- หน้าแรก
- หย่าเถอะข้าไม่แคร์ ขอมุ่งหน้าปั้นลูกแฝดสู่ตำแหน่งมหาเศรษฐี
- บทที่ 43 กิจการรุ่งเรือง
บทที่ 43 กิจการรุ่งเรือง
บทที่ 43 กิจการรุ่งเรือง
บทที่ 43 กิจการรุ่งเรือง
เมื่อฤดูทำนามันผ่านพ้น ทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง
ทุกๆ เช้า รถม้าที่มาจากตัวเมืองจะนำหนังหัวหมู ขาหมู และหางหมูมาส่ง จากนั้นก็รับเอาเนื้อพะโล้และเครื่องในพะโล้ถังใหญ่กลับไป
หน้าที่ของแม่ม่ายเซียวเถาฮวาถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน นั่นคือการล้างทำความสะอาดวัตถุดิบทั้งหมดที่จะนำมาทำพะโล้
เพียงแค่งานนี้งานเดียว ก็ทำให้นางยุ่งจนตัวเป็นเกลียวเกือบสี่ชั่วยามแล้ว
เสิ่นชิงอวี๋เริ่มจ่ายค่าจ้างให้นาง โดยรับผิดชอบเรื่องอาหารการกินและที่พักของทั้งสามคนแม่ลูก และให้เงินค่าจ้างอีกวันละสิบอีแปะ
เซียวเถาฮวาซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล สำหรับแม่ม่ายอย่างนาง การจะเลี้ยงดูประคับประคองลูกสองคนให้รอดชีวิตนั้นยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด แต่ยามนี้ไม่เพียงแต่ได้กินข้าวสวยร้อนๆ และเนื้อสัตว์ทุกมื้อ นางยังมีรายได้เป็นเงินค่าจ้างอีกด้วย!
ส่วนหลิวชุ่ยสี่มีหน้าที่ช่วยรดน้ำถั่วงอกในตอนกลางวัน รวมถึงเกี่ยวหญ้าหมู ต้มหัวอาหาร และเลี้ยงหมู
เสื้อผ้าของคนป่วยทั้งสองคนก็ตกเป็นหน้าที่ของหลิวชุ่ยสี่ในการซักทำความสะอาด
ยามที่เสิ่นชิงอวี๋ไม่อยู่บ้าน หลิวชุ่ยสี่ก็จะเป็นคนทำอาหารให้ทุกคนในบ้านทาน
เด็กทั้งสามคนนอกจากจะต้องเรียนหนังสือและเรียนรู้หลักคุณธรรมกับเหวินเช่อแล้ว ก็ยังต้องช่วยทำงานบ้านอีกด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการซักเสื้อผ้า กวาดบ้าน เช็ดโต๊ะ ให้อาหารไก่ ให้อาหารกระต่าย รวมถึงให้อาหารเจ้าลาผอมและม้าสีดำ...
เสิ่นต้าซงฟื้นได้สติกลับมาโดยสมบูรณ์แล้ว ด้วยความช่วยเหลือของยาสมุนไพรและน้ำพุวิญญาณ ไม่นานเขาก็สามารถลุกจากเตียงและเดินเหินไปไหนมาไหนได้
เรื่องนี้ทำให้เฉิงผิงที่ยังคง "นอนเป็นผัก" อยู่บนเตียงรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นล้นพ้น
แถมเสิ่นต้าซงยังพูดจาแทงใจดำเฉิงผิงอีก โดยถามเขาว่า "เจ้าป่วยเป็นโรคอะไรกันรึ? ทำไมขนาดข้ายังหายดีแล้ว แต่เจ้ากลับยังไม่หายอีก?"
"ข้าครั่นเนื้อครั่นตัว ร่างกายอ่อนแอ เลยหายช้ากะมัง"
เฉิงผิงข่มใจไม่ให้กลอกตาใส่
'ถามว่าข้าป่วยเป็นโรคอะไรน่ะรึ?'
