- หน้าแรก
- คัมภีร์กระบี่มหาวิถี
- บทที่ 22 - เข้าใจคำว่าผู้บำเพ็ญมารหรือไม่! มีผู้บำเพ็ญมารที่ไหนเขาช่วยชีวิตคนกัน!
บทที่ 22 - เข้าใจคำว่าผู้บำเพ็ญมารหรือไม่! มีผู้บำเพ็ญมารที่ไหนเขาช่วยชีวิตคนกัน!
บทที่ 22 - เข้าใจคำว่าผู้บำเพ็ญมารหรือไม่! มีผู้บำเพ็ญมารที่ไหนเขาช่วยชีวิตคนกัน!
บทที่ 22 - เข้าใจคำว่าผู้บำเพ็ญมารหรือไม่! มีผู้บำเพ็ญมารที่ไหนเขาช่วยชีวิตคนกัน!
"ไอ้หนู มาแล้วรึ" ภายในคุกกระบี่ เงาดำเคยชินเสียแล้วกับการที่กู้หานโผล่มาเป็นครั้งคราว
"เคล็ดสกัดวิญญาณของข้า เจ้าใช้ได้ถนัดมือหรือไม่... เอ๊ะ? ทำไมรังสีอำมหิตในตัวเจ้าถึงหายไปแล้วล่ะ" เขารู้สึกเสียดายเล็กน้อย "จุ๊ๆ น่าเสียดายนัก หากมีรังสีอำมหิตเหล่านั้นคอยช่วยเหลือ ถ้าเจ้าฝึกฝนวิชาสายมาร ย่อมต้องก้าวหน้ากว่าเดิมเป็นเท่าตัว! เป็นอย่างไรล่ะ พิจารณาไปถึงไหนแล้ว ตกลงเจ้าสนใจจะมาเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่"
"ไม่!" กู้หานปฏิเสธอย่างหนักแน่นและเด็ดขาด
"ไม่ใช่ศิษย์จดนาม แต่เป็นศิษย์สายตรงเชียวนะ!"
"ต่อให้เป็นเช่นนั้นก็ไม่เอา!"
"เจ้า..." เงาดำชะงักไป "แล้วเจ้าเข้ามาทำไม! ว่างจนตัวสั่นเลยมาล้อข้าเล่นรึ!"
"ข้ามาเพื่อขอบคุณเจ้า" กู้หานมีสีหน้าจริงจังขึ้น หากไม่ได้เงาดำถ่ายทอดเคล็ดสกัดวิญญาณให้ การที่เขาจะกอบกู้ความบริสุทธิ์และสังหารศัตรูที่ฆ่าพ่อบุญธรรมด้วยมือตนเอง ย่อมไม่มีทางราบรื่นเช่นนี้แน่
"ขอบคุณข้ารึ" เงาดำกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที "เจ้าเตรียมจะปล่อยข้าออกไปแล้วใช่หรือไม่"
"ไม่ใช่"
"แล้วเจ้าคิดจะขอบคุณข้าอย่างไรล่ะ"
"ข้ายังคิดไม่ออก"
"..." เงาดำโกรธจนตัวสั่น ไอ้เด็กเวรนี่ หน้าหนาขนาดนี้เชียวรึ! ไม่สิ นี่ไม่ใช่แค่หน้าหนาแล้ว แต่นี่มันหน้าด้านชัดๆ!
"ถือโอกาสนี้เลยก็แล้วกัน" จู่ๆ กู้หานก็รู้สึกเก้อเขินขึ้นมาเล็กน้อย "มีคำถามหนึ่งอยากจะถามเจ้า"
"...พูดมา!"
"ข้ามีสหายอยู่คนหนึ่ง..."
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคยนี้ หัวใจของเงาดำก็กระตุกวูบ เป็นอย่างที่คิดจริงๆ พอกู้หานพูดจบ เขาก็สติแตกไปเรียบร้อยแล้ว
"ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วไม่ใช่รึ! ข้าคือจอมมาร! จอมมาร! รู้จักแต่การฆ่าคน ไม่รู้จักการช่วยชีวิตคน! อาการพิษเย็นบ้าบออะไรนั่น ข้ารักษาไม่ได้หรอก ปล่อยให้สหายของเจ้ารอความตายไปเถอะ!"
"ไม่มีวิธีจริงๆ หรือ" การที่เงาดำตอบกลับมาอย่างเด็ดขาดขนาดนี้ ทำให้กู้หานเกิดความสงสัย "เจ้าลองคิดดูดีๆ อีกทีสิ"
"ไม่มี! ไม่มี!" เงาดำคำรามลั่น "เจ้าจะให้ข้าพูดอีกกี่ครั้งถึงจะเข้าใจ เจ้า..."
