- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 551 เสิ่นเยียนหายตัวไป
ตอนที่ 551 เสิ่นเยียนหายตัวไป
ตอนที่ 551 เสิ่นเยียนหายตัวไป
เจียงเสียนเยวี่ยหน้าเสีย นางรีบยื่นมือไปคว้าจับชีพจรของเสิ่นเยียนทันที
ขณะเดียวกัน เวินอวี้ชูก็สังเกตเห็นกระดิ่งสีดำลูกนั้นเช่นกัน เขามั่นใจว่ามันต้องเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญจึงหมายจะเก็บมา ทว่าเพียงแค่เอื้อมมือไปคว้า กระดิ่งสีดำลูกนั้นกลับมลายหายไปต่อหน้าต่อตา!
"เยียนเยียน!"
เจียงเสียนเยวี่ยกรีดร้องเรียกด้วยความกังวล
ทุกคนต่างหันมองตามเสียง ทว่าภาพที่เห็นกลับมีเพียงความว่างเปล่า... เสิ่นเยียนที่เพิ่งถูกหมอกดำพันธนาการไว้เมื่อครู่ บัดนี้ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นดึงดูดคนกลุ่มใหญ่ให้รุดมายังที่เกิดเหตุ ทั้งตงจู๋เสวี่ย ผู้อาวุโสหก รวมถึงจิงจื่อเชียนนายน้อยนิกาย เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ย และศิษย์คนอื่นๆ ทว่าสิ่งที่พวกเขาพบมีเพียงความว่างเปล่า เสิ่นเยียนไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
"ผู้อาวุโสสาม ผู้อาวุโสหก เยียนเยียนหายไปแล้ว!"
สีหน้าของจูเก๋อโย่วหลินย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อจ้าวหม่านจนตัวลอย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธจัดจนแทบคลั่ง "จ้าวหม่าน! แกทำอะไรกับเยียนเยียนกันแน่?"
ด้านฉือเยว่เองก็สลัดท่าทีเกียจคร้านทิ้งไป นัยน์ตาสาดประกายสังหารจ้องเขม็งไปที่จ้าวหม่าน น้ำเสียงเย็นเฉียบเสียดแทงถึงกระดูก
"เยียนล่ะ?"
อวี่ฉางอิงปรี่เข้าไปกระชากตัวจูเก๋อโย่วหลินออก ก่อนจะลงมือบีบคอจ้าวหม่านด้วยตัวเอง นางออกแรงกดอย่างรุนแรงจนอีกฝ่ายแทบจะขาดใจตาย ใบหน้าดงามของหญิงสาวประดับด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ชวนให้คนมองรู้สึกขนหัวลุก
"พี่ชายที่แสนดี... บอกน้องสาวคนนี้มาซิว่าเจ้าทำอะไรกับเยียนเยียน?"
จ้าวหม่านถูกบีบคอจนหน้าเขียวหน้าแดง ลมหายใจเริ่มขาดห้วง ทว่าเขากลับหวาดกลัวเกินกว่าจะกล้าขัดขืน ทำได้เพียงเบิกตามองอวี่ฉางอิงอย่างเสียขวัญ
อวี่ฉางอิงยิ่งเพิ่มแรงบีบที่ลำคอ สีหน้าของจ้าวหม่านแปรเปลี่ยนจากแดงก่ำเป็นม่วงคล้ำ ดูท่าคงจะสิ้นลมในอีกไม่กี่อึดใจ
"อย่าเพิ่งฆ่าเขา"
เผยซู่เอ่ยขัดขึ้นมา
"เราต้องรู้ก่อนว่าเยียนเยียนอยู่ที่ไหน"
เมื่อได้ยินดังนั้น อวี่ฉางอิงจึงยอมคลายมือลงเล็กน้อยพอให้จ้าวหม่านได้หอบหายใจ ทว่าสายตายังคงเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
"พูดมา... หากยังอยากมีชีวิตอยู่จนถึงเช้าวันพรุ่งนี้"
จ้าวหม่านหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ กว่าจะตั้งสติได้ก็แสนยากเย็น
ทว่าเขากลับไม่ได้ปริปากบอกเบาะแสของเสิ่นเยียนตามที่กลุ่มอสุราต้องการ แต่กลับหันไปร่ำร้องต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งสองแทน
เขาแค่นหัวเราะหยัน
"ผู้อาวุโสสาม ผู้อาวุโสหก! พวกท่านเห็นหรือไม่ว่าคนพวกนี้กล้าลงมือโหดเหี้ยมกับศิษย์ร่วมสำนักเพียงใด! ต้องลงโทษให้หนัก ห้ามละเว้นเด็ดขาด! อีกอย่าง... ข้าจะไปรู้เบาะแสของเสิ่นเยียนได้ยังไง? พอโผล่มาก็โยนขี้ให้ข้าทันที ช่างน่าขันสิ้นดี! ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นพวกมันเองนั่นแหละที่อิจฉาเสิ่นเยียนจนจงใจทำร้ายนาง แล้วค่อยมาป้ายสีข้า!"
