เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 - หานลู่ซวงเจียง

บทที่ 18 - หานลู่ซวงเจียง

บทที่ 18 - หานลู่ซวงเจียง


บทที่ 18 - หานลู่ซวงเจียง

★★★★★

เมื่อเวินเนี่ยนซูถูกแม่นมประจำจวนท่านอ๋องและลวี่จูกึ่งพยุงกึ่งหลอกล่อให้เข้ามาในห้องหอ ความโง่งมก็พรั่งพรูออกมาทันที

"ว้าว! สวยจังเลย สีแดงเต็มไปหมดเลย!"

นางดึงผ้าคลุมหน้าที่ยังคลุมอยู่บนศีรษะออกอย่างแรง ชี้ไปที่ผ้าแพรสีแดง เทียนมงคล และม่านเตียงสีแดงสด พลางกระโดดโลดเต้นตบมือร้องกรี๊ดกร๊าดด้วยความตื่นเต้น

"เข้าหอแล้ว หนูรู้ เข้าหอแล้วจะได้มีเด็กตัวเล็กๆ"

สิ้นคำพูดประโยคนี้ บรรดาฮูหยินจากตระกูลสูงศักดิ์และภรรยาขุนนางที่ตามเข้ามาดูความครึกครื้น ก็พากันยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะเยาะ แววตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามและสะใจนั้นไม่ได้ปิดบังเลยแม้แต่น้อย

"จุ๊ๆ ช่างไม่รู้จักยางอายเอาเสียเลย"

"คนโง่ก็คือคนโง่ ขนาดเรื่องแบบนี้ยังกล้าพูดออกมาได้"

"ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการช่าง... เฮ้อ"

"เลิกพูดเถอะ นังเด็กโง่นี่คงอยู่ไม่พ้นคืนเข้าหอหรอก สร้างกุศลไว้ที่ปากบ้างเถอะ"

แม่นมผู้ดูแลจวนท่านอ๋องได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็ตึงขึ้นมาทันที

"พระชายาต้องการความสงบเพื่อพักผ่อน ฮูหยินทุกท่าน โปรดย้ายไปดื่มชาที่ห้องโถงด้านหน้าเถิด"

น้ำเสียงนั้นแข็งกร้าว เป็นการออกปากไล่แขกอย่างชัดเจน

แม้บรรดาฮูหยินจะไม่ค่อยสบอารมณ์นัก แต่ด้วยเกรงกลัวในอำนาจของจวนท่านอ๋อง จึงทำได้เพียงเดินจากไปอย่างเก้อเขิน

ภายในห้องหอกลับมาเงียบสงบลงบ้าง

แม่นมเดินเข้าไปหลอกล่อให้เวินเนี่ยนซูกลับไปนั่งที่ขอบเตียง "พระชายา ต้องนั่งตรงนี้นะเพคะ ถึงจะเปิดผ้าคลุมหน้าแล้ว แต่ก็ต้องนั่งให้เรียบร้อย รอท่านอ๋องเสด็จมาเพคะ"

"ไม่เอา หนูไม่นั่ง" เวินเนี่ยนซูมีหรือจะยอมฟัง ความสนใจของนางพุ่งเป้าไปที่ผลไม้แห้งบนโต๊ะกลมที่ปูด้วยผ้าแพรสีแดงตั้งนานแล้ว

นางกระโจนเข้าไป คว้าถั่วลิสงและเมล็ดแตงโมขึ้นมาเต็มกำมือแล้วยัดเข้าปาก เคี้ยวเสียงดังกร้วมๆ บ่นพึมพำอู้อี้ว่า

"อร่อย หอมจัง หนูหิวแล้ว..."