'ข้าป่วยเป็นโรคอยากจะเอาชีวิตอดีตรัชทายาทน่ะสิ!'
'และเพราะโรคนี้แหละ เจ้าเซียวอวิ๋นฉี่มันถึงได้แกล้งไม่ยอมให้ข้าหายดีสักที!'
เจ้าม้าสีดำนั่นก็ด้วย!
วันๆ เอาแต่ยอมให้เซียวอวิ๋นฉี่ขี่เข้าขี่ออกอย่างว่าง่าย ราวกับว่ามันเป็นม้าของเซียวอวิ๋นฉี่มาตั้งแต่แรกฉะนั้น
เจ้าสัตว์ทรยศ ลืมเจ้านายเก่า!
ส่วนเสิ่นชิงอวี๋เดินทางเข้าไปในตำบลอีกครั้ง
เสิ่นฉางโส่วเสร็จสิ้นจากงานเรือกสวนไร่นาแล้ว ร้านค้าเล็กๆ ข้างท่าเรือจึงได้ฤกษ์เปิดกิจการในวันนี้
นอกจากข้าวเหนียวปั้นแล้ว ในร้านยังมีเนื้อพะโล้และเครื่องในพะโล้วางขายอีกด้วย
เสิ่นชิงอวี๋เห็นว่าอากาศเริ่มจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ นางจึงทำเนื้อสวรรค์พะโล้แบบแห้งเป็นเส้นๆ ออกมาเพิ่ม
พ่อค้าแม่ค้าที่เดินทางผ่านตำบลเหิงสุ่ยมักจะสัญจรผ่านทางน้ำเป็นหลัก การจะพกพาอาหารชนิดอื่นลงเรือไปก็ดูจะไม่สะดวกนัก แต่เนื้อพะโล้และเครื่องในพะโล้นั้นรสชาติเข้มข้นจัดจ้าน จะกินแบบร้อนหรือแบบเย็นก็ได้ จึงเหมาะที่จะเป็นกับแกล้มเหล้าชั้นยอด
การนั่งเรือเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้เวลาครึ่งค่อนเดือน เนื้อสวรรค์พะโล้แบบแห้งที่เก็บรักษาได้นานและมีรสชาติเข้มข้นจึงเป็นที่นิยมอย่างมาก
วันนี้เป็นวันแรกที่เสิ่นฉางโส่วมาเฝ้าร้าน
หลังจากวุ่นวายอยู่ในร้านมาทั้งวัน เขาก็ถึงกับมึนงงกับจำนวนเงินที่เก็บได้จนลนลานไปหมด!
เพียงแค่วันเดียว ร้านค้าเล็กๆ แค่นี้กลับขายเนื้อพะโล้และเครื่องในพะโล้ได้ถึงร้อยกว่าชั่ง!
กระทั่งเครื่องในหมูที่แม้แต่สุนัขยังไม่ชายตามอง พอกลายเป็นพะโล้แล้วกลับขายได้ถึงชั่งละห้าสิบอีแปะเชียวหรือ?
แถมยังมีคนมารุมซื้อตั้งมากมายขนาดนี้?
คุณพระช่วย สิ่งนี้หากไปซื้อจากเขียงหมู ราคาชั่งละห้าอีแปะก็นับว่าหรูหรามากแล้ว!
ยิ่งหูหมูพะโล้นั่น ราคาสูงถึงชั่งละหกสิบอีแปะเลยทีเดียว?!
ส่วนหนังหัวหมูพะโล้ก็ราคาชั่งละห้าสิบอีแปะเช่นกัน...
แต่พวกพ่อค้าที่มาซื้อกลับพากันร้องบอกว่าราคาถูกแสนถูก!
พวกเขาต่างพากันบอกว่ารสชาติดีเยี่ยม ราวกับรสชาติอาหารจานเด็ดราคาสองตำลึงเงินของร้าน "กุยอวิ๋นโหลว" ในตัวเมืองไม่มีผิด!
