจะยังมีข้อจำกัด แต่เรื่องการป้องกันนั้นนางทำได้อย่างไร้ที่ติ
อวี้เทียนเหิงไม่สามารถหาช่องโหว่ในการโจมตีได้เลย ในขณะที่เชียนเริ่นเยว่กลับอาศัยจังหวะป้องกันคอยลอบโจมตีสวนกลับเมื่อเห็นจุดอ่อนของเขา สถานการณ์การต่อสู้จึงเป็นไปอย่างสูสีและตึงเครียด
"ทักษะวิญญาณที่สาม โทสะอสนีบาต ทักษะวิญญาณที่สอง สายฟ้าหมื่นจิน" วงแหวนวิญญาณวงที่สองและสามบนร่างของอวี้เทียนเหิงสว่างขึ้นพร้อมกัน เขาปลดปล่อยสองทักษะวิญญาณอันทรงพลังออกมาในคราวเดียว
สายฟ้าหมื่นจินเป็นการโจมตีแบบวงกว้าง เมื่อได้รับการเสริมพลังจากโทสะอสนีบาต เชียนเริ่นเยว่ก็ไม่สามารถสลัดหลุดจากการโจมตีนี้ได้ในทันที
มุมปากของอวี้เทียนเหิงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้โจมตีเชียนเริ่นเยว่ต่อ แต่กลับพุ่งเป้าไปที่หนิงหรงหรงซึ่งอยู่ด้านหลังนางแทน
"ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง กรงเล็บมังกรอสนีบาต" อวี้เทียนเหิงใช้ทักษะวิญญาณแรกจู่โจมใส่หนิงหรงหรง หนิงหรงหรงพยายามจะเบี่ยงตัวหลบ แต่ตอนนี้นางยืนอยู่ตรงขอบรัศมีการโจมตีของสายฟ้าหมื่นจินพอดี แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่กระแสไฟฟ้าก็ทำให้นางเกิดอาการชาจนขยับตัวไม่รอด นางได้แต่เบิกตากว้างมองกรงเล็บมังกรของอวี้เทียนเหิงที่กำลังจะตะปบลงมา
"หรงหรง" เชียนเริ่นเยว่แผดเสียงร้องลั่น
ในขณะเดียวกัน หนิงเฟิงจื้อที่นั่งชมการประลองอยู่ในห้องวีไอพีก็กำที่วางแขนแน่นด้วยความตึงเครียด มรรคาดาบเฉินซินเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน เขาเริ่มรวบรวมพลังวิญญาณเตรียมจะพุ่งลงไปช่วยชีวิตองค์หญิงน้อยทันที
[จบแล้ว]