แม่นมกับลวี่จูต้องวุ่นวายกับการห้ามปรามอีกครั้ง ด้วยกลัวว่านางจะสำลัก

ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบาๆ

หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ท่าทางสุขุมเยือกเย็นสองคนในชุดสาวใช้ระดับหนึ่งของจวนท่านอ๋อง ประคองกล่องใส่อาหารที่สลักลวดลายวิจิตรบรรจงเดินเข้ามา

"ถวายพระพรพระชายาเพคะ" ทั้งสองย่อตัวทำความเคารพ น้ำเสียงกังวานใส

หนึ่งในนั้นวางกล่องใส่อาหารลงบนโต๊ะ เปิดฝาออก เผยให้เห็นขนมหน้าตาน่ารับประทานที่ยังคงมีควันกรุ่นอยู่ภายใน มีทั้งขนมดอกบัวกรอบชิ้นเล็กน่ารัก ขนมเกาลัดนุ่มหนึบ และเกี๊ยวแก้วใสแจ๋ว

"ท่านอ๋องรับสั่งให้ห้องครัวเล็กเตรียมขนมมาให้เพคะ เชิญพระชายาเสวยสักหน่อยเถิด"

"ขนม ขนมอร่อยๆ หนูจะกิน"

ดวงตาของเวินเนี่ยนซูเป็นประกายขึ้นมาทันที นางทิ้งผลไม้แห้งไปอย่างไม่ไยดี พุ่งเข้าใส่จานขนม คว้าขนมดอกบัวกรอบยัดเข้าปาก

นางกินจนเศษขนมเลอะเทอะเต็มปาก ใบหน้าแสดงความดีใจอย่างโอเวอร์

"ว้าว อร่อยจัง! หวานๆ หอมๆ! อร่อยกว่า... อร่อยกว่าที่ผีให้ตั้งเยอะ หนูชอบ! ชอบขนมของท่านปู่อ๋องที่สุดเลย"

"ตายแล้ว พระชายาของหม่อมฉัน จะเรียกท่านปู่อ๋องไม่ได้นะเพคะ ต้องเรียกท่านอ๋องเพคะ" แม่นมถึงกับยกมือขึ้นทาบอก นี่ถ้าท่านอ๋องมาได้ยินเข้า นางไม่อยากจะคิดเลย

สาวใช้ทั้งสองได้ยินคำว่า "ผี" แววตาก็วูบไหวไปเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงนอบน้อมเช่นเดิม

รอจนเวินเนี่ยนซูกินขนมอย่างตะกละตะกลามไปสองชิ้นจนรู้สึกพอใจขึ้นมาบ้างแล้ว สาวใช้คนที่พูดก่อนหน้านี้ก็ก้าวออกมาข้างหน้า ค้อมศีรษะลงพลางเอ่ยว่า

"หม่อมฉัน ซวงเจียง เพคะ"

"หม่อมฉัน หานลู่ เพคะ"

ทั้งสองพูดพร้อมกันว่า

"รับบัญชาจากท่านอ๋อง ให้มาคอยปรนนิบัติรับใช้พระชายาอย่างใกล้ชิดเพคะ"

เวินเนี่ยนซูเอาแต่ยัดเกี๊ยวแก้วเข้าปากอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ดวงตาอันว่างเปล่าคู่นั้น กลับกำลังลอบสังเกตสาวใช้ทั้งสองคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ

ลมหายใจยาวลึก ฝีเท้าเบากริบและมั่นคง ช่วงล่างแข็งแกร่งมาก

โดยเฉพาะตรงข้อต่อนิ้วและง่ามนิ้วมือ มีรอยด้านบางๆ ที่สังเกตเห็นได้ยาก

เป็นผู้ฝึกยุทธ์ แถมยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมือฉกาจเสียด้วย

ความคิดของเวินเนี่ยนซูแล่นปรู๊ดปร๊าด ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการส่งสาวใช้ที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศมาให้สองคน มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ เพื่อจับตาดู เพื่อปกป้อง หรือว่า... เพื่อหยั่งเชิงดูว่าพระชายาผู้โง่งมคนนี้มีดีอะไรซ่อนอยู่กันแน่

