- หน้าแรก
- คัมภีร์กระบี่มหาวิถี
- บทที่ 45 - แม่นางน้อยผู้นั้น... เกิดเรื่องแล้ว!
บทที่ 45 - แม่นางน้อยผู้นั้น... เกิดเรื่องแล้ว!
บทที่ 45 - แม่นางน้อยผู้นั้น... เกิดเรื่องแล้ว!
บทที่ 45 - แม่นางน้อยผู้นั้น... เกิดเรื่องแล้ว!
บนตั่งนุ่ม
อาส่าหลับสนิท ทว่าเมื่อดูจากขนตาที่สั่นระริกไม่หยุดหย่อน อาการของนางในยามนี้เห็นได้ชัดว่าผิดปกติไปบ้าง
"น้องชาย" เมื่อเห็นกู้หานกลับมา มู่หรงชวนก็ถอนหายใจ "แม่นางน้อยผู้นี้มีอาการแปลกไป พลังวิญญาณของนางดูเหมือนจะ..."
"นี่คืออาการวิญญาณพร่อง" กู้หานประคองอาส่าขึ้นมา หยิบโอสถเม็ดสุดท้ายออกมา ป้อนเข้าปากนางอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งเห็นสีหน้าเจ็บปวดของนางทุเลาลง เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก "จำเป็นต้องเติมเต็มพลังวิญญาณอยู่ตลอดเวลา"
"หืม?" เมื่อเห็นโอสถสีทองเม็ดนั้น รูม่านตาของมู่หรงชวนก็หดเกร็งลง เขาเสียอาการอย่างที่หาได้ยากยิ่ง "โอสถเม็ดนี้..."
"นี่คือโอสถที่หมอผีหลอมขึ้นกับมือ" กู้หานไม่คิดจะปิดบังเขา "เป็นของที่ผู้อาวุโสเซวียมอบให้เมื่อวันนั้น"
"เซวียเม่า?" มู่หรงชวนชะงักไป "เจ้ารู้จักเขางั้นหรือ?"
"นี่คือชื่อของผู้อาวุโสเซวียหรือ? ถูกต้อง ข้าเคยพบเขาอยู่หลายครั้ง"
"โอสถเม็ดนี้..." สีหน้าของมู่หรงชวนดูแปลกไปเล็กน้อย "ข้าพอจะรู้แล้วว่ามันมาได้อย่างไร"
"ผู้อาวุโสทราบหรือ?"
"ปีนั้น" มู่หรงชวนทอดถอนใจ "ตอนที่บรรพชนออกเดินทาง เกิดอุบัติเหตุจนพลัดตกลงไปในแดนอันตราย รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด และยังได้นำสมุนไพรวิเศษที่แปลกประหลาดต้นหนึ่งกลับมาด้วย สรรพคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสมุนไพรวิเศษต้นนั้น... ก็คือการบำรุงวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์ บรรพชนถือมันเป็นดั่งของล้ำค่า เก็บซ่อนไว้ในคลังสมบัติของตระกูลอย่างลับๆ ไม่เคยให้ผู้ใดได้เห็นเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่..."
"หมอผีหรือ?" กู้หานใจเต้นระรัว "สมุนไพรวิเศษนั่นตกไปอยู่ในมือเขาหรือ?"
"ถูกต้อง" มู่หรงชวนยิ้มขื่น "โอสถในมือของน้องชาย คงจะเป็นหมอผีที่นำสมุนไพรวิเศษต้นนั้นไปหลอมขึ้นมา"
"แต่ว่า..." กู้หานไม่เข้าใจเล็กน้อย "ไม่ใช่บอกว่าผู้อาวุโสมู่หรงถือมันเป็นของล้ำค่าหรอกหรือ เหตุใดถึงตัดใจมอบให้หมอผีได้ล่ะ?"
"ย่อมไม่ตัดใจอยู่แล้ว" มู่หรงชวนเอ่ยอย่างจนปัญญา "แต่หมอผีใช้ป้ายคำสั่งมาข่มขู่ ต่อให้บรรพชนจะเสียดายเพียงใด ก็ไม่อยากผิดคำสาบาน จึงทำได้เพียงมอบสมุนไพรวิเศษนั่นให้เขาไป"
"อะไรนะ!" กู้หานชะงัก "ป้ายคำสั่ง?"
