- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 561 เพียงเพื่อตามหานาง
ตอนที่ 561 เพียงเพื่อตามหานาง
ตอนที่ 561 เพียงเพื่อตามหานาง
เสิ่นเยียนได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็พลันเย็นชาลง
“เจ้าขู่ข้าหรือ?”
“มิกล้า”
เสิ่นเช่อก้มหน้าลง
“เพียงแต่ข้ารอองค์หญิงมาเนิ่นนาน ทว่าพอท่านมาถึงกลับคิดจะทอดทิ้งข้า แล้วข้าเป็นตัวอะไรในสายตาของท่าน?”
บนใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเย็นชาและแข็งกร้าวของเขา บัดนี้กลับเผยแววน้อยใจออกมาสายหนึ่ง
เขาเอื้อมมือไปดึงคอเสื้อให้เปิดออก เผยให้เห็นตราประทับสีชาดสดราวกับเลือดบริเวณไหปลาร้า เขาเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีดำขลับลึกล้ำจ้องมองเสิ่นเยียนพลางเอ่ยทีละคำ
“ร่างกายของข้ามีรอยประทับที่เป็นของท่าน แม้แต่แซ่ของข้า ท่านก็เป็นคนมอบให้... ดัง นั้นข้าคือคนของท่าน เป็นเช่นนี้มาตั้งนานแล้ว”
เมื่อสิ้นคำ รอบด้านก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
แม้แต่ไจ๋อวี้โส่วและคนอื่นๆ ที่รีบร้อนตามมา เมื่อเห็นภาพนี้ก็ถึงกับชะงักค้าง
สายตาของเฟิงสิงเหยาจับจ้องไปที่ตราประทับสีชาดของเสิ่นเช่อ ไอสังหารอันมืดมนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เขารู้ดีว่า... นี่คือเรื่องจริง มิเช่นนั้นนางคงไม่ปฏิเสธชายผู้นี้ในทันที
เขาหันไปมองเด็กสาวข้างกาย
เสิ่นเยียนสีหน้าเคร่งขรึม
“เจ้าแน่ใจหรือว่ารู้เบาะแสของพวกเขา? แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการที่ข้ายกเลิกงานหมั้น?”
นางไม่ยอมให้เสิ่นเช่อจูงจมูก แต่กลับมีความคิดเป็นของตนเอง
เสิ่นเช่อตกอยู่ในความเงียบ
เสิ่นเยียนกล่าวเรียบๆ
“ลุกขึ้นเถอะ เรื่องหมั้นต้องยกเลิก ส่วนเรื่องของพวกเขา เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลัง”
นางคือองค์หญิงใหญ่เสิ่นเคอ ทว่าในขณะเดียวกันก็นางก็หาใช่เสิ่นเคอเพียงอย่างเดียว
เพราะตอนนี้นางคือเสิ่นเยียน
นางไม่ได้ยึดติดกับสัญญาหมั้นหมายเมื่อแปดร้อยกว่าปีก่อนขนาดนั้น สิ่งเดียวที่นางอยากสืบให้กระจ่างคือ สาเหตุที่แท้จริงของการหายตัวไปอย่างลึกลับของคนสายเลือดตรงสกุลเสิ่นในอดีต
นางตามหาสาเหตุได้ นางแก้แค้นให้ราชวงศ์เทียนโจวได้ แต่นางจะไม่ยึดติดกับเรื่องแต่งงาน
กล่าวจบ เสิ่นเยียนก็หันไปมองเฟิงสิงเหยา
“ข้าอธิบายให้ท่านฟังได้”
เฟิงสิงเหยาจ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะจงใจเอ่ยถามประโยคหนึ่ง
“เจ้ารักข้าหรือไม่?”
เสิ่นเยียนชะงักไปเล็กน้อย
“รัก”
“อืม”
เขาตอบรับเบาๆ สีหน้าเรียบเฉยดูไม่ใส่ใจนัก
แต่เสิ่นเช่อที่เป็นบุรุษด้วยกัน กลับมองแผนการของเฟิงสิงเหยาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาตั้งใจ
เหตุใดองค์หญิงถึงเดินร่วมทางกับคนพรรค์นี้?
หากเขาสืบมาไม่ผิด ท่านจุนซ่างผู้นี้มาจาก...
