บทที่ 5 ช่วยคน
บทที่ 5 ช่วยคน
บทที่ 5 ช่วยคน
ช่วงนี้ฝนตกหนักติดต่อกันหลายระลอก ทำให้ถนนดินในหมู่บ้านทั้งแฉะทั้งลื่น ทว่าไม่มีทางเลือกอื่น หลี่ต้าเฉียงเรียกประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน แล้วมีความเห็นว่า หากต้องการซ่อมถนนให้เสร็จก่อนฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพด ก็ต้องเริ่มลงแรงกันตั้งแต่วันนี้
บัญชีและเลขานุการพรรคประจำหมู่บ้าน นำเงินเดินทางเข้าตัวอำเภอเพื่อไปซื้อวัสดุซ่อมถนนแล้ว แต่เนื่องจากหิน ทราย เศษอิฐ และยางมะตอยเป็นของขาดแคลน จึงจำเป็นต้องสั่งจองไว้ล่วงหน้า
ดังนั้นหลี่ต้าเฉียงจึงต้องเกณฑ์ชาวบ้านไปช่วยกันเก็บหินกรวดที่ริมแม่น้ำสายใหญ่ตรงทางเข้าหมู่บ้านมาเตรียมไว้ก่อน เพื่อปรับหน้าดินให้เรียบ ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลาและแรงงานแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยลดค่าวัสดุลงได้อีกเล็กน้อย
แม้หัวหน้าหมู่บ้านจะไม่ได้ประกาศออกมาตรงๆ แต่เมื่อทุกคนเห็นหินถูกนำไปวางกองไว้บนถนน ต่างก็รู้ทันทีว่าในหมู่บ้านกำลังจะมีการซ่อมถนน เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านดีใจกันยกใหญ่
ที่ผ่านมาหมู่บ้านเชิงเขาไม่มีถนนดีๆ เลยสักสาย อย่าว่าแต่ถนนที่จะเชื่อมต่อไปยังถนนใหญ่เข้าตัวตำบลได้เลย ยิ่งพอถึงวันฝนตก ถนนดินเหล่านี้จะลื่นจนแทบสัญจรไม่ได้
หากโชคร้ายเจอหลุมบ่อขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรถวัวหรือรถม้าก็ต้องปล้ำกันอยู่นานครึ่งค่อนชั่วโมงกว่าจะหลุดออกมาได้
แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่านหน้าหมู่บ้านเชิงเขานั้นเชี่ยวกรากมาก เมื่อรู้ว่าช่วงนี้ต้องมีการเก็บหินริมน้ำเพื่อไปปูถนน พวกเด็กเล็กๆ จึงถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกจากบ้านเพราะกลัวจะซุกซนจนพลัดตกน้ำไป
แต่ไม่ว่าผู้ใหญ่จะระวังแค่ไหน ก็ยังคงมี "เจ้าลิงซน" บางตัวที่ไม่รักดีแอบหนีออกมาจนได้
หลังจากตรากตรำทำงานมาตลอดเช้า ทุกคนต่างเหนื่อยล้าจนแทบหมดเรี่ยวแรง อยากจะใช้ดินต่างเตียงใช้ฟ้าต่างผ้าห่ม นอนหลับยาวไปสักสามวันสามคืนให้สำราญใจ
สวี่ชิงอันแอบเดินเลี่ยงไปหลังต้นไม้ ก่อนจะหยิบน้ำแร่เย็นจัดออกมาจากระบบหนึ่งขวดแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด เธอส่งขวดกลับคืนเข้าระบบ เพื่อทำลายหลักฐานก่อนจะเช็ดปากแล้วเดินออกมา
เธอไล่แม่สามีและน้องคนเล็กให้กลับบ้านไปทำกับข้าวแล้ว เดิมทีแม่ลูกบ้านนี้ก็อ่อนแอจะแย่ งานเก็บหินขนทรายนั้น เหนื่อยกว่างานเพาะปลูกมากนัก หากขืนทำงานจนล้มป่วยลงคงต้องเสียเงินรักษาอีกมหาศาล
โชคดีที่คนนิสัยซาลาเปาเหล่านี้ยังพอเชื่อฟังอยู่บ้าง สวี่ชิงอันคำนวณดูแล้ว ลำพังเธอคนเดียวหาแต้มงานได้เพียงพอ หากไม่กลัวว่าจะเด่นเกินไปนัก เธอแทบไม่อยากได้แต้มงานพวกนี้เลยด้วยซ้ำ