"ถูกต้อง ป้ายคำสั่งที่หมอผีถือครองอยู่ ก็คือป้ายคำสั่งแผ่นที่แปด! จะว่าไป ตั้งแต่เกิดเรื่องนั้นขึ้น บรรพชนก็เสียเปรียบครั้งใหญ่ จึงไม่เคยมอบป้ายคำสั่งให้ผู้ใดอีกเลย ส่วนป้ายในมือเจ้านั้น... ถือเป็นเรื่องบังเอิญล้วนๆ"
"..." กู้หานนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ
เรื่องราวบนโลกใบนี้ ช่างบังเอิญเสียจริง
"ตามที่บรรพชนกล่าวไว้" มู่หรงชวนปรายตามองเขา "สมุนไพรวิเศษต้นนั้นหาได้ยากยิ่งในใต้หล้า และโอสถที่หลอมมาจากมัน ยิ่งมีสรรพคุณเหนือชั้น! ดูจากความมหัศจรรย์ของโอสถเม็ดนี้แล้ว หากผู้ที่อยู่ในระดับเบิกวิญญาณกลืนกินเข้าไปสักเม็ด เกรงว่าคงทะลวงผ่านระดับย่อยได้หลายขั้นติดต่อกัน ช่วยประหยัดเวลาฝึกฝนไปได้ไม่รู้กี่ปี มูลค่าของโอสถเม็ดนี้ ไม่อาจประเมินด้วยผลึกปราณได้อีกต่อไป! คิดไม่ถึงเลยว่า เขาจะยอมมอบโอสถล้ำค่าถึงเพียงนี้ให้เจ้า ดูท่าความสัมพันธ์ระหว่างเซวียเม่ากับเจ้า คงไม่ธรรมดาเสียแล้ว!"
มาถึงตอนนี้
กู้หานถึงได้เข้าใจอย่างแท้จริง ว่าน้ำใจของหมอเทวดาเซวียนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด!
"ผู้อาวุโส" เขาฝังความซาบซึ้งใจนี้ไว้เบื้องลึก ก่อนจะเอ่ยถาม "ไม่ทราบว่าสมุนไพรวิเศษเช่นนี้ ตระกูลมู่หรง... ยังมีอีกหรือไม่?"
"ไม่มีแล้ว" มู่หรงชวนส่ายหน้า "สมุนไพรวิเศษที่สามารถบำรุงวิญญาณได้ เดิมทีก็หายากยิ่งอยู่แล้ว หากไม่มีวาสนา คนธรรมดาจะไปพบเจอได้ง่ายๆ ได้อย่างไร?"
"..." กู้หานยังคงไม่ตัดใจ "เช่นนั้นผู้อาวุโสพอจะทราบหรือไม่ ว่ามีวิธีใดที่สามารถผนึกวิญญาณของคนไว้ชั่วคราว เพื่อยับยั้งการไหลออกของพลังวิญญาณได้?"
"ผนึกหรือ?" มู่หรงชวนชะงักไป "วิญญาณยังสามารถผนึกได้ด้วยหรือ? เรื่องนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย อย่าว่าแต่ข้า ต่อให้เป็นบรรพชนของข้า ก็ใช่ว่าจะล่วงรู้"
แม้นจะพอเดาผลลัพธ์ได้อยู่รำไร
ทว่ากู้หานก็ยังอดผิดหวังไม่ได้
เขาคาดเดาเอาไว้คร่าวๆ แล้ว แม้นโอสถของหมอผีจะสามารถรักษาความมั่นคงให้วิญญาณของอาส่าได้ ทว่าสรรพคุณของมัน อย่างมากที่สุดก็คงอยู่ได้เพียงสามเดือนเท่านั้น
บัดนี้ โอสถเม็ดสุดท้ายก็หมดลงแล้ว
สามเดือนให้หลัง
ชีวิตของนาง... คงยากจะรักษาไว้!
"หรือว่า..." เขามองดูอาส่าที่หลับสนิทด้วยความปวดใจยิ่งนัก "จะไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วจริงๆ หรือ?"
"บางที..." มู่หรงชวนคล้ายกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "ยังมีอีกวิธีหนึ่ง ที่พอจะลองดูได้"
"วิธีใด!" กู้หานราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้
"เมื่อหลายวันก่อน" มู่หรงชวนเอ่ยช้าๆ "สัตว์อสูรในป่าหมานฮวงเกิดคุ้มคลั่ง และท่านเจ้าหอของหอจวี้เป่าผู้นั้น ก็ฉวยโอกาสตอนที่สัตว์อสูรออกอาละวาด เข้าไปค้นพบผลลั่วโยวในรังของสัตว์อสูรระดับเจ็ดตัวหนึ่ง!"
"ผลลั่วโยว?" กู้หานย่อมเข้าใจดี
มู่หรงชวนไม่มีทางหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดโดยไร้สาเหตุ
"หรือว่า..."
