- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 569 ทรยศองค์หญิง
ตอนที่ 569 ทรยศองค์หญิง
ตอนที่ 569 ทรยศองค์หญิง
เขตสิบสามอยู่ห่างจากเขตเก้าพอสมควร
ขบวนเดินทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายมาหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งรุ่งเช้าของวันที่สาม ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเขตชายแดนของเขตเก้า
เสิ่นเช่อพลิกกายลงจากหลังม้า ก้าวยาวๆ ไปที่ข้างรถม้าอย่างรวดเร็ว เขาประนมมือทาบอก ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยพลางเอ่ยด้วยความนอบน้อม
“องค์หญิง ต่อจากนี้พวกเราจะเข้าสู่เขตเก้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ยามนั้นเอง ม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้น
เสิ่นเช่อทอดสายตามองเข้าไปด้วยแววตาคาดหวัง ทว่าภาพที่เห็นกลับเป็นใบหน้าหล่อเหลาที่มีรอยยิ้มยั่วเย้าของเฟิงสิงเหยา สีหน้าของเสิ่นเช่อพลันมืดครึ้มลงทันที
เฟิงสิงเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ท่านเจ้าเขตเสิ่น ทำไมหน้าดำคร่ำเครียดขนาดนั้นเล่า? ระวังจะลมจับเพราะแดดแรงเอาล่ะ”
สีหน้าของเสิ่นเช่อเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม เขาแค่นเสียงหยันในลำคอ
“ข้ามันพวกหยาบกระด้างจนชินแล้ว มิได้บอบบางเฉกเช่นท่านจุนซ่างหรอก”
เฟิงสิงเหยาหัวเราะเบาๆ
“ข้าก็มิได้บอบบางอันใด เพียงแต่เกิดมางดงามเกินไปหน่อย ไม่เหมือนท่านที่หน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้”
เสิ่นเช่อหน้าเขียวคล้ำขึ้นมาทันที เขากลอกตาถลึงใส่เฟิงสิงเหยาอย่างแรง ภายในใจบังเกิดเพลิงโทสะพวยพุ่ง
นี่มันคิดจะมาประชันความงามกับข้าอย่างนั้นหรือ?
ขณะที่เสิ่นเช่อกำลังจะอ้าปากโต้กลับ เฟิงสิงเหยาก็เอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“รบกวนหลีกทางหน่อย ข้าจะลงแล้ว”
เสิ่นเช่อลอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ ทว่าต่อหน้ากลัลมิกล้าแสดงอารมณ์ใดออกมา เขาจำต้องถอยฉากออกไปรักษาระยะห่างอย่างจนใจเพื่อเปิดทางให้เฟิงสิงเหยา
หลังจากเฟิงสิงเหยาลงจากรถม้า เขาก็มิได้เดินจากไปทันที แต่กลับหันกายยืนรออยู่ข้างรถม้าราวกับรอคอยบางอย่าง
ในตอนนั้นเอง ดรุณีน้อยภายในรถม้าก็ค่อยๆ ชะโงกหน้าออกมา ใบหน้าอันงดงามที่แฝงไปด้วยความเย็นชาและสูงส่งของนางปรากฏสู่สายตาทุกคน
นางเตรียมจะก้าวลงจากรถม้า
จังหวะที่นางกำลังจะก้าวลงมา เบื้องหน้าก็มีมือสองข้างยื่นส่งมาให้พร้อมกัน นั่นคือมือของเฟิงสิงเหยาและเสิ่นเช่อ
เสิ่นเยียนชะงักไปชั่วครู่ ขมวดคิ้วมองชายหนุ่มทั้งสองแวบหนึ่ง
เสิ่นเช่อเห็นดังนั้นจึงรีบขยับเข้าไปใกล้ มองเสิ่นเยียนด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง เอ่ยเชื้อเชิญเสียงนุ่ม
“องค์หญิง...”
ส่วนเฟิงสิงเหยากลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มีเพียงดวงตาดอกท้อคู่นั้นที่ทอดมองนางด้วยแววตาตัดพ้อเล็กน้อย
เสิ่นเยียน “......”