ดูเหมือนว่าความขี้ระแวงของท่านอ๋องผู้นี้ จะหนักหนากว่าที่เธอคิดไว้เสียอีก

แม้ในใจจะกำลังคิดคำนวณสารพัด แต่บนใบหน้าของเวินเนี่ยนซูกลับฉีกยิ้มกว้างอย่างโง่งม ร้องเรียกเสียงอู้อี้ว่า

"ซวงเจียงเจียง หานลู่ลู่ ชื่อเพราะจังเลย! หน้าตาก็สวย! หนูชอบ ชอบพวกเจ้าจัง!"

ซวงเจียงกับหานลู่ถูกคำชมที่ตรงไปตรงมาแถมยังดูซื่อบื้อนิดๆ นี้ทำเอาอึ้งไปเล็กน้อย รีบโค้งตัวลง "พระชายาชมเกินไปแล้วเพคะ"

"หม่อมฉันหรอ ไม่เอา!" จู่ๆ เวินเนี่ยนซูก็เบะปาก ราวกับได้ยินคำที่ไม่ชอบใจ นางส่ายหน้าหวือ ชี้ไปที่พวกนาง แล้วชี้มาที่ตัวเอง

"หนูไม่เอา ข้า ซวงเจียงเจียง กับหานลู่ลู่ ต้องเหมือนข้าสิ!"

นางพยายามจะอธิบายให้เข้าใจ ดูร้อนรนเล็กน้อย

ซวงเจียงกับหานลู่มองหน้ากัน ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของพระชายานัก

ลวี่จูที่ยืนอยู่ข้างๆ จึงรีบก้าวเข้ามาอธิบายด้วยรอยยิ้มที่แฝงความจนใจเล็กน้อย

"พี่ซวงเจียง พี่หานลู่ ความหมายของพระชายาก็คือ พระองค์ทรงโปรดพวกพี่ จึงไม่อยากให้พวกพี่แทนตัวเองว่าหม่อมฉัน แต่ให้ใช้คำว่า 'ข้า' เหมือนกับที่พระองค์ทรงใช้น่ะเจ้าค่ะ"

นางหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเสริมว่า "เวลาที่พระชายาอยู่กับข้าตามลำพัง ก็ทรงให้ทำเช่นนี้เหมือนกันเจ้าค่ะ"

เมื่อซวงเจียงและหานลู่ได้ยินดังนั้น ก็อึ้งไปอีกครั้ง

เมื่อมองดูพระชายาพระองค์ใหม่ที่มีแววตาโง่งมทว่าแฝงความดื้อดึงอยู่ลึกๆ กระแสความอบอุ่นประหลาดก็ค่อยๆ ไหลซึมซาบเข้าสู่หัวใจอย่างเงียบงัน

พวกนางอยู่ในจวนท่านอ๋องมานานปี คุ้นเคยกับกฎระเบียบที่เข้มงวดและการแบ่งชนชั้นวรรณะอย่างชัดเจน เคยเห็นเจ้านายที่ไหนไม่อนุญาตให้บ่าวไพร่เรียกตัวเองว่าบ่าวบ้างล่ะ

พระชายาคนก่อนๆ ล้วนทำตัวหยิ่งยโส จิกหัวใช้พวกนางสารพัด แทบอยากจะเหยียบพวกนางให้จมดิน แต่พระชายาผู้โง่งมองค์นี้ กลับดูแตกต่างออกไป

ทั้งสองมองหน้ากัน ต่างก็เห็นความตื่นตันใจและความอบอุ่นในแววตาของอีกฝ่าย

หานลู่เป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยนกว่า จึงลองเอ่ยปากดู น้ำเสียงนุ่มนวลลงกว่าเมื่อครู่มาก "เพคะ หานลู่เข้าใจแล้ว"

ซวงเจียงก็พยักหน้ารับเล็กน้อย "ซวงเจียงรับทราบเพคะ"

