เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 - ดูให้ชัดเจน เป็นมันที่ฆ่าหลานชายข้าใช่หรือไม่!

บทที่ 35 - ดูให้ชัดเจน เป็นมันที่ฆ่าหลานชายข้าใช่หรือไม่!

บทที่ 35 - ดูให้ชัดเจน เป็นมันที่ฆ่าหลานชายข้าใช่หรือไม่!


บทที่ 35 - ดูให้ชัดเจน เป็นมันที่ฆ่าหลานชายข้าใช่หรือไม่!

"สมคำร่ำลือจริงๆ"

ภายในเรือนพักอันกว้างขวางสว่างไสว กู้หานมีสีหน้าทอดถอนใจ

"ห้องอักษรเทียนแห่งนี้ แพงก็มีเหตุผลที่แพงจริงๆ!"

"นายน้อย"

อาส่าสูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้าเคลิบเคลิ้มหลงใหล

"สบายจังเลย!"

ภายในเรือนพัก แม้ความหนาแน่นของพลังปราณจะสูงกว่าภายนอกเพียงห้าถึงหกเท่า ซึ่งยังห่างไกลจากความหนาแน่นยามที่กู้หานใช้ผลึกปราณบ่มเพาะ ทว่าพลังปราณในที่แห่งนี้กลับบริสุทธิ์ผุดผ่อง แทบปราศจากปราณขุ่นมัวเจือปนแม้แต่นิดเดียว แม้จะไม่มีประโยชน์ต่อเขามากนัก ทว่าสำหรับอาส่ารวมถึงผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปแล้ว นี่คือสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันถึง!

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในเรือนพักยังมีกลิ่นหอมของโอสถลอยอวลอยู่จางๆ

เมื่อพลังปราณไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย จิตใจของกู้หานก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในพริบตา ไม่เพียงแต่ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการต่อสู้หลายวันจะมลายหายไปจนสิ้น แม้กระทั่งอาการบาดเจ็บที่หลงเหลืออยู่ในร่างกาย ก็ยังค่อยๆ ถูกฟื้นฟูภายใต้การหล่อเลี้ยงของพลังปราณ!

ห้องอักษรเทียนแห่งนี้ นับเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบ่มเพาะที่รวบรวมทั้งการบ่มเพาะพลัง การบำรุงจิตวิญญาณ และการรักษาอาการบาดเจ็บไว้ในที่เดียว!

"นายน้อย"

อาส่ามีสีหน้าตื่นเต้นยินดี

"ข้ารู้สึกว่าระดับพลังของข้ากำลังจะทะลวงอีกแล้ว!"

"เร็วขนาดนี้เชียวรึ"

กู้หานประหลาดใจเล็กน้อย เขาลูบศีรษะของนางตามสัญชาตญาณพลางยิ้มรับ

"อาส่าเป็นอัจฉริยะด้านการบ่มเพาะจริงๆ ด้วย ดูท่าทางนายน้อยอย่างข้าก็ต้องพยายามให้มากกว่านี้เสียแล้ว มิเช่นนั้นหากถูกเจ้าแซงหน้าไปง่ายๆ คงเสียหน้าแย่เลย"

"ฮิฮิ!"

อาส่าหรี่ตาลงด้วยความสบายใจ

"นายน้อย รอให้ข้าระดับพลังสูงขึ้น ข้าจะปกป้องท่านเอง"

"...ตกลง!"

น้ำเสียงของกู้หานซับซ้อนอยู่บ้าง

วิถีสวรรค์หมุนเวียน ลึกล้ำสุดหยั่งคาด

สายเลือดที่ฝืนลิขิตฟ้าและแทบจะไร้เทียมทานเมื่อเติบโตขึ้นอย่างเนตรทำลายมายา กลับมีข้อบกพร่องที่ร้ายแรงถึงชีวิตเช่นนี้ สำหรับอาส่าแล้ว ไม่รู้จริงๆ ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่

เมื่อคิดถึงจุดนี้ เขาก็ลอบตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

รอให้อาการบาดเจ็บหายดีเมื่อใด จะต้องออกตามหาสมุนไพรวิเศษที่ช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณให้มากพอ! จะปล่อยให้นางเป็นอันตรายไม่ได้เด็ดขาด!