การเปิดใช้งานระบบครั้งแรก ทำให้เธอได้รับมา 100 คะแนน ตอนนี้เธอใช้คะแนนแลกซื้อเมล็ดพันธุ์พืช ผัก และผลไม้มาบ้างแล้ว ซึ่งระบบช่วยจัดการปลูกให้แบบอัตโนมัติครบวงจร
พืชผลเก็บเกี่ยวได้เดือนละครั้ง เหมือนกับการเล่น ‘เกมฟาร์มสเตชัน’ สวี่ชิงอันเพียงแค่ต้องจำได้ว่าต้องเข้ามาลงชื่อรับปุ๋ยและน้ำทุกวัน เมื่อพืชผลเติบโตเธอก็สามารถเบิกออกมาจาก ‘คลังสินค้าของระบบ’ ได้โดยตรง ดังนั้นในตอนนี้สวี่ชิงอันจึงเรียกได้ว่ามีกินมีใช้ไม่ขาดมือ
สวี่ชิงอันเตรียมจะเดินไปเก็บหินในที่ไกลออกไปอีกหน่อย เพราะเธอไม่ชอบเบียดเสียดกับผู้คน ทันใดนั้นเอง เสียงร้องไห้โฮก็ดังมาจากริมแม่น้ำ
เมื่อเธอหันไปมอง เห็นศีรษะเล็กๆ สองหัวกำลังถูกกระแสน้ำกลืนกิน อย่างโหดร้าย แม่น้ำเช่นนี้แม้แต่ผู้ใหญ่ยังไม่กล้ากระโดดลงไป เพราะไม่มีใครมั่นใจว่าจะกลับขึ้นฝั่งมาได้อย่างครบสามสิบสอง
ป้าสองคนริมตลิ่งร้องไห้ฟูมฟายแทบขาดใจ สวี่ชิงอันรีบคิดคำนวณแผนการช่วยคนในหัว หากไม่จำเป็นเธอไม่อยากพึ่งพาระบบมากเกินไป จนทำให้ทักษะของตัวเองถดถอย กระแสน้ำไหลเชี่ยวเช่นนี้ จะลังเลไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
สวี่ชิงอันวิ่งเลียบไปทางท้ายน้ำพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เธอเห็นยางในรถม้าของใครบางคนวางตากอยู่บนแท่นหิน คาดว่าน่าจะเพิ่งปะกาวเสร็จ สวี่ชิงอันไม่มีเวลาไปขอยืมเจ้าของแล้ว เธอจัดการ "หยิบฉวย" มาดื้อๆ แล้ววิ่งไปตามแนวลำน้ำ
ในแม่น้ำไม่เห็นร่างของเด็กทั้งสองแล้ว สวี่ชิงอันบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ คำนวณความเร็วและระยะทางที่เด็กถูกน้ำพัดมายังท้ายน้ำ จากนั้นเมื่อถึงช่วงโค้งน้ำที่ค่อนข้างแคบ สวี่ชิงอันก็กระโดดลงไปทันที
ด้วยน้ำหนักตัวที่มหาศาล ทำให้ตัวเธอจมลงสู่ใต้น้ำอย่างรวดเร็ว สวี่ชิงอันกลั้นหายใจรอคอย ตราบใดที่ไม่โผล่พ้นผิวน้ำ เธอก็จะไม่ถูกคลื่นซัดจนเสียทิศทาง ตรงจุดนี้ค่อนข้างแคบ แม้น้ำจะเชี่ยวแต่ก็ช่วยให้เธอคว้าตัวเด็กทั้งสองได้ง่ายขึ้น
ในจังหวะที่การป้องกันทางร่างกายและจิตใจของสวี่ชิงอันมาถึงขีดสุด เงาดำสองร่างก็ปรากฏขึ้นในสายตา
สาม สอง หนึ่ง!
สวี่ชิงอันคว้าคนแรกไว้ได้ก่อน จากนั้นจึงรอคนข้างหลังที่ถูกน้ำพัดตามมา เด็กทั้งสองต่างอยู่ในอาการหมดสติ สวี่ชิงอันจับเด็กทั้งคู่สวมเข้าไปในยางรถม้า ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนแรงที่กดตัวเองลงไปเพื่อให้ยางในพายังพัดร่างเด็กๆ ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ
สวี่ชิงอันรีบโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเพื่อหายใจ
“ช่วยได้แล้ว! อยู่ครบทั้งสองคนเลย!”