แม้จะยังไม่ค่อยชินนัก แต่ความรู้สึกห่างเหินก็จางหายไปโดยไม่รู้ตัว

ในขณะเดียวกัน ณ ห้องหนังสือที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในจวนผู้สำเร็จราชการ

แสงเทียนวูบวาบ ส่องกระทบม้วนตำราที่เรียงรายอยู่เต็มห้องและพื้นกระเบื้องอันเย็นเยียบ

เยี่ยอู๋เฉินหลับตาพิงเก้าอี้ตัวใหญ่ที่ปูด้วยหนังเสือโคร่งสีขาว ใบหน้ายังคงซีดเซียวภายใต้แสงเทียน ทว่าภายใต้ความอ่อนแออมโรคนั้น กลับซ่อนความลึกล้ำที่ชวนให้ใจสั่นระรัวเอาไว้

"นายท่าน"

"พูดมา" เยี่ยอู๋เฉินไม่ได้ลืมตาขึ้น น้ำเสียงเจือความเหนื่อยล้าเล็กน้อย

"ขอรับ" อิ่งเอ้อร์ก้มหน้าลง

"ข้าน้อยได้สืบประวัติของพระชายาผู้โง่งม... เอ้อ พระชายา อย่างละเอียดแล้วขอรับ"

เขาเพิ่งจะหลุดปากพูดคำว่าพระชายาผู้โง่งมออกไป ก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นเยียบที่ตวัดมองมา จึงรีบเปลี่ยนคำเรียกทันที

"ช่วงก่อนอายุห้าขวบ พระนางเป็นเด็กฉลาดหลักแหลม มีเค้าความเก่งกาจของหลินซื่อผู้เป็นมารดา"

"ในปีที่พระนางอายุห้าขวบ หลังจากฮูหยินเฒ่าเวินสิ้นใจได้ไม่นาน พระชายาก็พลัดตกน้ำที่สวนหลังบ้านจวนอัครเสนาบดี มีไข้สูงติดต่อกันถึงสามวันสามคืน พอฟื้นขึ้นมาก็สติไม่สมประกอบ กลายเป็นคนโง่งมมาจนถึงปัจจุบันขอรับ"

"ตามที่ข้าน้อยสืบมาได้ เรื่องพลัดตกน้ำนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง ความจริงคือถูกอนุภรรยาใส่ร้ายว่าเป็นคนฆ่าฮูหยินเฒ่าเวิน จากนั้นอัครเสนาบดีก็ลงโทษอย่างหนักจนกลายเป็นคนโง่งมไปจริงๆ ขอรับ"

"ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา พระชายามีชีวิตที่ยากลำบากมากในจวนอัครเสนาบดี"

"หลิวซื่อและบุตรสาวมักจะทุบตีและด่าทออยู่เสมอ คดโกงเรื่องเสื้อผ้าและอาหาร ให้พักอาศัยในเรือนที่ผุพังราวกับห้องเก็บฟืน"

"พระชายามีนิสัยขี้ขลาดและโง่งม ยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี ไม่เคยลุกขึ้นสู้ จึงมักจะถูกพวกบ่าวไพร่รังแกและล้อเลียนเป็นประจำ คนในจวนอัครเสนาบดีต่างก็มองว่าพระนางเป็นความอัปยศ และพยายามตีตัวออกห่างขอรับ"

อิ่งเอ้อร์สรุปรายงานผลการสืบสวนอย่างกระชับและได้ใจความ

ภายในห้องหนังสือตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงแตกปะทุของไส้เทียนเป็นระยะ

อิ่งเอ้อร์หยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเสริมว่า

"ความเปลี่ยนแปลงเดียว เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อน คุณหนูรองแห่งจวนอัครเสนาบดีเวินหรูเยว่ หลอกพระชายาไปที่เรือนร้างหลังจวน หมายจะสั่งสอน"