...ภายนอกโรงเตี๊ยม

เวลาผ่านไปกว่าครึ่งวัน

ฝูงชนที่มุงดูสลายตัวไปนานแล้ว ถนนสายยาวกลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง

จังหวะนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง มือถือกระบี่หักท่อนหนึ่ง สีหน้าเย็นชาเคร่งเครียด ค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยม

ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เขาสอบสวนผู้คนที่หนีตายมาจากนอกเมืองหลายคนติดต่อกัน จนในที่สุดก็มั่นใจในเรื่องหนึ่ง

คนที่ฆ่าหลานชายของเขา ก็คือเด็กหนุ่มผู้นั้น และยังมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ติดตามมาด้วยอีกหนึ่งคน!

"คิดไม่ถึงว่าจะหนีมาหลบอยู่ที่นี่!"

การเดินทางของเด็กหนุ่มและเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ย่อมเป็นที่สะดุดตา เขาเพียงสืบเสาะเล็กน้อย ย่อมตามหาจนเจอได้อย่างง่ายดาย

แน่นอนว่า เขาเอาแต่มุ่งมั่นตามหาศัตรูที่ฆ่าหลานชาย จึงไม่ล่วงรู้ถึงความวุ่นวายที่กู้หานก่อขึ้นก่อนหน้านี้เลย

"นายท่านท่านนี้"

เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม ผู้ดูแลรูปร่างสูงผอมคนหนึ่งก็เดินเข้ามาต้อนรับ ประสานมือขออภัย

"ต้องขออภัยด้วย โรงเตี๊ยมของเราห้องพักเต็มหมดแล้ว"

"ข้าไม่... หืม"

ชายวัยกลางคนกำลังจะตอบปฏิเสธ ทว่าจู่ๆ ก็ชะงักไป

"เจ้าเป็นใคร ผู้ดูแลซ่งไปไหนแล้ว"

เขากับซ่งซิงแม้จะไม่สนิทสนมกันนัก ทว่าก็นับว่าเคยรู้จักกันมาก่อน

"นายท่านท่านนี้"

ผู้ดูแลรูปร่างสูงผอมย่อมไม่คิดจะอธิบายเบื้องลึกเบื้องหลังให้เขาฟัง ทำเพียงยิ้มรับบางๆ

"ข้าน้อยเฉียนลิ่ว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลทุกอย่างในโรงเตี๊ยมแห่งนี้"

"เป็นเช่นนี้นี่เอง"

ชายผู้นั้นไม่มีกะจิตกะใจจะซักไซ้ไล่เลียง

"ข้าขอถามเจ้า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง พาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เข้ามาพักที่นี่ใช่หรือไม่"

"เด็กหนุ่มรึ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ รึ"

แววตาของเฉียนลิ่วสาดประกายประหลาดใจวาบผ่าน

"ไม่รู้สิ"

"เจ้ารู้อยู่เต็มอก!"

ชายผู้นั้นย่อมสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของเขา สีหน้าพลันมืดครึ้มลง

"มันอยู่ที่ไหน"

"นายท่าน!"

รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉียนลิ่วจางหายไปเช่นกัน

"ที่นี่คือโรงเตี๊ยม ข้ามีหน้าที่เพียงต้อนรับขับสู้แขกไปมาเท่านั้น ส่วนแขกที่เข้ามาพักจะเป็นใคร ข้าจำเป็นต้องตรวจสอบสถานะของพวกเขาทีละคนด้วยรึ หากนายท่านต้องการจะสืบข่าว เกรงว่าจะมาผิดที่แล้ว!"

"เจ้า!"

ชายผู้นั้นพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

"ข้าจะเข้าไปดูข้างใน!"

พูดจบ เขาก็ทำท่าจะบุกฝ่าเข้าไป

"ไสหัวไป!"

ทันใดนั้น เสียงตวาดเย็นเยียบก็ดังก้องขึ้น!

ตูม!

เสียงดังกัมปนาท ร่างของชายผู้นั้นลอยละลิ่วกระเด็นออกไปในพริบตา!

พรวด!

ยังไม่ทันที่ร่างจะร่วงถึงพื้น เขาก็กระอักเลือดคำโตออกมาแล้ว!

มู่หรงชวน!