ถึงขนาดมีบางคนเหมาซื้อไปทีละหลายชั่ง บอกว่าจะเอาไปฝากญาติสนิทมิตรสหายให้ได้ลิ้มลองของอร่อย...
ส่วนเนื้อสวรรค์พะโล้แบบแห้งที่เพิ่งเปิดตัวในวันนี้ ก็ขายได้ถึงสามสิบกว่าชั่งเลยทีเดียว!
ของสิ่งนี้ยิ่งมีราคาแพงลิบลิ่ว! เสิ่นชิงอวี๋ตั้งราคาขายสูงถึงชั่งละหนึ่งร้อยอีแปะ!
เสิ่นชิงอวี๋นี่กำลังปล้นเงินชัดๆ!
ทว่าที่สำคัญคือ คนพวกนั้นกลับยินดีที่จะให้ปล้นแต่โดยดี!
ค่านิยมและความคิดเดิมๆ ของเสิ่นฉางโส่วถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งตอนที่นั่งอยู่บนเกวียนวัว ดวงตาของเขาก็ยังคงเบิกค้างและเหม่อลอย
"พี่ฉางโส่ว? ท่านเป็นอะไรไปน่ะ?" คนที่เอ่ยถามคือเสิ่นหมั่นโส่ว ลูกชายของท่านอาสามเสิ่น
"หา?" เสิ่นฉางโส่วกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะดึงสติกลับมา
เสิ่นหมั่นโส่วเอ่ยถามซ้ำอีกรอบ
"ไม่มีอะไรหรอก..." เสิ่นฉางโส่วพูดตอบแบบปัดๆ ไป
"ข้าได้ยินมาว่าน้องชิงอวี๋เปิดร้านค้าอยู่ที่ท่าเรือ และวันนี้เป็นวันเปิดร้านวันแรก วันแรกเปิดร้านแล้วกิจการไม่ค่อยดีงั้นหรือพี่?"
เสิ่นฉางโส่วทองมองเขาด้วยสายตาประหนึ่งมองคนโง่ ก่อนจะเคาะถังเปล่าทั้งสามใบให้ดู "เจ้าเอาอะไรมาคิดว่ากิจการไม่ดีกัน?"
เสิ่นหมั่นโส่วจ้องมองถังเปล่าทั้งสามใบอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ "ท่านกำลังจะบอกว่า กิจการดีมากจนขายหมดเกลี้ยงเลยงั้นรึ?!"
"มันก็แน่อยู่แล้ว! ข้ามัวแต่วุ่นอยู่กับการเก็บเงินและขายของ ยุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่จะปลีกตัวไปปัสสาวะเลยด้วยซ้ำ!" เสิ่นฉางโส่วเริ่มอวดอ้าง
"ถังพวกนี้ คงไม่ได้ใส่มาจนเต็มตั้งแต่แรกกระมัง?"
"พูดเล่นไปได้! ข้าขนข้าวเหนียวปั้นมาถังครึ่ง เนื้อพะโล้และเครื่องในพะโล้อีกหนึ่งถัง เนื้อสวรรค์พะโล้แห้งอีกครึ่งถัง ขายหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว!"
"หา..." เสิ่นหมั่นโส่วถึงกับตกตะลึง!
เสิ่นฉางโส่วส่ายหน้าไปมาพลางเอ่ย "ข้าเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมบ้านนางถึงมีเงินสร้างบ้านอิฐหลังคากระเบื้องหลังใหญ่ได้ มีฝีมือระดับนี้ ต่อให้ไม่มีพี่เถี่ยโถวคอยช่วย นางก็ไม่มีวันอดตายหรอก!"