"ถูกต้อง!" มู่หรงชวนพยักหน้า "ผลลั่วโยวนี้ ย่อมมีสรรพคุณในการบำรุงวิญญาณ แม้นจะเทียบไม่ได้กับสมุนไพรวิเศษที่บรรพชนนำกลับมาในปีนั้น แต่ก็ถือเป็นสมุนไพรวิเศษที่ล้ำค่าและหาพบได้ยากยิ่ง หากนำมาใช้กับแม่นางน้อยผู้นี้ ย่อมต้องเกิดผลลัพธ์ที่ดีบ้างเป็นแน่ หึ ไอ้หมอนั่น ช่างมีโชคหล่นทับเสียจริง!"
"ผู้อาวุโส" กู้หานย่อมฟังความนัยในคำพูดของเขาออก "ท่านกับเขา..."
"เขางั้นหรือ?" มู่หรงแค่นเสียงเย็น "ข้ากับเขาไม่ได้มีความบาดหมางอะไรใหญ่โตนักหรอก เพียงแค่ไม่สบอารมณ์ซึ่งกันและกันก็เท่านั้น หึหึ ท่านเจ้าหอผู้นี้ ไม่ใช่คนที่มีเกียรติเท่าใดนัก!"
"ถึงกระนั้น" กู้หานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "ข้าก็ยังต้องไปอยู่ดี"
"จำเป็นต้อง... ให้ข้าออกหน้าหรือไม่?"
"ไม่ต้องรบกวนผู้อาวุโสแล้ว" กู้หานส่ายหน้า "เรื่องนี้ ข้าจะหาวิธีจัดการเอง"
เขาเข้าใจดีที่สุด มู่หรงชวนกับท่านเจ้าหอผู้นั้นมีความขัดแย้งกัน การให้เขาออกหน้า นอกจากจะทำให้เขาลำบากใจแล้ว อาจก่อให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันอื่นขึ้นได้
"เจ้าไปเองหรือ?" มู่หรงชวนเลิกคิ้ว "มูลค่าของผลลั่วโยว... สูงลิบลิ่วเลยนะ!"
"ข้าเข้าใจ"
"ช่างเถอะ" เมื่อเห็นว่ากู้หานเตรียมใจไว้แล้ว มู่หรงชวนก็ไม่เอ่ยสิ่งใดให้มากความอีก เพียงแต่กล่าวเตือนทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง "เตรียมใจไว้หน่อยก็ดี หากเจ้าคิดจะเอาผลลั่วโยวมาจากมือเขา ราคาที่ต้องจ่าย... อาจจะเกินกว่าที่เจ้าจินตนาการไว้มากนัก!"
กู้หานมองอาส่าแวบหนึ่ง สีหน้าอ่อนโยนลง
"ข้ายินดีจ่ายทุกราคา!"
เอ่ยจบ
เขาก็ประสานมือคารวะมู่หรงชวน ไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย รีบรุดจากไปทันที
หากไปช้า สมุนไพรวิเศษผลนั้นตกไปอยู่ในมือผู้อื่น เขาคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
"ไปสืบดู!"
เมื่อเห็นกู้หานจากไป แววตาของมู่หรงชวนก็เป็นประกาย สั่งการขึ้นมากะทันหัน "ว่าวันนี้ที่สำนักยุทธ์เกิดเรื่องอันใดขึ้น!"
"ขอรับ!" ใครบางคนในมุมมืดขานรับ
สภาพอันทุลักทุเลของกู้หาน มู่หรงชวนย่อมสังเกตเห็นอยู่แล้ว
"ดูท่า..." เขามองไปเบื้องหน้า ทอดถอนใจเล็กน้อย "วันที่ข้าต้องลงมือ คงใกล้เข้ามาแล้ว! หึหึ ตาเฒ่าประหลาด หลายสิบปีแล้ว ไม่รู้ว่าฝีมือของเจ้า ยังเหลืออยู่กี่ส่วนกันเชียว?"
...
"อะไรนะ!"
จวนองค์ชายเจ็ด
กงกงหลี่แทบจะกระโดดตัวลอย ทำเอาสาวใช้เพียงไม่กี่คนในจวนตกใจจนหน้าถอดสี
"องค์ชาย... พระองค์ไม่ได้ล้อเล่นใช่หรือไม่"
"กงกงหลี่" เจียงเฟิงยิ้มขื่น "ข้าเคยล้อเล่นกับท่านตั้งแต่เมื่อใด?"
"จบสิ้นแล้ว!" กงกงหลี่หน้าซีดเผือด ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ "จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว! พระชายา..."