ชายผู้นั้นกระจ่างแจ้งในทันทีว่าผู้ที่ลงมือคือใคร ในใจหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ ลอบด่าทอตนเองที่ถูกความแค้นบังตา จนคิดจะใช้กำลังในอาณาเขตของตระกูลมู่หรง

"หลงจู๊มู่หรง!"

เขาไม่สนแม้กระทั่งอาการบาดเจ็บ รีบโค้งคำนับทันที

"เป็นข้าน้อยที่ล่วงเกิน ขอหลงจู๊มู่หรงโปรดอภัยด้วย!"

"หากมีครั้งหน้า ข้าจะสับเจ้าเป็นชิ้นๆ!"

"ขอรับ! ขอรับ!"

ชายผู้นั้นราวกับได้รับการงดเว้นโทษตาย

"ขอบคุณหลงจู๊มู่หรงที่เมตตา! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เลย!"

สิ้นคำพูด เขาไม่กล้ารั้งอยู่แม้แต่วินาทีเดียว หายตัววับไปจากสายตาของเฉียนลิ่วในพริบตา

"หลงจู๊"

เฉียนลิ่วรู้สึกกังขา

"คนผู้นี้คล้ายจะมาหาเรื่องพี่ชายท่านนั้น ทำไมท่าน... ถึงได้ปล่อยเขาไปล่ะขอรับ"

"ง่ายนิดเดียว"

เสียงของมู่หรงชวนดังแว่วมาอีกครั้ง

"ที่นี่คืออาณาเขตของตระกูลมู่หรง หากมีคนมาหาเรื่องแขก ข้าย่อมต้องลงมือ! ส่วนโลกภายนอกนั้น... ข้าไม่ใช่ผู้พิทักษ์ของเขา ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะคอยออกหน้าแทนเขาทุกเรื่อง ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะไล่ฆ่าศัตรูทุกคนของเขา เจ้าเข้าใจหรือไม่"

"ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ!"

"เดี๋ยวพอเจ้าได้พบเขา ก็เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังอย่างละเอียด ส่วนเขาจะตัดสินใจอย่างไร ก็ให้เขาเลือกเอาเอง"

"ขอรับ!"

...เมืองชั้นนอก

ณ มุมเปลี่ยวล้างแห่งหนึ่ง เจ้าอ้วนเอามือไพล่หลัง ดวงตาสาดประกายลี้ลับ

ฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มและคนรับใช้ของเขามีสีหน้าเหม่อลอย คล้ายกับถูกกระชากวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว

"จำเอาไว้!"

ใบหน้าของเจ้าอ้วนเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

"นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ปู่จ้ำม่ำมีชื่อว่า เหอเจิ้ง เข้าใจหรือไม่!"

"..."

สีหน้าของชายหนุ่มดูดิ้นรนขัดขืนอยู่บ้าง

"เจ้าชื่อเหอเจิ้ง แล้วข้า... ข้าชื่ออะไรล่ะ"

"จะชื่ออะไรก็ช่างหัวเจ้าสิ!"

เจ้าอ้วนเริ่มรำคาญ

"ไอ้ตูบไอ้เหมียว โง่ใหญ่โง่รอง ชื่อเพราะๆ ตั้งเยอะแยะ เจ้าก็เลือกเอาเองสักชื่อก็แล้วกัน! เร็วเข้าๆ อย่ามัวชักช้า รีบเอาป้ายรับรองของสำนักยุทธ์ออกมาให้ปู่จ้ำม่ำเดี๋ยวนี้!"

"..."

สีหน้าของชายหนุ่มยิ่งดูดิ้นรนหนักขึ้น

ทว่า ท้ายที่สุดเขาก็ไม่สามารถดึงสติกลับมาได้ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงมิติ

"ชิ้นนี้แหละ!"

เจ้าอ้วนรับมาด้วยความเบิกบานใจ

"ไสหัวไปได้แล้ว! ไปซะ!"

"ไป... ที่ไหน"

"อยากไปไหนก็ไป!"

เจ้าอ้วนกลอกตาไปมา

"ไอ้ราชวงศ์ต้าฉีอะไรนี่ แม้จะเป็นแค่ดินแดนห่างไกลความเจริญ แต่ก็กว้างพอให้พวกเจ้าเดินเตร็ดเตร่ได้เป็นปีๆ เลยล่ะ จำเอาไว้ หากยังเหยียบย่ำไม่ทั่วทุกตารางนิ้วในแคว้นนี้ ห้ามกลับมาเด็ดขาด เข้าใจไหม!"