"แล้วทำไมก่อนที่พี่เถี่ยโถวจะกลับมา นางถึงได้ใช้ชีวิตอัตคัดขัดสนขนาดนั้นล่ะ?" เสิ่นหมั่นโส่วพูดแย้งอย่างไม่ใส่ใจ
เสิ่นยู่โส่วคนขับเกวียนวัวเอ่ยแทรกขึ้นมา "ผู้ชายเปรียบเสมือนเสาหลักของบ้านน่ะสิ! ชิงอวี๋คงเป็นเพราะเถี่ยโถวกลับมาแล้ว นางถึงได้มีแก่ใจฮึดสู้หาเงินทองล่ะมั้ง!"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนบนเกวียนต่างก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
มันก็จริงอย่างที่ว่า เสิ่นชิงอวี๋เพิ่งจะเริ่มทำมาค้าขายได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ก็หลังจากที่เซียวอวิ๋นฉี่กลับมานี่แหละไม่ใช่หรือ?!
"ข้านึกออกแล้ว!" เสิ่นหมั่นโส่วตบหน้าขาฉาดใหญ่ "ต้องเป็นพี่เถี่ยโถวแน่ๆ ที่สอนสูตรลับให้นาง! ไม่อย่างนั้นจู่ๆ นางจะไปทำของอร่อยพวกนี้เป็นได้อย่างไรกัน?!"
หลังจากคิดจินตนาการไปเองเป็นตุเป็นตะว่าเซียวอวิ๋นฉี่ไปได้สูตรลับสารพัดมาจากข้างนอก แล้วกลับมาสอนภรรยาหาเงิน เสิ่นหมั่นโส่วก็รู้สึกอิจฉาริษยาขึ้นมาครามครัน!
'หากตัวข้าได้สูตรลับนั้นมาบ้าง คงจะหาเงินทองได้มากมายมหาศาลเหมือนกันใช่ไหมนะ?!'
เสิ่นหมั่นโส่วขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเสิ่นฉางโส่วพลางถามอย่างมีเล่ห์นัย "พี่ฉางโส่ว ท่านกับเมียไปช่วยงานที่บ้านนางทุกวัน แอบจำสูตรลับนั้นมาได้บ้างหรือยัง?"
เสิ่นฉางโส่วได้ยินคำถามชัดเจน เขาตกใจจนแทบจะกระโดดตัวลอยออกจากเกวียน!
"เจ้าพูดจาเลอะเทอะอะไรน่ะ? ข้ากับเมียเป็นคนประเภทนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
คนทั้งเกวียนต่างพากันสะดุ้งตกใจหันมามองพวกรสทั้งสองคน
เสิ่นฉางโส่วและเสิ่นหมั่นโส่วตกอยู่ในความกระอักกระอ่วนใจทันที
"ไม่บอกก็ไม่บอกสิ จะตะโกนร้องเสียงดังทำไมกัน?"
หลังจากตั้งสติได้ เสิ่นฉางโส่วก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ข้ากับเมียถึงจะไปทำงานที่บ้านนางทุกวัน แต่เรื่องสูตรลับเฉพาะนางไม่เคยแพร่งพรายให้ใครรู้เลย ขั้นตอนสำคัญนางก็ไม่เคยให้พวกข้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว และพวกข้าก็ไม่เคยคิดจะเอ่ยปากถามด้วย!"
"พวกข้าสองคนผัวเมียทำงานได้เงินเดือนละหนึ่งตำลึงกว่าๆ เกือบสองตำลึงเงิน แค่นี้พวกข้าก็พึงพอใจมากแล้ว! สิ่งไหนที่ไม่ใช่ของๆ เรา เราก็ไม่ควรไปคิดอยากได้!"
คำพูดนี้เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจตัดขาดความเกี่ยวข้อง และเป็นการตักเตือนอ้อมๆ ไปในตัวด้วย
เสิ่นหมั่นโส่วรู้สึกหน้าแตกและอับอาย ได้แต่แก้เกี้ยวเสียงอ่อย "ข้าก็แค่พูดล้อเล่นไปอย่างนั้นเอง..."