"เกิดอะไรขึ้นในนั้น ไม่มีใครทราบแน่ชัด เพราะคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็พูดจาวกไปวนมา"

"แต่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ดูเหมือนว่าพระชายาจะดวงดีขึ้นอย่างน่าประหลาดขอรับ"

"บ่าวไพร่ในจวนอัครเสนาบดีต่างก็ลือกันว่า จู่ๆ พระชายาก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ถึงได้รอดพ้นจากอันตรายมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า แถมยังทำให้สองแม่ลูกตระกูลหลิวต้องเจ็บตัวไปตามๆ กันด้วยขอรับ"

เยี่ยอู๋เฉินยังคงหลับตา นิ้วมือเคาะเป็นจังหวะเบาๆ ลงบนที่วางแขนเก้าอี้

เนิ่นนานผ่านไป เยี่ยอู๋เฉินถึงค่อยๆ เอ่ยปาก น้ำเสียงราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ออก

"อิ่งเอ้อร์ เจ้าคิดว่าธาตุแท้ของคนเรา จะสามารถพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ในชั่วข้ามคืนอย่างนั้นหรือ"

อิ่งเอ้อร์ใจสั่นสะท้าน รีบคิดทบทวนอย่างระมัดระวังก่อนจะตอบ

"เรียนนายท่าน ตามที่ข้าน้อยสืบมา ตลอดสิบกว่าปีนี้พระชายาไม่เคยย่างกรายออกจากเรือนชั้นในของจวนอัครเสนาบดีเลย คนที่ได้พบปะก็มีอยู่อย่างจำกัด ยิ่งไม่มีวี่แววของความผิดปกติใดๆ"

"ส่วนอาการโง่งมของพระนาง หมอชื่อดังในเมืองหลวงก็เคยตรวจดูแล้ว ยืนยันว่าเป็นเพราะพิษไข้ทำลายสมองจริงๆ"

"ตามหลักเหตุผลแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จู่ๆ คนขี้ขลาดและโง่งม จะกลายเป็นคนฉลาดหลักแหลมขึ้นมาได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน"

อิ่งเอ้อร์ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะฝืนพูดต่อ

"บางทีอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นพร้อมกันก็ได้ขอรับ เพราะพฤติกรรมของคนโง่ ก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากอยู่แล้ว"

เยี่ยอู๋เฉินไม่ได้ถามอะไรต่อ และไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อสันนิษฐานของอิ่งเอ้อร์

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เสียงเคาะนิ้วนั้นก็หยุดลงในที่สุด

"ถอยไปได้"

อิ่งเอ้อร์ราวกับได้รับการอภัยโทษ รีบโค้งคำนับ "ขอรับ!"

เยี่ยอู๋เฉินลุกขึ้นยืน เดินมุ่งหน้าไปยังห้องหอที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ

ครั้งนี้ บนใบหน้าของเขาไม่ได้สวมหน้ากากสีเงินอีกต่อไป

แสงจันทร์และแสงโคมไฟจากระเบียงทางเดิน ส่องให้เห็นโครงหน้าอันคมคายและหล่อเหลาอย่างชัดเจน เป็นความงดงามที่สามารถสะกดใจหญิงสาวทุกคนได้

ที่หน้าประตูห้องหอ สาวใช้ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแต่ไกล จึงรีบยืนตั้งแถวรอรับเสด็จ "ถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ"

เสียงหัวเราะหยอกล้อกันภายในห้องยังคงดังแว่วออกมา

เอี๊ยด...

ประตูห้องถูกผลักเปิดออก

แม้แต่เยี่ยอู๋เฉินผู้มีจิตใจแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าและคุ้นเคยกับการเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ ในวินาทีที่เห็นภาพเหตุการณ์ภายในห้อง มุมปากที่เย็นชาเป็นนิจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกอย่างแรง!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 18 - หานลู่ซวงเจียง

คัดลอกลิงก์แล้ว