คนบนฝั่งต่างพากันโห่ร้องยินดี พวกเขาเองกำลังพยายามหาทางช่วยสวี่ชิงอันอยู่เช่นกัน หากปล่อยให้ไหลไปตามน้ำเช่นนี้ อีกหลายสิบกิโลเมตรกว่าจะถึงท้ายน้ำ เด็กสองคนไม่มีทางทนไหวแน่
สวี่ชิงอันสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วมุดลงน้ำอีกครั้ง เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีลากยางรถม้าว่ายเข้าหาฝั่ง ในที่สุดเธอก็เอื้อมมือไปคว้าหิน ที่ยื่นออกมาได้ก้อนหนึ่งพอดีมือ
ทว่าท่าทางในตอนนี้ ทำให้สวี่ชิงอันตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหมือนโดนบิดเป็นเกลียว คลื่นซัดเข้าปากและจมูกไม่หยุด
คนบนฝั่งเห็นทางลาดชันก็หวาดกลัวจนไม่กล้าลงมาช่วย จนกระทั่งหลี่ต้าเฉียงมาถึงและสั่งให้ลูกชายลงไปช่วยลากยางรถม้าขึ้นฝั่งได้สำเร็จ
สวี่ชิงอันถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอใช้แรงเฮือกสุดท้ายลากร่างกายที่หนักอึ้งของตัวเองปีนขึ้นฝั่ง
ให้ตายเถอะ เธอต้องลดไขมันพวกนี้ออกไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นสักวันมันต้องกลายเป็นตัวถ่วงชีวิตแน่ๆ
ต้าจวิน ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านส่ายหน้าด้วยความเวทนา
“ไม่มีลมหายใจทั้งคู่เลย!”
นอกจากครอบครัวของเด็กทั้งสองที่ร้องไห้ราวกับฟ้าจะถล่มดินจะทลาย คนอื่นๆ ต่างพากันเงียบงัน สวี่ชิงอันกัดฟันสู้ แม้ตัวเองจะเหนื่อยจนแทบสลบ แต่เธอไม่ยอมแพ้
เธอเตรียมจะลองใช้วิธีช่วยชีวิตเบื้องต้นดู หากไม่ได้ผลค่อยยอมแลกแต้มซื้อยาฉีดกระตุ้นหัวใจจากระบบ
“ลุงหลี่ ทำตามที่ฉันบอกนะคะ อย่าให้เสียนาทีทองสามนาทีนี้ไปเด็ดขาด”
หลี่ต้าเฉียงคิดว่าคนจากปักกิ่งย่อมมีความรู้กว้างขวาง ไม่แน่อาจช่วยคนได้จริงๆ จึงไม่ถามมากและพยักหน้าให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
เขาเลียนแบบท่าทางของสวี่ชิงอัน ด้วยการเอียงศีรษะเด็กไปด้านข้าง จากนั้นจึงกดนวดหัวใจและปอดอย่างเป็นจังหวะ
สองนาทีผ่านไป...
สี่นาทีผ่านไป...
ในจังหวะที่ญาติกำลังจะอ้าปากบอกให้หยุดทรมานศพ เด็กที่อยู่ในมือสวี่ชิงอันก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว อาการพ่นน้ำออกมาทำให้ทุกคนตื่นเต้นอย่างที่สุด
“รอดแล้ว! รอดไปคนหนึ่งแล้ว”
หลี่ต้าจวินเฝ้าดูอยู่นานจนเริ่มจับทางได้ เขาจึงเปลี่ยนตัวกับพ่อแล้วทำท่าทางซ้ำไปซ้ำมา ในที่สุดเด็กอีกคนก็สำลักน้ำออกมาเช่นกัน
“ดีจริงๆ ที่แรงที่ลงไปไม่เสียเปล่า!”
ผู้ใหญ่ของทั้งสองบ้านแทบจะคุกเข่าลงต่อหน้าสวี่ชิงอัน
“ต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาลนะคะ หลังจากนี้มีโอกาสสูงมากที่จะมีไข้สูง การได้รับการกระทบกระเทือนรวมกับอาการไข้จะทำให้สมองพิการได้ง่ายที่สุด”
พอได้ยินเช่นนั้น ใครจะกล้าลังเล พ่อแม่ของเด็กทั้งสองรีบอุ้มลูกวิ่งจากไปทันที
วันนี้ต้องขอบคุณสวี่ชิงอันจริงๆ หลี่ต้าเฉียงจึงประกาศให้แต้มงานเต็มแก่เธอถึงสามวัน นั่นหมายความว่าสวี่ชิงอันสามารถพักผ่อนอยู่บ้านได้สองวันโดยไม่ต้องออกไปทำงาน
ตอนค่ำ ทั้งสองครอบครัวต่างหิ้วแม่ไก่หนึ่งตัว ตะกร้าไข่ไก่ และน้ำตาลทรายอีกสองถุงมาเยี่ยมสวี่ชิงอัน
เมื่อรู้ว่าเธอนอนหลับไปแล้ว พวกเขาจึงทิ้งของกำนัลไว้แล้วจากไป แม้หลี่ซื่อซวงจะพยายามปฏิเสธอย่างไรก็ไม่เป็นผล
ตลอดสองวันที่ตามมา เด็กๆ บ้านจวินได้กินไข่เจียวจนแทบอาเจียนออกมาเป็นไข่ ส่วนสวี่ชิงอันเองก็กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหม่
(จบบท)