- หน้าแรก
- ตัวแม่สายฮีล ขอจับดาบสยบเทพ
- บทที่ 13 - ฝันร้าย
บทที่ 13 - ฝันร้าย
บทที่ 13 - ฝันร้าย
บทที่ 13 - ฝันร้าย
★★★★★
"ดอกเบญจมาศดอกเดียวกับผีสางกระจอกๆ ลำพังพวกเจ้ากล้าดีแส่มาทำร้ายลูกชายข้าเชียวหรือ ไสหัวไปซะ" เสียงทุ้มต่ำดังก้องขึ้นกะทันหันราวกับระเบิดกลางอากาศ แม้เสียงจะไม่ดังมากนักแต่ความกดดันที่แฝงอยู่กลับทำเอาร่างกายของทุกคนสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
สีหน้าขององค์สันตะปาปาปี่ปี่ตงแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที นางคลายแรงกดดันที่คุกคามตู๋กูปั๋วแล้วจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ท่ามกลางเสียงระเบิดดังกึกก้อง สีหน้าของราชันย์พรหมยุทธ์เบญจมาศเยว่กวนและราชันย์พรหมยุทธ์มารเงากุ่ยเม่ยต่างก็ถอดสีไปพร้อมๆ กัน
ปรากฏร่างสีดำสายหนึ่งโผล่ขึ้นมากลางอากาศอย่างเงียบเชียบ เขาลอยตัวนิ่งสงบอยู่ตรงนั้นราวกับว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นที่ทางของเขามาตั้งแต่ต้น
ชายวัยกลางคนผู้นั้นดูอายุราวๆ ห้าสิบกว่า รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ทว่าการแต่งกายของเขากลับดูซอมซ่อจนแทบไม่อยากจะมอง
เสื้อคลุมขาดวิ่นที่สวมใส่อยู่ไม่มีแม้แต่รอยปะชุน เผยให้เห็นผิวสีทองแดงเบื้องล่าง ใบหน้าที่เดิมทีน่าจะดูดีกลับหมองคล้ำเหลืองซีด ท่าทางงัวเงียคล้ายคนเพิ่งตื่นนอน เส้นผมยุ่งเหยิงราวกับรังนก หนวดเคราบนใบหน้ารกครึ้มไม่รู้ว่าปล่อยปละละเลยมานานแค่ไหนแล้ว
แม้ชายผู้นี้จะดูแก่ชราไปบ้าง ทว่ากลิ่นอายพลังรอบกายกลับไม่ด้อยลงเลยแม้แต่น้อย และที่เบื้องหลังของเขานั้นมีค้อนสีดำทมิฬขนาดมหึมาลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
ปี่ปี่ตงจ้องมองถังเฮ่าที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชังจนแทบจะพ่นไฟออกมา ราชันย์พรหมยุทธ์เบญจมาศและมารเงาต่างถอยร่นไปขนาบข้างองค์สันตะปาปา ยอดฝีมือระดับราชันย์พรหมยุทธ์ทั้งสามปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาอย่างเต็มที่ แรงกดดันมหาศาลทำเอาวิญญาจารย์รอบๆ ต่างพากันถอยหนีอย่างลุกลี้ลุกลน
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวดุจขุนเขาทั้งสามสาย ชายซอมซ่อผู้นั้นกลับยืนหยัดอย่างทะนงองอาจ เขาไม่ได้ใช้มือจับค้อนของตัวเองด้วยซ้ำ นัยน์ตาขุ่นมัวทอประกายเจิดจ้า "คิดจะแก้แค้นให้อาจารย์ของเจ้างั้นรึ ปี่ปี่ตง เจ้าคิดว่าเจ้าจะรั้งตัวข้าไว้ได้จริงๆ หรือ"
องค์สันตะปาปาปี่ปี่ตงสะบัดมืออย่างแรง เสียงแผดร้องแหลมสูงดังขึ้นจากฝ่ามือของนาง ราวกับเป็นการตอบรับเสียงนั้น ทันใดนั้นเสียงแผดร้องอีกสี่สายก็ดังก้องออกมาจากภายในตำหนักสันตะปาปาพร้อมกัน
"เรียกพวกมางั้นรึ" ชายผู้นั้นยิ้มบางๆ บนร่างของเขามีกลิ่นอายพิเศษบางอย่าง เป็นความสงบนิ่งที่ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่นนับแสนก็ไม่หวั่นเกรง
วงแหวนวิญญาณแต่ละวงค่อยๆ ลอยขึ้นจากใต้เท้าของชายผู้นั้น ความเร็วในการปรากฏขึ้นไม่ได้รวดเร็วนัก แต่ทุกครั้งที่วงแหวนวิญญาณปรากฏขึ้น กลิ่นอายของถังเฮ่าที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ยิ่งหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ แรงกดดันมหาศาลทั้งสามสายเบื้องหน้ากลับถูกกลิ่นอายอันหนักหน่วงที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นของเขากดทับกลับไปเสียอย่างนั้น