"...เข้าใจแล้ว"

นายบ่าวทั้งสองพยักหน้าอย่างแข็งทื่อ เดินโซเซจากไปราวกับซากศพเดินได้

"ฟู่..."

เมื่อเห็นทั้งสองเดินลับตาไป เจ้าอ้วนก็ปาดเหงื่อบนหน้าผาก

"เหนื่อยแทบขาดใจเลยปู่จ้ำม่ำ!"

"ถุย! เคราะห์กรรมมนุษย์บ้าบออะไรกัน ระดับพลังร่วงหล่นลงมาจนมีสภาพทุเรศปานนี้ แค่ใช้เคล็ดสกัดวิญญาณงูๆ ปลาๆ ก็ยังฝืนแทบตาย!"

"สำนักยุทธ์รึ"

เขาปรายตามองป้ายหยกในมือด้วยความดูแคลน

"ชื่อน่ะตั้งได้ไม่เลว น่าเสียดายที่มีแต่พวกกระจอกงอกง่อยเต็มไปหมด!"

"ช่างเถอะ!"

เขาเกิดความฮึกเหิมขึ้นมาทันที

"มีปู่จ้ำม่ำอยู่ทั้งคน พวกเจ้าเหล่ามดปลวกไร้ค่าทั้งหลาย ก็จงเตรียมตัวสั่นเทาและร้องโอดครวญ หมอบกราบอยู่แทบเท้าปู่จ้ำม่ำได้เลย! ฮ่าๆๆ..."

...กาลเวลาล่วงเลยไป

พริบตาเดียวก็ผ่านไปห้าวัน

ภายในห้องอักษรเทียน กู้หานค่อยๆ ลืมตาขึ้น

ภายใต้การหล่อเลี้ยงของพลังปราณอันแสนวิเศษในที่แห่งนี้ อาการบาดเจ็บในร่างกายของเขาฟื้นฟูจนหายสนิท ไม่เพียงเท่านั้น เขายังสามารถทะลวงแผ่นกั้นจุดทวารได้อีกถึงสี่จุด เมื่อรวมกับยี่สิบเจ็ดจุดก่อนหน้านี้ ก็กลายเป็นสามสิบเอ็ดจุด และระดับพลังของเขา ก็ก้าวเข้าสู่ระดับทะลวงทวารขั้นที่สองอย่างเป็นทางการ!

"ช้าเกินไปแล้ว!"

เขาส่ายหน้า รู้สึกกลัดกลุ้มใจอยู่บ้าง

"แค่สี่จุดเองรึ"

อันที่จริง ความเร็วในการบ่มเพาะระดับนี้ เหนือล้ำกว่าผู้อื่นไปไกลลิบแล้ว ทว่าเมื่อนำไปเทียบกับตอนที่เพิ่งทะลวงระดับใหม่ๆ กลับถือว่าล่าช้าลงไปมากโข

"ความหนาแน่นของพลังปราณที่นี่ ยังไม่มากพอสินะ"

สำหรับเขาแล้ว ความหนาแน่นของพลังปราณยิ่งสูงก็ยิ่งดี ส่วนเรื่องความบริสุทธิ์กลับไม่สลักสำคัญอันใด เพราะไม่ว่าพลังปราณจะขุ่นมัวเพียงใด ขอเพียงเข้าสู่ร่างกายของเขา ก็จะถูกเส้นลมปราณอันแสนพิสดารนั้นกลั่นกรองจนหมดจดอยู่ดี

"ช่างเถอะ"

เขากดข่มความร้อนรนในใจลง

"ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม พ่อบุญธรรมเคยบอกไว้ การบ่มเพาะพลังข้อห้ามที่สำคัญที่สุดคือความใจร้อน ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน!"