พูดพลาง
น้ำตาคนแก่ก็ไหลพราก
"บ่าวเฒ่าผู้นี้... ช่างไร้ค่านัก กระทั่งสายเลือดเพียงคนเดียวของพระองค์ก็ยังปกป้องไว้ไม่ได้ บ่าวเฒ่าช่างไร้ประโยชน์จริงๆ..."
"ข้าว่านะ..." ข้างกายเจียงเฟิง เจ้าอ้วนทำหน้าพิลึกพิลั่น "องค์ชายของเจ้าก็ยังอยู่ดีมีสุขไม่ใช่หรือ ขนร่วงสักเส้นก็ยังไม่มี เจ้าจะมาร้องไห้คร่ำครวญหาอะไรเนี่ย!"
"เจ้าจะไปรู้อะไร!" กงกงหลี่ถลึงตาใส่เขาอย่างแรง "เจ้าไม่รู้เลยสักนิดว่าอาจารย์เหมยตัวซวยนั่นร้ายกาจเพียงใด องค์ชายของข้าไปอยู่กับเขา... จบสิ้นแล้ว! องค์ชาย บ่าวเฒ่าจะไปสำนักยุทธ์เดี๋ยวนี้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตแก่ๆ นี้ ก็ต้องเปลี่ยนอาจารย์ให้พระองค์ให้จงได้!"
"ไม่มีประโยชน์หรอก" เจียงเฟิงถอนหายใจ "มีพี่ใหญ่อยู่... ข้าถูกกำหนดให้ต้องเลือกอาจารย์เหมยเท่านั้น!"
"เขา..." แววตาของกงกงหลี่ฉายแววสิ้นหวัง เอ่ยเสียงกร้าว "เขาได้เป็นถึงขนาดนั้น... ยังคิดจะฆ่าล้างบางกันอีกหรือ!"
"กงกงหลี่" เจียงเฟิงชะงักไป "ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
"มะ... ไม่มีอะไร" กงกงหลี่รู้ตัวว่าหลุดปาก รีบแก้ไขทันควัน "บ่าวเฒ่าหมายความว่า องค์ชายใหญ่ทำเกินไปแล้ว!"
"ท่านยังไม่รู้จักรเขาอีกหรือ?" เจียงเฟิงส่ายหน้า "หากข้าไม่ได้ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เกรงว่าคงถูกเขาเนรเทศไปอยู่ชายแดนเหมือนกับพี่ชายคนอื่นๆ แล้ว จะมีโอกาสได้อยู่ในเมืองหลวงได้อย่างไร?"
"องค์ชาย" กงกงหลี่อึกอัก "ข้าเคยเตือนแล้ว ว่าให้พระองค์รักษาระยะห่างจากเขา... เฮ้อ ไฉนพระองค์จึงไม่เชื่อฟังเล่า?"
"กงกงหลี่!" เจียงเฟิงหน้าทะมึน "คำพูดเช่นนี้ วันหน้าไม่ต้องพูดอีกแล้ว! สหายกู้มีบุญคุณใหญ่หลวงต่อข้า หากข้าตีตัวออกห่างจากเขา ข้าจะไม่กลายเป็นเดรัจฉานหรอกหรือ? อีกอย่าง ต่อให้ไม่มีสหายกู้ พี่ใหญ่เขา... ก็ใช่ว่าจะปล่อยข้าไป!"
"จุ๊ๆ" เจ้าอ้วนทำหน้าทอดถอนใจ "ดูท่าไอ้หัวแดงนั่น จะเป็นตัวบัดซบจริงๆ สินะ! กระทั่งพี่น้องร่วมสายเลือดก็ยังคิดจะทำร้าย คนพรรค์นี้ หากอยู่ในตระกูลของปู่จ้ำม่ำ เกรงว่าคงถูกตบตายไปตั้งนานแล้ว"
มองดูเจ้าอ้วนที่ทำตัวตีสนิทตามเจียงเฟิงกลับมา
กงกงหลี่ก็รู้สึกดูแคลนยิ่งนัก
ช่างไร้เดียงสา!
ตระกูลเล็กๆ ของเจ้า จะเอาอะไรมาเทียบกับราชวงศ์ได้?
"กงกงหลี่" คล้ายกับรู้สึกว่าพูดแรงไป น้ำเสียงของเจียงเฟิงจึงอ่อนลง "ข้าเข้าใจความหวังดีของท่าน แต่บัดนี้ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้ว พวกเราก็ทำได้เพียงยอมรับมันเท่านั้น ส่วนเรื่องอาจารย์เหมยนั้น... เฮ้อ ปล่อยให้ฟ้าลิขิตเถอะ!"