สิ้นคำพูดนั้น จิตสังหารของเหล่าสหายอสุราก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
เมื่อเห็นแววตาอำมหิตของคนกลุ่มนั้น จ้าวหม่านก็เริ่มขวัญเสีย เขาตัดสินใจวิ่งหนีไปหาผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสหกเพื่อขอความคุ้มครองทันที
ทว่า
เพียงก้าวออกไปได้ก้าวเดียว เถาวัลย์สีดำทมิฬหลายเส้นก็พุ่งทะลวงผ่านร่างของเขาไปประดุจสายฟ้าฟาด!
ฉีด! เลือดสดสาดกระเซ็นไปทั่ว!
เหตุการณ์พลิกผันที่เกิดขึ้นในพริบตาทำเอาศิษย์รอบข้างตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
"พะ...พวกแก..."
จ้าวหม่านนัยน์ตาเบิกโพลง เลือดไหลทะลักออกจากมุมปาก เขามองไปทางพวกของฉือเยว่ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
นัยน์ตาของฉือเยว่พลันเปลี่ยนเป็นสีเขียววาบ เขาเอ่ยย้ำทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"เอา...ตัว...เยียน...คืนมา"
จิงจื่อเชียนที่เพิ่งได้สติจากความตกตะลึงก็ระเบิดอารมณ์โกรธออกมาทันที
"พวกเจ้าจะทำอะไร? คิดจะก่อกบฏหรือไง!"
เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยก้าวออกมาข้างหน้าพลางเอ่ยเสียงเย็น
"พวกเจ้ากล้าลงมือกับศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักโดยไม่สนถูกผิดแบบนี้ นี่กะจะบิดเบือนความจริงหรือคิดจะฆ่าปิดปากกันแน่?"
พูดจบนางก็หันไปทางผู้อาวุโสหกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ผู้อาวุโสหก เรื่องที่ศิษย์น้องเสิ่นหายตัวไปนั้นประหลาดลี้ลับนัก ทว่าการที่คนพวกนี้บังอาจสังหารศิษย์น้องจ้าวต่อหน้าต่อตาผู้อาวุโส ถือเป็นการละเมิดกฎสำนักอย่างร้ายแรง..."
สีหน้าของผู้อาวุโสหกดูสับสนและซับซ้อน สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
"พวกเจ้านี่มัน... เหลวไหลกันใหญ่แล้ว!"
จากนั้นเขาก็ส่งเสียงสั่งการ
"แพทย์โอสถ! เร็วเข้า รีบมาดูอาการจ้าวหม่าน!"
จิงจื่อเชียนมองพวกฉือเยว่ด้วยสายตาเย็นชา
"พวกเจ้าบังอาจฝ่าฝืนกฎสำนักอย่างโจ่งแจ้ง เรื่องนี้ต่อให้ผู้อาวุโสฉีออกหน้ามาเอง ก็คุ้มครองพวกเจ้าไม่ได้!"
ศิษย์สำนักเฉียนคุนคนอื่นๆ ต่างพากันส่งเสียงสนับสนุน
ขณะนี้ ผู้อาวุโสฉีได้พาศิษย์บางส่วนล่วงหน้าออกไปจากแดนลับจักรพรรดิหลิงแล้ว ส่วนคนที่เหลือล้วนอออยู่ตรงทางออก หากไม่ใช่เพราะเสิ่นเยียนหายตัวไปอย่างกะทันหัน ทุกคนคงออกจากแดนลับไปนานแล้ว
ในตอนที่ศิษย์สองสามคนกำลังจะเข้าไปตัดเถาวัลย์เพื่อช่วยจ้าวหม่านนั้นเอง
เสียงของเจียงเสียนเยวี่ยก็ดังแทรกขึ้น
"จ้าวหม่าน... ทางที่ดีเจ้าควรบอกที่อยู่ของเยียนเยียนมาเดี๋ยวนี้!"
ทุกคนเห็นเพียงเจียงเสียนเยวี่ยที่ยืนตระหง่านด้วยสีหน้าเย็นเฉียบ รังสีความกดดันที่แผ่ออกมาทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปตอแยด้วย
อวี่ฉางอิงเหยียดยิ้มมุมปาก
"เสิ่นเยียนหายไปแบบนี้ จ้าวหม่านไม่มีทางรอดพ้นความเกี่ยวข้องไปได้ พวกเจ้าอยากจะปกป้องมัน แล้วเยียนเยียนของพวกเราล่ะ? พวกเจ้าเคยแยแสบ้างไหมว่านางจะเป็นตายร้ายดียังไง? นางไม่ใช่พี่น้องร่วมสำนักของพวกเจ้าหรือไง? พวกเราน่ะยอมรับบทลงโทษได้ แต่ไอ้สวะนี่ต้องคายที่อยู่ของเยียนเยียนออกมา! ไม่อย่างนั้น... ต่อให้ต้องแหกกฎสำนักอีกสักครั้งจะเป็นไรไป!"