นางเอ่ยออกมาด้วยความระอา
“ข้าลงเองได้”
สีหน้าของเสิ่นเช่อไม่เปลี่ยนไปนัก เขารู้จักกาลเทศะจึงยอมถอยไปด้านข้างเพื่อให้เสิ่นเยียนก้าวลงมา
ทว่าเฟิงสิงเหยากลับไม่ยอมดึงมือกลับ หลังจากเสิ่นเยียนก้าวลงมายืนบนพื้นแล้ว นางกลับยื่นมือไปวางทาบลงบนฝ่ามือของเขาเสียอย่างนั้น
เฟิงสิงเหยายกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เขาบีบมือนางเบาๆ พลางใช้นิ้วโป้งลูบไล้หลังมือนางสองสามที
ภาพนั้นยิ่งทำให้เสิ่นเช่อแทบกระอักเลือด สีหน้าดูไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม
เสิ่นเช่อค้อมตัวลงเอ่ยรายงาน
“องค์หญิง ที่นี่คือบริเวณรอบนอกของเขตเก้าพ่ะย่ะค่ะ หากไม่มีป้ายคำสั่งเขตเก้าคอยนำทาง พวกเราจะไม่มีวันเข้าสู่เขตเก้าได้อย่างปลอดภัย”
เสิ่นเยียนหันไปมองเขาถามด้วยความสงสัย “ป้ายคำสั่งเขตเก้า?”
เสิ่นเช่ออธิบาย
“ป้ายคำสั่งเขตเก้าเปรียบเสมือนบัตรผ่านทางพิเศษ ที่ช่วยให้พวกเราผ่านด่านเข้าไปได้อย่างราบรื่น หากไร้สิ่งนี้ โดยปกติแล้วคนนอกก็ทำได้เพียงเสี่ยงชีวิตฝ่าเส้นทางสายเล็กๆ เข้าไปเองพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเยียนถาม
“เจ้ามีมันใช่ไหม?”
เสิ่นเช่อพยักหน้า
“ขอองค์หญิงโปรดวางพระทัย ในมือกระหม่อมมีป้ายคำสั่งอยู่ จะปกป้องความปลอดภัยของพระองค์อย่างสุดกำลังแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเยียนพยักหน้าเบาๆ จากนั้นจึงกวาดสายตามองไปรอบๆ พายุทรายเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด พืชพรรณรอบด้านเริ่มหนาตาและอุดมสมบูรณ์ขึ้น
บนพื้นดินถูกปกคลุมไปด้วยดอกวิสทีเรียสีสันสดใส ดูดุจดั่งมหาสมุทรสีม่วงกว้างใหญ่สุดสายตา
เบื้องหน้าไม่ไกลนัก ปรากฏซุ้มประตูยักษ์โอ่อ่าตระการตา บนซุ้มประตูแขวนแผ่นป้ายจารึกตัวอักษรสามตัวด้วยลายเส้นทรงพลังดุจมังกรเหินว่า : เขตเก้า
ซุ้มประตูนั้นดูเก่าแก่ทรุดโทรม มีร่องรอยการกัดกร่อนของพายุทรายให้เห็นชัดเจน
กลุ่มคนพากันเดินฝ่าทุ่งดอกวิสทีเรียจนมาถึงหน้าซุ้มประตู
เฟิงสิงเหยายืนนิ่ง หันไปกระซิบกับเสิ่นเยียน
“ที่ซุ้มประตูนี้มีค่ายกลติดตั้งอยู่ นามว่า ค่ายกลสองขั้วเป็นตาย ผู้ที่หลงเข้าไป หากดวงไม่ดีพอจะถูกส่งไปถึงเมืองชั้นในโดยตรง ก็มักจะสิ้นใจลงในทันที”
เสิ่นเช่อยิ้มบางเอ่ยแทรกขึ้น
“แต่ถ้ามีป้ายคำสั่งเขตเก้า ทุกอย่างจะราบรื่นไร้อุปสรรคพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นคำ บุรุษทั้งสองก็สบสายตากันแวบหนึ่ง กลิ่นอายดินปืนคุกรุ่นรุนแรงอย่างผิดปกติ
ไม่นาน เสิ่นเยียนก็ดึงความสนใจของทุกคนกลับมา
“ทางเข้าเขตเก้ามีเพียงที่เดียวหรือ?”
เฟิงสิงเหยาตอบ
“ไม่หรอก แต่ที่เปิดเผยโจ่งแจ้งมีเพียงที่นี่ที่เดียวจริงๆ”
เสิ่นเช่อหันมองเสิ่นเยียนด้วยแววตาอ่อนโยน
“องค์หญิง กระหม่อมติดต่อทางนั้นไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อพวกเราไปถึงจะมีคนมาคอยรับรองพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเยียนขานรับเบาๆ “อืม” ไม่รู้ว่านางตอบรับใครกันแน่
เสิ่นเช่อหยิบป้ายคำสั่งเขตเก้าอันเก่าแก่ออกมาจากอกเสื้อ นำไปวางลงบนรอยบุ๋มของซุ้มประตูแล้วกดลงเบาๆ ชั่วพริบตา ค่ายกลทั้งระบบก็เริ่มทำงาน มิติที่เคยสงบนิ่งพลันเกิดคลื่นพลังงานผันผวนอย่างรุนแรง ตามมาด้วยแสงสว่างเจิดจ้าและวังวนขนาดยักษ์ที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ทว่าวังวนแห่งค่ายกลนี้กลับทำให้สีหน้าของเฟิงสิงเหยาและผู้เฒ่าฉิวเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“มีอะไรหรือเปล่า?”