ทางด้านเสาหลักของบ้านอย่างเซียวอวิ๋นฉี่ พอกลับมาถึงบ้าน เขาก็ทำหน้าเคร่งขรึมเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องของเฉิงผิงทันที
"เจ้าคิดจะทำอะไรกับเขาคนนั้นกันแน่?"
เฉิงผิงส่งยิ้มให้ด้วยท่าทีใสซื่อไร้เดียงสา พลางยกมือขวาที่พอจะขยับได้ขึ้นมาประคอง "ข้าอยู่ในสภาพแบบนี้ ท่านคิดว่าข้าจะไปทำอะไรใครได้รึ?"
"อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ! คนของเจ้าเดินทางมาถึงที่นี่แล้วไม่ใช่หรือ?!"
"เหตุใดท่านถึงคิดเช่นนั้นล่ะ?" เฉิงผิงทำหน้าตาประหลาดใจ
"ตั้งแต่ตอนที่ข้าขี่ม้าของเจ้าเข้าตำบลไปตามหมอมารักษาเจ้า คนของเจ้าก็คงจะสะกดรอยตามรอยเกือกม้ามาถึงที่นี่แล้วใช่ไหม?!"
ยามที่เซียวอวิ๋นฉี่เอ่ยถึงเรื่องนี้ แววตาของเขาก็ฉายแววโกรธเคืองราวกับถูกทรยศหักหลัง
ทว่าสีหน้าของเฉิงผิงกลับดูสงบนิ่งขึ้นมา "ในเมื่อเป็นอย่างที่ท่านว่า หากคนของข้ามาถึงที่นี่ตั้งนานแล้ว เหตุใดจนถึงปัดนี้ อดีตรัชทายาทถึงยังคงปลอดภัยดีอยู่ล่ะ? และทำไมตัวข้าถึงยังไม่ยอมจากไปไหน?"
เซียวอวิ๋นฉี่จ้องเขม็งไปที่เขา "เหตุผลข้อนี้แหละ ที่ข้าต้องการจะฟังจากปากของเจ้าเอง!"
เฉิงผิงแค่นเสียงหัวเราะ "นั่นก็เป็นเพราะว่า ข้าไม่ได้มีความคิดที่จะเอาชีวิตเขาน่ะสิ"
"นี่เป็นความต้องการของตัวเจ้าเอง? หรือเป็นความประสงค์ของคนผู้นั้นกันแน่?" เซียวอวิ๋นฉี่ชี้นิ้วขึ้นไปบนหลังคากระท่อมมุงจาก
เฉิงผิงยิ้มออกมาอีกครั้ง "ย่อมเป็นความต้องการของตัวข้าเองอยู่แล้ว หรือท่านคิดหวังจะให้คนผู้นั้นเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ถึงขั้นจะไปรับเขากลับวังเพื่อสละราชบัลลังก์คืนให้รึ?"
หัวใจของเซียวอวิ๋นฉี่คลายความกังวลลงไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดเจ้าถึงยังนอนเป็นผักอยู่ที่นี่อีก?"
เซียวอวิ๋นฉี่ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่า เฉิงผิงที่ติดต่อกับลูกน้องได้แล้ว จะยังถูกพิษสลายกำลังขัดขวางไม่ให้ลุกจากเตียงได้อยู่อีก
เฉิงผิงแสยะยิ้ม "ท่านลองทายดูสิ?"
"ผลัวะ!"
เซียวอวิ๋นฉี่ปล่อยหมัดตรงเข้าใส่ใบหน้าของเฉิงผิงอย่างจัง "ข้าอยากจะต่อยเจ้ามาตั้งนานแล้ว!"
เฉิงผิงไม่ทันตั้งตัว ถูกหมัดหนักๆ ซัดเข้าเต็มเปาจนตาพร่าพราย เลือดกำเดาไหลทะลักออกมาทันที!
เชี่ยเอ๊ย!
ประมาทไปเสียได้!
ไอ้สารเลวคนนี้!
มันกล้าลงไม้ลงมือกับผู้มีพระคุณเชียวรึ!
[จบตอน]