"พูดมาตั้งนาน" เจ้าอ้วนยังคงมึนงง "พวกเจ้าดูเหมือนจะกลัวเหมยอวิ้นผู้นั้นมากเลยนะ? คนผู้นี้ก็ดูธรรมดาดาษดื่น ขี้ขลาดตาขาว นอกจากมีชื่อที่โชคร้ายแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลยไม่ใช่หรือ?"
"พี่... สหายเหอเจิ้ง ท่านไม่รู้อะไร" เจียงเฟิงถอนหายใจ
ก่อนจะเล่าเรื่องราวของเหมยอวิ้นใหม่อีกครั้ง
"อะไรนะ!" ฟังจบ เจ้าอ้วนก็กระโดดตัวลอยทันที
"จบสิ้นแล้ว!"
วินาทีต่อมา ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงในพริบตา ถอดแบบกงกงหลี่เมื่อครู่มาไม่มีผิดเพี้ยน
"จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว!"
"เคราะห์กรรมของปู่จ้ำม่ำในครั้งนี้... ถูกกำหนดมาให้หลบไม่พ้นเสียแล้ว!"
...
คล้ายกับจงใจโอ้อวด
หอจวี้เป่า สร้างได้โอ่อ่ากว่าโรงเตี๊ยมของตระกูลมู่หรงเสียอีก มีถึงห้าชั้นด้วยกัน!
โถงชั้นหนึ่งนั้น
ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ
ผู้ฝึกยุทธ์หลากสีสันเดินขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย เป็นเครื่องยืนยันถึงกิจการอันรุ่งเรืองของหอจวี้เป่าแห่งนี้
ก่อนจะมา
กู้หานได้หาเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว มิเช่นนั้นด้วยสภาพอันทุลักทุเลก่อนหน้านี้ เกรงว่าคงต้องเจอเรื่องชวนปวดหัวอีกเป็นแน่
บัดนี้
นอกจากผลลั่วโยวแล้ว
เขาไม่อยากให้มีเรื่องวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้นอีก
"แขกผู้มีเกียรติ" เมื่อเห็นกู้หานเดินเข้ามา ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น "ข้าน้อยฟ่านฉี เป็นผู้ดูแลของหอจวี้เป่า หากท่านมีสิ่งที่ต้องการ โปรดบอกกล่าวข้าน้อยได้เลย ไม่ว่าจะเป็นของวิเศษ โอสถ หรือกระทั่งสมุนไพรล้ำค่าที่หายากในราชวงศ์ หอจวี้เป่าของเรามีพร้อมสรรพ!"
กู้หานปรายตามองเขา
ระดับพลังทะลวงทวาร
ดูท่า... แม้เบื้องหลังของหอจวี้เป่าแห่งนี้จะมีอำนาจของสำนักอวี้ฉิงหนุนหลังอยู่ แต่เมื่อเทียบกับตระกูลมู่หรงแล้ว เห็นได้ชัดว่ายังอ่อนด้อยกว่าเล็กน้อย
"ข้ามาหาเฉินผิง" กู้หานส่ายหน้า ไม่สนใจท่าทีอันกระตือรือร้นของเขา "ได้ยินมาว่า เขาเองก็เป็นผู้ดูแลของที่นี่เช่นกัน"
"เฉินผิงหรือ?" เมื่อเห็นว่าธุรกิจหลุดลอยไป ความนอบน้อมของฟ่านฉีก็เลือนหายไปในพริบตา เขาชี้มือไปที่มุมห้องอย่างเกียจคร้าน "นั่นไง! ไปหาเอาเองเถอะ!"
"อ้อ จริงสิ เฉินผิงไม่ได้เป็นผู้ดูแลแล้วนะ!"
มองตามทิศทางที่เขาชี้ไป
คิ้วของกู้หานก็ขมวดมุ่นลงทันที
ในมุมห้องนั้น
เฉินผิงมีสีหน้าห่อเหี่ยว เบื้องหน้าของเขามีหินรูปทรงประหลาดวางกองพะเนิน หินก้อนเล็กมีขนาดเพียงกำปั้น ส่วนก้อนใหญ่นั้น สูงราวกับตัวคน
เพียงแต่
ผู้คนที่เข้ามาในหอแห่งนี้ ส่วนใหญ่ล้วนมาเพื่อโอสถและของวิเศษ
สำหรับหินประหลาดเหล่านั้น
กลับไม่มีผู้ใดปรายตามองเลยแม้แต่น้อย
[จบแล้ว]