ในตอนนั้นเอง เฟิงสิงเหยาราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาของเขา เสิ่นเช่อค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
สายตาของทั้งสองปะทะกันกลางอากาศจนดูเหมือนจะมีประกายไฟสาดกระเด็น
เสิ่นเยียนมองเห็นความปรปักษ์ระหว่างคนทั้งคู่
“องค์หญิง ท่านมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
เสิ่นเช่อถอนสายตากลับพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย
เฟิงสิงเหยาหัวเราะในลำคอ
“พวกเราจะมาหาเจ้าด้วยกัน”
สีหน้าเสิ่นเช่อแข็งค้างไปเล็กน้อย ดูประหลาดใจกับคำตอบนี้
เฟิงสิงเหยาถอนหายใจเบาๆ
“ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อข้าคือบุรุษที่องค์หญิงของพวกเจ้าปักใจรัก นางไม่อาจห่างจากข้าได้แม้แต่เค่อเดียว”
ทุกคน
“......”
อืม... กลิ่นอายชาเขียวฟุ้งกระจายเลยทีเดียว
เสิ่นเช่อยิ้มบาง
“ก็ไม่รู้ว่าเป็นใครกันแน่ ในตอนที่องค์หญิงตกอยู่ในอันตราย ยังมีอารมณ์สุนทรีย์ไปชื่นชมหญิงงาม”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา บรรยากาศก็เยือกแข็งลงในพริบตา
ทุกคนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายจากร่างของท่านจุนซ่างจนพากันสั่นสะท้าน พวกเขาไม่อยากจินตนาการเลยว่า หากท่านจุนซ่างพิโรธ ผลลัพธ์จะเลวร้ายเพียงใด
ทว่าเฟิงสิงเหยากลับไม่ได้โกรธเคือง
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย มุมปากยังคงประดับรอยยิ้มบางๆ
“เจ้าจะไปรู้อะไร ข้าตามหาหญิงงามไปทั่ว ก็เพื่อตามหานางเพียงคนเดียวเท่านั้น”
กลิ่นอายกดดันแผ่ซ่าน ทำให้ทุกคนเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูเหมันต์ แม้แต่ไจ๋อวี้โส่วก็ไม่กล้าสอดปาก ด้วยเกรงว่าจะทำให้ท่านจุนซ่างขุ่นเคือง
เสิ่นเยียนหันไปมองเฟิงสิงเหยาแล้วเอ่ยขึ้น
“ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฟิงสิงเหยาจึงยอมลดลาวาศอกลงบ้าง
เขายื่นมือไปหานาง
เสิ่นเยียนหลุบตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ที่แข็งแกร่งของเขา
นางอดไม่ได้ที่จะเย้าเสียงเบา
“ยังทำตัวเป็นเด็กไปได้”
นางขีดเส้นแบ่งกับเสิ่นเช่อชัดเจนขนาดนี้แล้ว เขายังจะมีอะไรให้ต้องหึงหวงอีก
คำพูดนี้ทำเอาเฟิงสิงเหยาไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน เขาขยับเข้าไปกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ข้าเพิ่งเคยรักใครเป็นครั้งแรก เจ้าช่วยอดทนยอมรับข้าหน่อยไม่ได้หรือ? การที่ข้าไม่ฆ่าเขา ถือว่าข้าอดทนถึงขีดสุดแล้วนะ เขายังยั่วยุข้าครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นบุรุษคนไหนก็ทนไม่ได้หรอกกระมัง?”
พูดไปพูดมา เขากลับเป็นฝ่ายรู้สึกน้อยใจเสียเอง
เสิ่นเยียนนิ่งคิดอยู่สองวินาทีก่อนจะยอมรับ
“อืม ข้าผิดเอง”
เมื่อได้ยินคำนี้ ความมืดมนตรงหว่างคิ้วของเฟิงสิงเหยาก็จางหายไปทันที เขาค่อยๆ กุมมือของเสิ่นเยียนแน่นขึ้น เก็บซ่อนไว้ในฝ่ามืออย่างหวงแหน
เขาหันไปมองไจ๋อวี้โส่วแล้วกล่าวว่า
“หญิงงามไม่ต้องหาแล้ว”
ไจ๋อวี้โส่วได้ยินก็แอบดีใจ
ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก เขาก็ได้ยินเสียงของท่านจุนซ่างดังขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
“แต่พวกเจ้าหลอกลวงข้าจริงๆ ข้าผู้นี้ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก จะทำอย่างไรดีเล่า?”
สีหน้าของไจ๋อวี้โส่วเปลี่ยนไปทันควัน เขารีบคุกเข่าลงอย่างสั่นเทา
เมื่อคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าตามอย่างรู้งาน ก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว
มีเพียงคนเดียวที่ไม่ยอมคุกเข่า
นั่นคือเสิ่นเช่อ
เฟิงสิงเหยาไม่ได้ถือสาหาความ อย่างไรเสียอาเยียนก็ยังอยู่ที่นี่
หากอาเยียนไม่อยู่ เสิ่นเช่ออยากจะไม่คุกเข่าก็คงไม่ได้เลือกเองแล้ว
“ขอท่านจุนซ่างโปรดอภัย!”