พูดไปได้ครึ่งทาง เขาเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ น้ำเสียงก็เปลี่ยนไป ท่าทีพลันอ่อนลง "วิธีน่ะรึ ก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียทีเดียว"
"วิธีใดกัน"
"ข้ามีข้อแลกเปลี่ยน!"
"ถ้าเป็นเรื่องปล่อยเจ้าออกไปล่ะก็ เลิกคุยกันได้เลย!" กู้หานส่ายหน้า นี่คือขีดจำกัดของเขา ในสถานการณ์ที่เขายังไม่มีพลังมากพอจะปกป้องตนเอง เขาจะไม่มีทางปล่อยเงาดำออกไปเด็ดขาด
"ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว" เงาดำเองก็เข้าใจดี การจะให้กู้หานปล่อยตนไปนั้นไม่มีความเป็นไปได้แม้แต่น้อย เขาจึงเลือกที่จะไม่พูดถึงมันอีก
"แล้วข้อแลกเปลี่ยนคือสิ่งใด" กู้หานเริ่มรู้สึกสงสัย
"ข้ายังคิดไม่ออก!" เงาดำเลียนแบบกู้หาน "รอให้ข้าคิดออกเมื่อไหร่ แล้วข้าจะบอกเจ้าเอง!"
"..." กู้หานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "ตกลง!" ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้า "ข้ารับปากเจ้า!"
"หืม?" เงาดำรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หากกู้หานตอบตกลงโดยไม่หยุดคิด เขาย่อมต้องสงสัยในความจริงใจของกู้หาน ทว่าจากปฏิกิริยาของกู้หานในยามนี้ ตราบใดที่เขารับปากเงื่อนไขนี้แล้ว เขาจะไม่มีวันกลับคำอย่างแน่นอน
"สหายผู้นี้ สำคัญกับเจ้ามากงั้นรึ"
"เพิ่งเคยพบหน้ากันครั้งแรก"
"แล้วทำไมเจ้าถึงต้องช่วยเขาขนาดนี้ด้วย"
"เขาเคยช่วยข้าเอาไว้" กู้หานกลับมามีสีหน้าจริงจังอีกครั้ง "คนอย่างข้า ไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร เขาช่วยข้า ข้าย่อมต้องช่วยเขากลับ!"
"ข้าก็เคยช่วยเจ้าเหมือนกันนะ"
"นั่นมันไม่เหมือนกัน ถ้าเจ้าไม่ช่วยข้า เจ้าก็จะโดนข้าฟันตายไง"
"..." เงาดำถูกเขายอกย้อนจนแทบจะสติแตกอีกรอบ ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงสงบสติอารมณ์ลงได้ "ไอเย็นในร่างของเขาฝังลึกเข้าไปในกระดูกนานแล้ว ข้าไม่ถนัดวิชาแพทย์ ย่อมคิดหาวิธีช่วยเขาไม่ออกหรอก! ทว่า ในสถานการณ์ของเขานั้น แทบไม่จำเป็นต้องรักษาเลยด้วยซ้ำ!"
"ไม่จำเป็นรึ"
"พูดให้ถูกก็คือ เขานับว่าเป็นกายาเหมันต์สุดขั้วไปแล้ว แม้จะดูไม่ค่อยได้เรื่องนัก แต่ก็จัดว่าเป็นหนึ่งในกายาพิเศษ ตราบใดที่มีเคล็ดวิชาที่เหมาะสม ย่อมสามารถเปลี่ยนไอเย็นให้กลายเป็นพลังเสริมหลีกเลี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้ แน่นอนว่า ร่างกายแบบนี้น่ะ... ความสำเร็จในอนาคตก็คงงั้นๆ แหละ!"
"เจ้ามีเคล็ดวิชาหรือ"
"แน่นอนสิ!"
"เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญมารไม่ใช่รึ ไปเอาเคล็ดวิชาพรรค์นี้มาจากไหน"
"ก็แย่งชิงมาสิ!" เงาดำเกิดความสนใจใคร่รู้ขึ้นมาทันที "ตอนที่ข้าทำศึกไปทั่วหล้า มองข้ามแปดทิศ! ไม่มีทรัพยากร ก็แย่งทรัพยากร! ไม่มีเคล็ดวิชา ก็แย่งเคล็ดวิชา! ไม่มีผู้หญิง... แค่กๆ ไอ้หนู การบำเพ็ญมารมีข้อดีมากมายนะ เจ้าไม่ลองพิจารณา..."