เสิ่นเยียนถาม
เฟิงสิงเหยายิ้มพลางส่ายหน้า แต่มือกลับกระชับฝ่ามือนางแน่นขึ้น
เสิ่นเช่อก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อม ผายมือเชิญเสิ่นเยียน
“องค์หญิง เชิญพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเยียนพยักหน้าก่อนจะเดินเคียงคู่ไปกับเฟิงสิงเหยามุ่งหน้าสู่วังวนมิติ
ส่วนเสิ่นเช่อและผู้เฒ่าฉิวเดินตามหลังไปติดๆ
ผู้เฒ่าฉิวเปรยกับเสิ่นเช่อด้วยน้ำเสียงแฝงความนัย
“เจ้าช่างจงรักภักดีเสียจริงนะ”
เสิ่นเช่อขมวดคิ้วแน่น รู้สึกได้ถึงการเยาะเย้ยที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงนั้น
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“เปล่าไม่มีอะไร”
ผู้เฒ่าฉิวหัวเราะหึๆ สองที
ภายในใจของเสิ่นเช่อพลันบังเกิดความรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาดขึ้นมาขุมหนึ่ง
ยามนั้น เสิ่นเยียนที่อยู่ข้างหน้าก็ได้ยินความผิดปกตินั้นแล้ว นางหันไปมองบุรุษข้างกาย
เฟิงสิงเหยายิ้มละมุนละไม ส่งสายตาปลอบประโลมให้นาง
เสิ่นเยียนเข้าใจทุกอย่างในทันที แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาเยือกเย็น
ก่อนจะก้าวเข้าสู่วังวนมิติ นางหันกลับมามองเสิ่นเช่อแวบหนึ่ง แย้มยิ้มพลางเอ่ยว่า
“เจ้าทำได้ดีมาก”
เสิ่นเช่อชะงักงัน ไม่เข้าใจความหมายในคำชมนั้นนัก
ทว่าหลังจากที่นางและเฟิงสิงเหก้าวเข้าไปในวังวนแล้ว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาอดไม่ได้ที่จะตะโกนสุดเสียง
“องค์หญิง!”
ทางเข้าวังวนเกิดกระแสพลังปั่นป่วนบิดเบี้ยวในชั่วพริบตา ราวกับจะฉีกร่างคนให้แหลกเป็นชิ้นๆ!
เขารีบพุ่งทะยานเข้าไปทันที ทว่ากลับคว้าได้เพียงเศษผ้าที่ถูกพลังมิติฉีกขาดมาได้ชิ้นเดียว... และมันคือเศษผ้าจากชุดของเสิ่นเยียน
ใบหน้าของเสิ่นเช่อเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดผวา เขาก้มมองเศษผ้าในมือ เมื่อนึกถึงประโยคสุดท้ายที่องค์หญิงเอ่ยกับตน หัวใจก็ราวกับถูกมีดกรีดแทงอย่างแรง
เสิ่นเช่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ หันขวับไปมองผู้เฒ่าฉิวทันที
“ทางเข้าค่ายกลมีปัญหา เจ้าล่วงรู้อยู่แล้วใช่ไหม!”
ผู้เฒ่าฉิวทำสีหน้าซื่อตาใส
“โอ้? เจ้าไม่รู้หรอกหรือ? ข้ายังนึกว่าเจ้าตั้งใจจะปองร้ายแม่นางเสิ่นเสียอีก”
เสิ่นเช่อหน้ามืดคล้ำจนแทบจะหยดน้ำหมึกออกมาได้
เขาจะปองร้ายองค์หญิงได้อย่างไร... แต่ทว่าทางเข้านี้ เขากลับเป็นคนเปิดมันเองกับมือ!
เดี๋ยวก่อน!
เสิ่นเช่อก้มมองป้ายคำสั่งในมือ ความจริงบางอย่างวาบเข้ามาในหัว
เป็นพวกมัน... พวกขุนนางเก่าเหล่านั้นที่หลอกเขา!
พวกมันคิดจะทรยศองค์หญิงอย่างนั้นหรือ?!