เขาหันไปมองอาส่า

นางยังคงดำดิ่งอยู่ในการบ่มเพาะ กลิ่นอายบนร่างแกร่งกล้าขึ้นกว่าเดิม กำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับรวมลมปราณขั้นที่สี่ในไม่ช้านี้

"เร็วเสียจริง"

เขาทอดถอนใจ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองวัน สำนักยุทธ์ก็จะเปิดรับศิษย์ บนตัวเขายังมีวัตถุดิบและแก่นอสูรอีกเป็นจำนวนมาก ย่อมต้องนำไปแลกเปลี่ยนเป็นผลึกปราณเสียก่อน และถือโอกาสนี้หาซื้อสมุนไพรวิเศษที่ช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณด้วย

โอสถของหมอผีเฒ่าเหลือเพียงเม็ดสุดท้ายแล้ว

เขาไม่กล้าเอาชีวิตของอาส่าไปเสี่ยง ว่าโอสถเม็ดนี้จะช่วยยื้อชีวิตนางไปได้อีกนานเท่าใด

ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ ถึงจะถูก!

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาจึงไม่ได้ปลุกอาส่า แอบปลดค่ายกลของเรือนพัก แล้วเดินออกไปภายนอกเงียบๆ

ครานี้ มู่หรงชวนไม่ได้ปรากฏตัว

ผู้ที่มาต้อนรับเขาคือเฉียนลิ่ว

"หอรวมสมบัติรึ"

เมื่อทราบว่ากู้หานจะนำวัตถุดิบไปขาย เขาก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย

"จะว่าไปแล้ว หอรวมสมบัติแห่งนี้คือร้านค้าอันดับหนึ่งในเมืองหลวง เบื้องหลังของพวกเขา ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว! น่าเสียดายนัก ร้านขายโอสถและวัตถุดิบของตระกูลมู่หรงเราตั้งอยู่ในแคว้นอื่น มิเช่นนั้น ด้วยสถานะของพี่ชาย ท่านจะต้องได้รับส่วนลดพิเศษอย่างแน่นอน!"

"ส่วนลดรึ"

กู้หานตาเป็นประกาย

"ฟรีด้วยหรือเปล่า"

"..."

เฉียนลิ่วสำลักน้ำลายตัวเอง หัวเราะแห้งๆ

"ครึ่งราคา อันนี้... แค่กๆ ครึ่งราคาขอรับ!"

"ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ!"

กู้หานรู้สึกปวดใจเหลือเกิน มันคือความรู้สึกที่ต้องทนมองผลึกปราณจำนวนมหาศาลหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลยสักนิด

"ธุรกิจทำกำไรมหาศาลขนาดนี้ ทำไมพวกท่านถึงไม่ทำกันล่ะ"

"เรื่องนี้..."

เฉียนลิ่วอ้ำอึ้ง

"เป็นเพราะข้อตกลงบางอย่างภายในสำนักเบื้องบน ในเมื่อมีหอรวมสมบัติอยู่แล้ว พวกเราจึงไม่สะดวกที่จะเข้าไปก้าวก่ายธุรกิจด้านนี้อีกขอรับ"

กู้หานฉุกคิดขึ้นมาได้

หรือว่า... หอรวมสมบัติแห่งนี้ ก็มีขั้วอำนาจจากสำนักอวี้ฉิงคอยหนุนหลังอยู่ด้วย

ดูท่าทาง ตระกูลมู่หรงในสำนักอวี้ฉิงก็ไม่ได้ผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว ย่อมมีคู่แข่งอยู่ด้วยเช่นกัน

หากมีโอกาส...

เมื่อคิดถึงจุดนี้ เขาก็ลอบตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

จะต้องเดินสายกวาดซื้อของในร้านของตระกูลมู่หรงให้ครบทุกร้านให้จงได้! ตัวเขาเองยากจนปานนี้ ของถูกและดีขนาดนี้ มีหรือจะยอมปล่อยให้หลุดมือไป!

"พี่ชาย!"

เมื่อเห็นกู้หานกำลังจะจากไป เฉียนลิ่วคล้ายจะนึกอะไรขึ้นได้ รีบเล่าเรื่องราวของชายวัยกลางคนผู้นั้นให้ฟัง พร้อมกับเอ่ยเตือน

"คนผู้นี้... ดูเหมือนจะมาอย่างผู้ไม่หวังดี แม้เขาจะถูกหลงจู๊ทำร้ายจนบาดเจ็บไปแล้ว ทว่าข้าดูแล้วเขาคงไม่ยอมรามือแค่นี้แน่ หากพี่ชายออกไปข้างนอก ก็จงระมัดระวังตัวให้มากเข้าไว้!"

"ขอบคุณมาก!"