"เอาเคล็ดวิชามาให้ข้า!"
"..." เงาดำถูกขัดจังหวะจนหมดอารมณ์ เขาถลึงตาใส่กู้หานอย่างดุเดือด ก่อนจะวาดมือสร้างคัมภีร์เคล็ดวิชาขึ้นมาบทหนึ่งอย่างลวกๆ "แม้เคล็ดวิชานี้จะดูธรรมดา แต่แนวคิดก็ไม่เลว เดินในเส้นทางสุดขั้ว ดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกายาเหมันต์สุดขั้วโดยเฉพาะ ตอนนั้นข้าเห็นว่ามันน่าสนใจดี เลยจดจำเอาไว้"
"เคล็ดวิชานี้..." กู้หานยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่ามันลึกล้ำ "อยู่ในระดับใดกัน"
"ถ้าเรียกตามแบบที่พวกเจ้าใช้กัน ก็คงเป็นระดับฟ้าล่ะมั้ง" เงาดำตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ระดับฟ้า! กู้หานใจหายวาบ! เกรงว่าทั่วทั้งราชวงศ์ต้าฉี คงไม่อาจหาเคล็ดวิชาที่เหนือกว่าระดับลี้ลับได้แน่ คิดไม่ถึงเลยว่า เคล็ดวิชาที่เงาดำโยนมาให้อย่างส่งๆ จะเป็นถึงระดับฟ้า! แล้วแบบนี้ยังเรียกว่าไม่เข้าท่าอีกรึ?
"เช่นนั้น..." เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "เคล็ดวิชานี้เมื่อเทียบกับคัมภีร์ฟ้ามารมหาอิสระล่ะ"
"เทียบกับผีอะไรล่ะ! คัมภีร์ฟ้ามารมหาอิสระนั่น เป็นถึงคัมภีร์ไร้เทียมทานที่นำไปสู่ขอบเขตสูงสุดของวิถีมาร! แม้แต่ข้าก็ยังไม่อาจหยั่งรู้ได้ทั้งหมดในตอนนี้ การที่เจ้าเอาของพรรค์นี้ไปเทียบกับมัน ก็เท่ากับเป็นการดูถูกมันแล้ว!"
"แล้วเจ้านี่ล่ะ" กู้หานชี้ไปที่คุกกระบี่อีกครั้ง
"ย่อมเทียบไม่ติดอยู่แล้ว!" แววตาของเงาดำฉายแววหวาดหวั่นสายหนึ่ง "เจตจำนงกระบี่ที่แข็งแกร่งปานนี้ เป็นสิ่งที่ข้าเพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต! ผู้ที่เป็นเจ้าของเจตจำนงกระบี่นี้ มีระดับพลังที่เหนือกว่าความเข้าใจของข้าไปแล้ว! หึหึ ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าไม่สนใจจะเป็นศิษย์ของข้า มีมรดกสืบทอดวิถีกระบี่ที่ฝืนลิขิตฟ้าและไม่ด้อยไปกว่าคัมภีร์ฟ้ามารมหาอิสระเช่นนี้ เคล็ดวิชาอื่นๆ สำหรับเจ้าแล้ว ย่อมเป็นขยะดีๆ นี่เอง"
"คิดไม่ถึงเลยนะ" กู้หานรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "ว่าเจ้าเองก็รู้จักถ่อมตัวด้วย"
"ข้าไม่เคยเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง! กลับเป็นเจ้าเสียอีก โลกภายนอกช่างน่าตื่นตาตื่นใจเพียงนี้ แต่เจ้ากลับไม่เคยเอ่ยปากถามเลยสักประโยค ความกระตือรือร้นของเจ้าหายไปไหนหมด"
"หากข้ามีระดับพลังที่มากพอ ข้าย่อมจะได้ไปทัศนาทิวทัศน์ทั่วหล้าเอง! แต่หากพลังไม่เพียงพอ ต่อให้รู้มากไปก็เปล่าประโยชน์!"
"เจ้ามองทะลุปรุโปร่งดีนี่" เงาดำโบกมือ "เอาล่ะ ข้าให้เคล็ดวิชาเจ้าไปแล้ว ก็อย่ามาเกะกะสายตาอยู่ที่นี่อีกเลย!"