เหลือง เหลือง ม่วง ม่วง ดำ ดำ ดำ ดำ แดง
วงแหวนวิญญาณทั้งเก้าวงที่ปรากฏขึ้นบนร่างของชายผู้นี้ช่างเหมือนกับขององค์สันตะปาปาปี่ปี่ตงไม่มีผิดเพี้ยน และวงแหวนวิญญาณวงสุดท้ายบนร่างของเขาก็คือวงแหวนระดับแสนปีอันน่าเกรงขามเช่นเดียวกัน
แม้วงแหวนวิญญาณจะเหมือนกัน ทว่าในวินาทีนี้ กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายผู้นี้กลับรุนแรงจนแม้แต่องค์สันตะปาปาปี่ปี่ตงก็มิอาจเทียบเคียงได้
ชายผู้นั้นกวาดสายตาเย็นชาไปยังตำหนักสันตะปาปาที่อยู่เบื้องหลังปี่ปี่ตง "ราชันย์พรหมยุทธ์เจ็ดคน สมแล้วที่เป็นวิหารวิญญาณยุทธ์ แต่น่าเสียดาย ต่อให้พวกเจ้ามีกันถึงเจ็ดคนแล้วมันจะทำไม"
วงแหวนวิญญาณวงที่เจ็ดสว่างวาบ ค้อนสะท้านฟ้าสีดำทมิฬขนาดมหึมาเบื้องหลังชายผู้นั้นก็ขยายตัวขึ้นฉับพลัน แสงสีดำเข้มข้นสาดสาดส่อง ค้อนสะท้านฟ้ายักษ์ขยายใหญ่ต้านลมจนมีความยาวทะลุร้อยเมตร หัวค้อนขนาดมหึมาดูราวกับภูเขาลูกย่อมๆ
ลวดลายสีแดงปรากฏขึ้นบนค้อนสะท้านฟ้ายักษ์ วงแหวนวิญญาณระดับแสนปีสีแดงบนร่างของถังเฮ่าสว่างจ้า ค้อนยักษ์สีดำก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานไปทั้งอันในชั่วพริบตา
"ตำหนักสันตะปาปา ช่างเป็นตำหนักสันตะปาปาที่ยิ่งใหญ่เสียจริง ฮ่าๆๆๆๆๆ..." ท่ามกลางเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่ง มือขวาของถังเฮ่าก็ขยับ ค้อนยักษ์ยาวกว่าร้อยเมตรกลางอากาศทิ้งตัวลงมาอย่างรวดเร็ว ทว่าเป้าหมายกลับไม่ใช่ราชันย์พรหมยุทธ์ทั้งสามเบื้องหน้า แต่กลับพุ่งตรงไปทุบทำลายตำหนักสันตะปาปาที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาแทน
ในชั่วพริบตานั้น อากาศทั่วทั้งเมืองวิญญาณยุทธ์บิดเบี้ยวไปหมด วิญญาจารย์ทุกคนที่ไม่ได้อยู่ในระดับราชันย์พรหมยุทธ์ล้วนถูกสะกดให้ขยับตัวไม่ได้แม้แต่น้อย
ภาพตัดฉากไปกะทันหัน สิ่งที่ปรากฏในตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้อันดุเดือดของเหล่าราชันย์พรหมยุทธ์ในเมืองวิญญาณยุทธ์อีกแล้ว แต่กลับกลายเป็นพระราชวังของจักรวรรดินภาลัยอันเรืองรอง
"ทักษะวิญญาณที่หก เสียงคำรามแห่งทูตสวรรค์"
ผู้ที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่กลางอากาศคือชายหนุ่มรูปงามที่มีเส้นผมสีฟ้า ชายผู้นี้กำลังกวัดแกว่งค้อนที่เหมือนกับค้อนของชายซอมซ่อในวิหารวิญญาณยุทธ์ไม่มีผิด เพียงแต่ค้อนของชายผมฟ้ามีขนาดเล็กกว่ามาก
ในเวลานี้ ขณะที่ชายผมทองผู้มีวิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์กำลังรวบรวมพลัง ชายผมฟ้าก็กวัดแกว่งค้อนสะท้านฟ้าอย่างรวดเร็วไปแล้วถึงหกสิบครั้ง หากเขาตกอยู่ในสภาวะมึนงงจากการโจมตีทางจิตใจของเสียงคำรามแห่งทูตสวรรค์ เขาย่อมไม่สามารถควบคุมค้อนสะท้านฟ้าของตนได้อีกต่อไป ถึงตอนนั้นไม่จำเป็นต้องให้ชายผมทองลงมือ พลังงานมหาศาลที่สะสมอยู่ในค้อนสะท้านฟ้าก็เพียงพอที่จะฉีกร่างของเขาให้เป็นชิ้นๆ ได้เมื่อสูญเสียการควบคุม
ทว่ากระบวนท่าร่ายรำวายุสลาตันของชายผมฟ้าก็ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกขัดจังหวะ และเขาก็ยอมให้ศัตรูมาขัดขวางไม่ได้เด็ดขาด
กายทองคำไร้พ่ายครั้งที่สามช่วยปกป้องชายผมฟ้าเอาไว้ แม้เสียงคำรามแห่งทูตสวรรค์จะทรงพลังจนฝืนลิขิตสวรรค์ ทว่าทักษะวิญญาณที่มาจากกระดูกวิญญาณระดับแสนปีย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทายสวรรค์ยิ่งกว่า ด้วยผลลัพธ์ครั้งสุดท้ายของกายทองคำไร้พ่ายในวันนี้ ในที่สุดชายผมฟ้าก็สามารถพลิกกลับมาเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์ได้เป็นครั้งแรก