กู้หานใจหายวาบ

"ข้าจะระวังตัวให้ดี!"

เพียงแต่ ระวังตัวก็ส่วนระวังตัว เขาย่อมไม่ยอมหดหัวอยู่ในโรงเตี๊ยมไม่ออกไปไหนแน่ และหากอีกฝ่ายทำเกินกว่าเหตุ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะเชิญมู่หรงชวนออกมา สั่งสอนบทเรียนอาบเลือดให้อีกฝ่ายจดจำไปจนตาย!

...

มองดูแผ่นหลังของกู้หานที่เดินจากไป

เฉียนลิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายกับไม่เข้าใจบางสิ่งบางอย่าง

"เป็นอย่างไรบ้าง"

ด้านหลัง น้ำเสียงของมู่หรงชวนดังขึ้น

"เจ้าคิดเห็นประการใดกับเด็กหนุ่มผู้นี้"

"หลงจู๊!"

เฉียนลิ่วรีบหันไปโค้งคำนับ ลอบสังเกตสีหน้าของมู่หรงชวน ก่อนจะเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง

"พี่ชายท่านนี้ดูเหมือนจะ... แค่กๆ ดูธรรมดาสามัญไม่มีอะไรโดดเด่น เหตุใด... เหตุใดถึงได้รับความสำคัญจากคุณหนูใหญ่ถึงเพียงนี้เล่าขอรับ"

"ธรรมดาสามัญรึ"

มู่หรงชวนไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับ

"ตอนแรก ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน"

"ดังนั้น สายตาของคุณหนูใหญ่ จึงแหลมคมกว่าพวกเรามากนัก!"

...หอรวมสมบัติ

ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเมืองชั้นใน คล้ายกับจงใจรักษาระยะห่างจากโรงเตี๊ยมของตระกูลมู่หรง

ตลอดเส้นทาง กู้หานได้ยินเสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนอยู่ทุกหนทุกแห่ง

และตัวเอกของเรื่องราว... ย่อมเป็นเขากับหลิวทง!

แน่นอนว่า ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นไปที่หลิวทงเสียมากกว่า

ชาวเมืองหลวงมักจะถูกเขาข่มเหงรังแกอยู่เป็นประจำ เมื่อได้รู้ว่าเขาต้องพบเจอกับความอัปยศอดสูครั้งใหญ่ หากไม่ใช่เพราะหวาดกลัวอิทธิพลของเขา ทุกคนคงแทบจะโห่ร้องดีใจ ปรบมือไชโยกันไปแล้ว!

กู้หานยิ่งทวีความระแวดระวังมากขึ้นไปอีก

หรือว่า... ชายผู้นั้น จะเป็นคนที่หลิวทงส่งมา

"หยุดเดี๋ยวนี้!"

ขณะที่กำลังครุ่นคิด ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็โผล่มาขวางหน้าเขาอย่างกะทันหัน ในมือยังหิ้วผู้ฝึกยุทธ์สภาพปางตายมาด้วยคนหนึ่ง

แย่แล้ว!

ทันทีที่เห็นหน้าชายผู้นี้ ขนอ่อนบนร่างของกู้หานก็ลุกซู่ชันในพริบตา!

หน้าตาของคนผู้นี้... กลับมีความคล้ายคลึงกับชายหนุ่มที่ตายด้วยน้ำมือของเขาเมื่อหลายวันก่อนอยู่หลายส่วน!

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสัมผัสรับรู้ที่เฉียบแหลมปานนี้ เขากลับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าคนผู้นี้มาโผล่ตรงหน้าเขาได้อย่างไร สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า... ระดับพลังของคนตรงหน้า เหนือล้ำกว่าเขาไปไกลลิบ!

ชั่วพริบตาเดียว คำพูดของชายหนุ่มผู้นั้นก็แวบเข้ามาในหัว

คล้ายกับว่า... ท่านอาของเขาจะเป็นอาจารย์ผู้สอนในสำนักยุทธ์!

หรือว่า... จะเป็นคนผู้นี้

"เจ้าเป็นใคร"

เมื่อคิดถึงจุดนี้ ภายนอกเขาจึงแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง ทว่าลอบระวังตัวอยู่ภายใน

"เหตุใดต้องมาขวางทางข้าด้วย"

"ดูให้ชัดเจน!"