"เมื่อครู่เจ้าบอกว่า..." กู้หานยังคงไม่ขยับเขยื้อน "เคล็ดวิชาระดับฟ้าแบบนี้ เจ้ามีอีกเยอะเลยรึ"
"ก็ไม่ใช่ระดับฟ้าทั้งหมดหรอก ข้าเก็บสะสมแต่ของล้ำค่าเท่านั้น พวกเคล็ดวิชาขยะดาษดื่น ต่อให้เหนือกว่าระดับฟ้า ข้าก็คร้านจะชายตามอง... หืม? เจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไมกัน"
กู้หานยิ้ม มันเป็นความยินดีประหนึ่งค้นพบขุมทรัพย์
...ภายนอก
หัวหน้าขันทีหลี่ร้อนใจจนเดินวนไปวนมา เขาอยากจะปลุกกู้หานให้ตื่น ทว่าเมื่อนึกถึงความหวังอันริบหรี่เพียงหนึ่งในหมื่นที่แทบจะไม่มีอยู่จริงนั้น เขาก็จำต้องอดทนไว้
อีกด้านหนึ่ง อาส่ารู้สึกเบื่อหน่ายจนสัปหงก
ทันใดนั้นเอง กู้หานก็ลืมตาขึ้น
"นายน้อย!" อาส่าเช็ดน้ำลาย มุมปากเผยรอยยิ้มยินดี "ท่านตื่นแล้ว!"
"ไอ้หนู" น้ำเสียงของหัวหน้าขันทีหลี่สั่นเครือเล็กน้อย "เจ้า... คิดหาวิธีออกแล้วรึ"
ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่หมอเทวดาเซวียและองค์ชายเจ็ด ก็ยังจับจ้องไปที่กู้หานเขม็ง แม้จะรู้ดีว่าความหวังนั้นริบหรี่เพียงใด ทว่าลึกๆ ในใจก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น
"มีแล้ว!" กู้หานพ่นลมหายใจเบาๆ เขาคัดกรองเนื้อหาและพูดทวนคำของเงาดำอีกครั้ง "สรุปก็คือ ไอเย็นในร่างขององค์ชายเจ็ดนี้ ไม่จำเป็นต้องสะกดไว้ และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องสะกดมันด้วย ตราบใดที่สามารถหาเคล็ดวิชาที่เหมาะสมได้ ไอเย็นนี้ไม่เพียงแต่จะไม่คร่าชีวิตของเขา แต่จะกลายเป็นขุมพลังช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของเขา!"
สิ้นเสียง บรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงอาส่าที่กะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ว่าฟังรู้เรื่องหรือไม่
"พวกท่านเป็นอะไรไป" กู้หานรู้สึกสงสัย
"ไอ้... ไอ้หนู!" หัวหน้าขันทีหลี่พูดจาติดขัด "เจ้าบอกว่า... องค์ชาย... พระองค์คือผู้มีกายาพิเศษงั้นรึ"
กายาพิเศษ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากยิ่ง แม้ราชวงศ์ต้าฉีจะก่อตั้งมานับร้อยปี มีประชากรมากมายมหาศาล ก็ยังเคยมีผู้ครอบครองกายาพิเศษปรากฏตัวเพียงสามคนเท่านั้น คนหนึ่งคือปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งแคว้น อีกคนไปอยู่สำนักเบื้องบนตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วนอีกคน... ตอนนี้ก็อยู่ในราชวงศ์!
"พูดให้ถูกก็คือ..." กู้หานอยากจะบอกเหลือเกินว่าไม่ได้เรื่องเลย ทว่าพอเห็นสีหน้าเปี่ยมความหวังขององค์ชายเจ็ด เขาก็รีบเปลี่ยนคำพูดทันที "ก็นับว่า... ใช่กระมัง"
"พระสนม!" หัวหน้าขันทีหลี่น้ำตาไหลพราก "พระองค์เห็นหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ! องค์ชาย... องค์ชายมีกายาพิเศษ! หากพระองค์รับรู้ได้ในปรโลก ก็จงวางพระทัยเถิด!"
"นายน้อย..." อาส่าแอบกระซิบถาม "กายาพิเศษคืออะไรหรือ ยอดเยี่ยมมากเลยใช่ไหม"
"เอ่อ..." กู้หานลูบจมูก ยอดเยี่ยมบ้าอะไรล่ะ! พอเอาไปเทียบกับสายเลือดเนตรทำลายมายาของเจ้าแล้ว มันก็คือความไม่ได้เรื่องในหมู่ความไม่ได้เรื่องชัดๆ!