ไจ๋อวี้โส่วเอ่ยขอความเมตตา
เฟิงสิงเหยายิ้มเย็น
“โทษตายละเว้นได้ แต่โทษเป็นยากจะหนีพ้น พวกเจ้าไม่คิดจะแสดงความจริงใจหน่อยหรือ?”
ใบหน้าของไจ๋อวี้โส่วซีดเผือด
ในใจเขาเคียดแค้น แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันรับคำ
“ผู้ใต้บังคับบัญชารับบัญชา!”
กล่าวจบ เขาก็รวบรวมพลังตบเข้าที่หน้าอกของตนเองอย่างแรง!
ปัง!
“พรวด!”
ไจ๋อวี้โส่วกระอักเลือดออกมาหลายคำ ใบหน้าซีดเซียว ร่างกายสั่นสะท้านโอนเอน
เมื่อทุกคนเห็นดังนั้นก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะเริ่มลงมือทำตาม
ผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนที่อยู่ในลานต่างก็บาดเจ็บสาหัส ลมปราณปั่นป่วน หวาดกลัวจนตัวสั่น
สายตาของเฟิงสิงเหยาฉายแววชั่วร้ายและกระหายเลือด เขายกมุมปากขึ้น
“บางคน จนถึงตอนนี้ก็ยังคิดจะหลอกลวงข้าอยู่ ดังนั้น”
ชั่วพริบตานั้น เสียงระเบิด ปัง ปัง ปัง ก็ดังขึ้น! หลายคนถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวบีบอัดจนร่างระเบิด กลายเป็นบุปผาโลหิตในทันที
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นไปทั่วพื้น
ม่านตาของทุกคนหดเกร็ง หมอบกราบอยู่บนพื้นด้วยความตื่นตระหนก ริมฝีปากสั่นเทาจนพูดไม่ออก
ในความหวาดกลัวนั้น พวกเขายังนึกขอบคุณตัวเองที่ไม่ได้แสร้งทำตอนลงมือทำร้ายตัวเองเมื่อครู่
ถือว่ารักษาชีวิตเอาไว้ได้
เมื่อเสิ่นเช่อเห็นภาพนี้ สีหน้าก็หมองคล้ำลง ในใจประเมินความแข็งแกร่งของท่านจุนซ่างผู้นี้ใหม่ เขาแข็งแกร่งกว่าที่คิดไว้มาก
เฟิงสิงเหยาจูงมือเสิ่นเยียนเดินออกจากเรือนไปอย่างไม่รีบร้อน
แผ่นหลังของทั้งคู่ดูเหมาะสมกันอย่างยิ่ง
ทว่าหลังจากที่พวกเขาลับตาไป สีหน้าของไจ๋อวี้โส่วก็ย่ำแย่ถึงขีดสุด เขากวาดสายตาอันเฉียบคมไปที่เสิ่นเช่อทันที
“เสิ่นเช่อ เจ้ากล้าหลอกข้าอย่างนั้นหรือ?!”
เสิ่นเช่อกล่าวอย่างใจเย็น
“นางคือคู่หมั้นของข้า ไม่ใช่หญิงงามที่นำมาถวายแด่ท่านจุนซ่าง”
ความหมายคือ เขาไม่ได้โกหก
“คู่หมั้น? ตกลงเจ้ามีคู่หมั้นกี่คนกันแน่?”
ไจ๋อวี้โส่วดวงตาหรี่ลง สายตาเต็มไปด้วยการจับผิด
เขาส่งเสียงหัวเราะเยาะอย่างชั่วร้าย
“นางก็เป็นสายเลือดตรงของราชวงศ์เทียนโจวด้วยใช่หรือไม่?”
เมื่อเสิ่นเช่อได้ยิน สีหน้าก็ยังคงราบเรียบไม่เปลี่ยน
“ไม่นึกเลยว่าจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง...”
ไจ๋อวี้โส่วทอดถอนใจ สายตาจับจ้องที่เสิ่นเช่อ
“เสิ่นเช่อ สตรีในนครเขตที่เก้าผู้นั้น ไม่ใช่ว่าอ้างตนว่าเป็นคู่หมั้นของเจ้าหรอกหรือ? ข้าจำนางได้นะ นางก็เป็นคนสายเลือดตรงของราชวงศ์เทียนโจวนี่นา!”
“แถมยังเป็นองค์หญิงองค์สุดท้ายของราชวงศ์เทียนโจว... เสิ่นเคอ เสียด้วย!”