ชายวัยกลางคนปรายตามองผู้ฝึกยุทธ์ในมือ

"เป็นมันใช่หรือไม่!"

ก่อนหน้านี้ หลังจากได้รับคำเตือนจากมู่หรงชวน เขาย่อมไม่กล้าไปก่อเรื่องที่โรงเตี๊ยมอีก ทว่าความแค้นที่หลานชายถูกฆ่า เขาก็ไม่อาจปล่อยวางได้ลง จึงได้จับตัวผู้ฝึกยุทธ์พเนจรคนหนึ่งมาดักรออยู่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยม ขอเพียงกู้หานก้าวเท้าออกมา เขาย่อมสามารถจดจำเป้าหมายได้อย่างแม่นยำไร้ข้อผิดพลาด!

"ใช่..."

ผู้ฝึกยุทธ์พเนจรถูกเขาทรมานจนร่อแร่เต็มทน

"เป็นเขา... เป็นเขา..."

"ดี! ดีมาก!"

ชายผู้นั้นแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม โยนร่างในมือทิ้งไปอย่างไม่ไยดี จ้องมองกู้หานเขม็ง

"เจ้ากล้าฆ่าหลานชายข้า ใจกล้าไม่เบานี่!"

"หลานชายอะไรของเจ้า"

ความรู้สึกอันตรายในใจกู้หานนับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

"ข้าไม่เข้าใจที่เจ้าพูด!"

"ยังจะกล้าปากแข็งอีกรึ!"

ตูม!

เมื่อยืนยันได้แน่ชัด ชายผู้นั้นไหนเลยจะให้โอกาสกู้หานได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก กลิ่นอายบนร่างพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ร่างกู้หานโดยตรง!

ระดับพลัง... เหนือล้ำกว่าระดับรวมปราณไปไกลลิบ!

"ชดใช้ชีวิตหลานชายข้ามาซะ!"

...

ในเวลาเดียวกันนี้

ณ ถนนสายยาวของเมืองชั้นนอก

เจ้าอ้วนเดินมองนู่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อย ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุด

"สำนักยุทธ์บ้าบออะไรเนี่ย!"

"เปิดรับศิษย์ยังต้องเลือกวันฤกษ์ดีอีกรึ"

"ปล่อยให้ปู่จ้ำม่ำต้องรอตั้งหลายวัน ช่างบังอาจเสียจริง!"

"คอยดูเถอะ รอให้ปู่จ้ำม่ำผ่านพ้นเคราะห์กรรมมนุษย์ ฟื้นฟูระดับพลังกลับมาได้เมื่อไหร่ เรื่องแรกที่จะทำคือพังที่ซอมซ่อแห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง!"

"..."

ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น ทันใดนั้นเอง

ความวุ่นวายก็บังเกิดขึ้นในระยะไกล

"เกิดเรื่องแล้ว!"

"เกิดอะไรขึ้น"

"อาจารย์อวี๋แห่งสำนักยุทธ์ เหมือนกำลังไล่ฆ่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ข้างหน้าน่ะสิ!"

"ซี้ด... อาจารย์อวี๋! นั่นมันยอดฝีมือระดับจิตลี้ลับเชียวนะ ใครไปทำให้เขาขุ่นเคืองเข้าล่ะเนี่ย!"

"ไปดูก็รู้เองไม่ใช่รึ"

"ใช่ๆๆ รีบไปเร็วเข้า!"

"..."

"หืม"

เจ้าอ้วนที่เดิมทีมีท่าทีเซื่องซึม เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยของฝูงชน ดวงตาก็เบิกกว้าง มีชีวิตชีวาขึ้นมาในพริบตา

"มีเรื่องสนุกให้ดูรึ"

"เยี่ยมไปเลย ปู่จ้ำม่ำอย่างข้า ชอบดูเรื่องสนุกของชาวบ้านที่สุดเลย!"

พูดจบ เขาก็พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วที่ขัดกับรูปร่างอย่างสิ้นเชิง ทิ้งห่างฝูงชนไปไกลลิบ มุ่งหน้าไปยังต้นตอของความวุ่นวายในทันที...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 35 - ดูให้ชัดเจน เป็นมันที่ฆ่าหลานชายข้าใช่หรือไม่!

คัดลอกลิงก์แล้ว