แววตาของจ้าวหม่านวูบไหวด้วยความลนลาน เขาฝืนทนต่อความเจ็บปวดแล้วระเบิดพลังวิญญาณออกมาสั่นสะเทือนจนเถาวัลย์ฉีกขาด ร่างของเขางองุ้มด้วยความเจ็บปวด เลือดทะลักออกจากปากไม่หยุด
เขากัดฟันตะคอกกลับ
"พวกแกมันก็แค่พวกชอบใส่ร้าย!"
ตราบใดที่เขาปากแข็งยืนกรานว่าไม่รู้เรื่อง ใครจะทำอะไรได้?
อีกอย่าง ป่านนี้เสิ่นเยียนคงถูกส่งไปยังที่แห่งนั้นแล้ว!
ต่อให้พวกมันคิดจะตามไปช่วย ก็คงจะ...
น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้!
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสสามตงจู๋เสวี่ยที่มีสีหน้าอึมครึมมาตลอดก็เอ่ยขัดขึ้นเสียงเข้ม
"พอได้แล้ว!"
จ้าวหม่านคิดว่าผู้อาวุโสสามจะออกหน้าป้องตน จึงแอบดีใจอยู่ลึกๆ แต่บนใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็นผู้น่าสงสาร
"ผู้อาวุโสสาม ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้านะขอรับ! คนพวกนี้มันบ้าไปแล้ว!"
ตงจู๋เสวี่ยจ้องมองจ้าวหม่านด้วยสายตาคมกริบราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงข้างใน
"เสิ่นเยียนอยู่ที่ไหน?"
จ้าวหม่านถึงกับชะงัก
คนอื่นๆ เองก็พากันงุนงงไปตามๆ กัน
ตงจู๋เสวี่ยก้าวเท้าเข้าไปประชิดจ้าวหม่านทีละก้าว น้ำเสียงเย็นเยียบถึงขีดสุด
"เปิ่นจั๋วถามว่า... เสิ่นเยียนอยู่ที่ไหน? หากเจ้าไม่พูด เปิ่นจั๋วจะใช้วิชาค้นวิญญาณกับเจ้าเดี๋ยวนี้!"
จ้าวหม่านหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตะลึง เขาไม่คาดคิดเลยว่าผู้อาวุโสสามจะกล้าลั่นวาจาเช่นนี้! การที่ผู้อาวุโสจะใช้วิชาค้นวิญญาณกับศิษย์นั้นถือเป็นเรื่องต้องห้ามร้ายแรง ยกเว้นเสียแต่ว่าศิษย์ผู้นั้นจะก่อความผิดที่ไม่อาจชดใช้ได้จริงๆ...
เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยเห็นท่าไม่ดีจึงรีบแย้ง
"ผู้อาวุโสสาม ทำแบบนี้จะไม่เป็นการทำผิดกฎสำนักหรือเจ้าคะ?"
ผู้อาวุโสหกได้สติก็รีบเข้าไปกระซิบเตือนตงจู๋เสวี่ย
"จู๋เสวี่ย ใจเย็นก่อน เรื่องนี้วู่วามไม่ได้นะ!"
ที่สำคัญ จ้าวหม่านคนนี้เป็นถึงบุตรชายของผู้อาวุโสรอง!
หากตงจู๋เสวี่ยใช้วิชาค้นวิญญาณกับเขาจริงๆ นั่นเท่ากับเป็นการประกาศศึกกับผู้อาวุโสรองชัดๆ
ทว่าตงจู๋เสวี่ยกลับเมินคำเตือนของผู้อาวุโสหก นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"จ้าวหม่าน เจ้าอย่าคิดว่าเปิ่นจั๋วจะโง่เขลาจนโดนคำลวงไม่กี่คำของเจ้าปั่นหัวได้ วันนี้หากไม่ยอมพูดความจริงออกมา ก็อย่าหาว่าเปิ่นจั๋วไร้เมตตา!"
แววตาของนางเย็นยะเยือกแฝงไปด้วยอำนาจอันน่าเกรงขามจนคนรอบข้างรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
จ้าวหม่านหน้าถอดสี เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก แววตาฉายชัดถึงความประหม่าและความผิดที่ซุกซ่อนไว้
เขากัดฟันแน่น ยืนกรานคำเดิม
"ข้า... ข้าไม่ได้ทำอะไรจริงๆ!"
ตงจู๋เสวี่ยหรี่ตาลงพลัน แค่นหัวเราะในลำคอ
"ถ้าอย่างนั้น... ก็อย่าหาว่าเปิ่นจั๋วใช้วิชาค้นวิญญาณกับเจ้าก็แล้วกัน!"