การฟาดฟันสิบกว่าครั้งสุดท้ายเสร็จสมบูรณ์ลงพร้อมๆ กับที่เขาสามารถต้านทานเสียงคำรามแห่งทูตสวรรค์ได้ แสงสีดำและขาวสองสายพันเกี่ยวกันราวกับมังกรยักษ์สองตัว ทันทีที่การโจมตีแปดสิบเอ็ดครั้งเสร็จสมบูรณ์ ทักษะวิวัฒนาการของอาณาเขตเทพสังหารอย่างการจู่โจมแห่งเทพสังหารก็ถูกใช้งาน ในวินาทีนี้ชายผมฟ้าได้ยกระดับพลังอาณาเขตของตนขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่ไม่เคยมีมาก่อน
ปรากฏแสงสีดำและขาวสองสายพุ่งทะยานขึ้นฟ้าพันเกี่ยวกัน ทำลายพันธนาการสีทองนั้นจนแหลกละเอียดในพริบตา คลื่นพลังงานมหาศาลทำให้เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วกลางอากาศราวกับเสียงฟ้าร้องคำราม
แสงสีทองแผ่ขยายแตกกระจายราวกับแผ่นกระเบื้องที่ถูกของมีคมทุบทำลาย มันแตกออกเป็นเศษสีทองชิ้นเล็กชิ้นน้อย และแต่ละชิ้นก็แตกละเอียดกลายเป็นละอองแสงสีทองนับไม่ถ้วนก่อนจะเลือนหายไปกลางอากาศ ทำให้ท้องฟ้าที่เคยเปล่งประกายกลับคืนสู่สีสันตามธรรมชาติอีกครั้ง
ร่างสองร่างปรากฏขึ้นกลางอากาศพร้อมกัน ชายผมทองพยายามกางปีกเบื้องหลังที่ตอนนี้เหลือเพียงสี่ปีกออกอย่างสุดความสามารถเพื่อควบคุมทรงตัว เลือดเหนียวข้นไหลทะลักออกจากรูจมูกราวกับงูสีแดงสองตัว ขณะเดียวกันก็มีเลือดสีม่วงดำไหลซึมออกมาจากมุมปาก นัยน์ตาของเขาพร่ามัว เขาไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากหอบหายใจเพราะกลัวว่าเลือดในกายจะทะลักออกมาจนหมด
การโจมตีอันรุนแรงที่อัดแน่นไปด้วยพลังแปดสิบเอ็ดค้อน ไม่เพียงแต่ช่วยให้อาณาเขตเทพสังหารทำลายอาณาเขตทูตสวรรค์ของเขาได้เท่านั้น แต่มันยังทำลายกายแท้วิญญาณยุทธ์ของเขาด้วย ทำให้ร่างต้นต้องทนรับบาดแผลสาหัสอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในเวลานี้เชียนเริ่นเยว่ที่มองดูชายผมทองบาดเจ็บสาหัสกลับรู้สึกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง น้ำตาไหลรินออกมาอย่างไม่อาจควบคุม นางไม่เคยพบชายผู้นี้มาก่อน แต่ชายผู้มีวิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์ย่อมต้องเป็นสายเลือดเดียวกันกับนางอย่างไม่ต้องสงสัย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นางเศร้าสะเทือนใจขนาดนี้ใช่ไหม เชียนเริ่นเยว่กุมหน้าอกที่ปวดร้าวพลางตั้งคำถามกับตัวเอง
เชียนเริ่นเยว่ไม่รู้ตัวเลยว่าในขณะนี้นางกำลังตกอยู่ในฝันร้าย นั่นคือความทรงจำจากชาติก่อน เมื่อพลังวิญญาณเพิ่มสูงขึ้น พลังจิตก็ยิ่งแข็งแกร่ง ความทรงจำในชาติก่อนจึงค่อยๆ ตื่นขึ้นมาทีละน้อย
และเป็นเพราะในใจของเชียนเริ่นเยว่ ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด ดังนั้นเมื่อนางสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามจากถังซาน ความทรงจำจากชาติก่อนจึงถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นสัญญาณเตือนภัยให้นาง
หนิงหรงหรงมองดูเชียนเริ่นเยว่ที่หลับตาแน่นและมีสีหน้าเจ็บปวดก็ร้องไห้ออกมาด้วยความร้อนใจ รีบร้องเรียกให้คุณพ่อและราชันย์พรหมยุทธ์ทั้งสองรีบมาดูอาการ
"นี่นางกำลังตกอยู่ในฝันร้ายงั้นหรือ"
หนิงเฟิงจื้อปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาลูบไล้ปลอบประโลมเชียนเริ่นเยว่ที่มีสีหน้าเจ็บปวดอย่างแผ่วเบา
[จบแล้ว]