"วิเศษ! วิเศษมาก!" อีกด้านหนึ่ง หมอเทวดาเซวียรู้สึกทอดถอนใจยิ่งนัก "ก่อนหน้านี้ข้าหลงเดินผิดทาง เอาแต่คิดว่าจะสะกดพิษเย็นอย่างไร โดยไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย! เฮ้อ สหายตัวน้อยอายุยังน้อย ทว่าความรู้และประสบการณ์กลับเหนือกว่าชายชราอย่างข้ามากนัก ทำให้ข้ารู้สึกละอายใจเสียจริง!"
"ฮิฮิ!" อาส่ามีสีหน้าปลาบปลื้ม "นายน้อยยอดเยี่ยมที่สุด! ขนาดตอนนอนหลับยังคิดหาวิธีช่วยคนออกเลย!"
"..." กู้หานเหงื่อตกในใจ อันที่จริง ก็ไปโทษหมอเทวดาเซวียว่ามีความรู้น้อยไม่ได้หรอก ท้ายที่สุดเขาก็แค่เชี่ยวชาญวิชาแพทย์เท่านั้น ย่อมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องอื่นมากนัก ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เขาต้องเผชิญก็คือการโจมตีทางสติปัญญาที่เหนือชั้นกว่าจากจอมมารผู้ลึกล้ำสุดหยั่งคาด
"เฮ้อ..." ทันใดนั้นเอง เสียงถอนหายใจก็ดังขึ้น เป็นเสียงขององค์ชายเจ็ดนั่นเอง
"สายไปแล้ว..." เขามีสีหน้าขมขื่น "หากได้พบกับพี่กู้เมื่อหลายปีก่อน ข้าก็อาจจะพอมีโอกาสอยู่บ้าง แต่ตอนนี้... ผู้อาวุโสเซวีย ข้ายังจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใด หนึ่งเดือนหรือ สองเดือนหรือ เกรงว่าหากพิษเย็นกำเริบในครั้งหน้า ข้าคงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย"
กึก หัวใจของหัวหน้าขันทีหลี่และหมอเทวดาเซวียกระตุกวาบ ความยินดีปรีดาที่เพิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อครู่ เลือนหายไปจนไร้ร่องรอยในพริบตา
เคล็ดวิชาที่เหมาะกับกายาเหมันต์สุดขั้วเช่นนี้ อย่าว่าแต่มันจะพิเศษมากเลย ระดับความล้ำค่ายังห่างไกลจากเคล็ดวิชาธรรมดาทั่วไปมากนัก อย่าพูดถึงราชวงศ์ต้าฉีเลย ต่อให้พลิกหาทั่วทั้งดินแดนรกร้างตะวันออก ก็ยังไม่แน่ว่าจะหาพบ และหากถอยหลังก้าวหนึ่ง ต่อให้โชคดีหาพบจริงๆ แล้วองค์ชายเจ็ดจะรอจนถึงตอนนั้นได้อย่างไร
"ท่านเป็นองค์ชายไม่ใช่หรือ" อาส่ารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย "อำนาจที่บ้านท่านน่าจะยิ่งใหญ่มากนี่ ให้พวกเขาช่วยหาให้สิ!"
"ไม่มีประโยชน์หรอก" องค์ชายเจ็ดยิ้มขื่น "พวกเขา... ไม่สนหรอกว่าข้าจะเป็นหรือตาย"
"องค์ชาย!" หัวหน้าขันทีหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน "ท่านจะล้มเลิกง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด! ท่านคือสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของพระสนม ต่อให้บ่าวเฒ่าผู้นี้ต้องแลกด้วยชีวิต ต่อให้ต้องออกเดินทางไปทั่วทั้งดินแดนรกร้างตะวันออก ก็จะหาเคล็ดวิชาแบบนั้นมาให้ท่านให้จงได้!"
"เฮ้อ..." หมอเทวดาเซวียถอนหายใจ เห็นได้ชัดว่า ด้วยความตื่นเต้น หัวหน้าขันทีหลี่ก็สูญเสียความเยือกเย็นไปเสียแล้ว
"นายน้อย..." อาส่าเหมือนจะนึกถึงชะตากรรมของตนเอง แววตาของนางหม่นหมองลง "เขาน่าสงสารจังเลย!"
"..." กู้หานมีสีหน้าพูดไม่ออก ข้ายังพูดไม่ทันจบเลย พวกท่านก็ทำท่าเหมือนคนจะตายเสียแล้ว จำเป็นต้องขนาดนี้เชียว!
"เอ่อ..." เขากระแอมเบาๆ "เคล็ดวิชา ข้ามี"
[จบแล้ว]