- หน้าแรก
- ระบบฝึกฝนอัตโนมัติของศิษย์เฝ้าประตูสำนักสู่ซาน
- บทที่ 757 ไปที่สุสานบรรพชนของเจ้า
บทที่ 757 ไปที่สุสานบรรพชนของเจ้า
บทที่ 757 ไปที่สุสานบรรพชนของเจ้า
บทที่ 757 ไปที่สุสานบรรพชนของเจ้า
โอสถวิญญาณที่นี่มีระดับไม่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
เขานั่งยองๆ ลง พลางใช้พลั่วหยกขุดสมุนไพรวิญญาณใบสีครามขึ้นมาต้นหนึ่ง จากนั้นจึงนำส่วนรากที่ยังมีดินติดอยู่จัดเก็บลงในกล่องหยกอย่างระมัดระวัง
ต่อจากนั้น เขาก็เด็ดผลลายแดงออกมาอีกสองผล
ทันทีที่ผลไม้สัมผัสกับก้นกล่อง ผนังด้านในของฝากล่องก็เกิดเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเกาะกุมขึ้นมาในฉับพลัน
ทว่าเขายังมิได้หยุดมือเพียงเท่านั้น
ทางทิศตะวันตกของสวนโอสถ มีเห็ดหลินจือสีทองต้นหนึ่งเติบโตอยู่ในรอยแยกของหินขาว
ผิวของเห็ดหลินจือปรากฏลวดลายดุจดั่งหยกเนื้อดี ที่ส่วนรากมีของเหลวสีทองจางๆ ซึมออกมา
เพียงแค่เฉินฉางชิงเข้าใกล้ หยวนเสินของเขาก็พลันเกิดอาการปวดแปลบขึ้นมาทันที
นี่มิใช่สัญญาณเตือนภัยอันตราย แต่เป็นเพราะพลังยาแรงกล้าเกินไป จนกระทบกระเทือนถึงทะเลแห่งจิตสำนึกของเขา
เขาหยิบกล่องหยกเปล่าออกมาใบหนึ่ง ก่อนจะผนึกพลังวิญญาณเอาไว้ชั้นหนึ่ง
กระบี่อัสนีสวรรค์ออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว ปลายกระบี่แนบไปกับรอยแยกของหินแล้วสะกิดงัดขึ้นอย่างเบามือ
เห็ดหลินจือทองทั้งต้นหลุดออกจากหินขาวและตกลงสู่กล่องหยกพอดี
กลิ่นหอมของยาลอยขจรขจายออกมา
เฉินฉางชิงรีบปิดฝากล่องในทันที
ชั่วพริบตาที่ฝากล่องปิดสนิท บนผิวกล่องหยกก็ปรากฏอักษรตัวเล็กจิ๋วขึ้นมาสามแถว
'เห็ดหลินจือทองแก่นหยก'
'สามารถเสริมสร้างหยวนเสินได้'
'สามารถหลอมโอสถเทพได้'
เฉินฉางชิงมองดูกล่องหยกใบนั้น ความตึงเครียดในใจมลายหายไปกึ่งหนึ่ง
นี่ถือเป็นการเก็บเกี่ยวที่คุ้มค่ายิ่ง
เห็ดหลินจือทองแก่นหยกมีประโยชน์ต่อเขาอย่างมหาศาล
จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเขาในยามนี้ มิใช่วิชากระบี่หรือวิชาอสนี แต่เป็นระดับพลังบำเพ็ญ
ขอบเขตข้ามผ่านเคราะห์ขั้นต้นนั้น หากจะเข้าแทรกแซงสมรภูมิระดับเทียนจวิน จำต้องอาศัยไพ่ตายและจังหวะที่แม่นยำ
หากจิตเทวะตามไม่ทัน ต้นแบบกฎแห่งกาลและมิติก็จะติดขัด
เขาต้องการจะเอาชีวิตรอดในพระราชวังเซียนแห่งนี้ ก็จำเป็นต้องเสริมสร้างหยวนเสินให้แข็งแกร่งขึ้น
เฉินฉางชิงเก็บกล่องหยก แล้วกวาดสายตามองไปรอบสวนโอสถอีกครั้ง
เขาตัดสินใจไม่ค้นหาต่อ
เจี้ยนเฉินพูดถูก ของในสวนโอสถมิอาจช่วยชีวิตคนได้
เมื่อได้ของที่จำเป็นแล้ว ก็ควรไปเสียที
เขาออกจากทางด้านหลังของสวนโอสถ หลีกเลี่ยงพื้นที่การต่อสู้ทั้งสองแห่ง แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ทางเดินหินที่ล้อมรอบด้วยกำแพงปรักหักพัง
ที่สุดปลายทางเดินหิน มีห้องหินที่พังทลายไปกว่าครึ่งตั้งอยู่
ประตูหินเอียงล้มลง และในรอยแยกของประตูนั้นไร้ซึ่งรอยเท้าใหม่
เฉินฉางชิงโยนเศษหินออกไปก้อนหนึ่งเพื่อหยั่งเชิง
เศษหินตกลงสู่พื้นดิน ไร้ซึ่งปฏิกิริยาจากค่ายกลใดๆ
เขายังคงไม่ประมาท ปล่อยแสงอสนีสายหนึ่งแนบไปกับพื้นให้เคลื่อนที่นำทางไป
หลังจากที่แสงอสนีวนรอบห้องหินหนึ่งรอบแล้วกลับมาสู่ฝ่ามือ
ไร้ค่ายกล
ไร้ผู้คน
เฉินฉางชิงก้าวเข้าสู่ประตู พลางแปะยันต์สกัดกั้นสามแผ่นไว้ทางด้านหลัง แล้วใช้แสงเทพไท่ชิงกดข่มพลังปราณของตนเอาไว้
เขาหยิบเห็ดหลินจือทองแก่นหยกออกมา
ยามฝากล่องเปิดออก กลิ่นหอมของยาก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว
อาการปวดแปลบที่หยวนเสินแล่นพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
เฉินฉางชิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาหักใบเห็ดหลินจือแผ่นหนึ่งใส่เข้าปากทันที
พลังยาไหลเข้าสู่ร่างกาย พลุ่งพล่านไปตามเส้นลมปราณ
เขานั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้องหิน สองมือประสานอิน แสงเทพไท่ชิงลอยเด่นขึ้นมาจากร่างกาย ไหลเข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึกผ่านทางหว่างคิ้ว
ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก หยวนเสินของเขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เช่นกัน
พลังยาของเห็ดหลินจือทองแก่นหยกกลายเป็นจุดแสงสีทอง ค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับหยวนเสินอย่างช้าๆ
เฉินฉางชิงกัดฟันแน่น มิยอมส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
ความเจ็บปวดกดทับลงมาจากหว่างคิ้ว
ทุกลมหายใจราวกับกำลังบีบอัดจิตเทวะของเขา
เขาโคจรแสงเทพไท่ชิง แยกพลังยาที่คลุ้มคลั่งออกจากกัน แล้วใช้พลังวิญญาณชักนำไปรอบๆ หยวนเสิน
ต้นแบบกฎแห่งกาลและมิติถูกกระตุ้นขึ้นเช่นกัน
ที่ขอบของทะเลแห่งจิตสำนึก รอยแยกเล็กๆ ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ค่อยๆ สมานตัวจนมั่นคง
เฉินฉางชิงยกนิ้วขึ้นชี้
เศษหินก้อนหนึ่งที่มุมห้องลอยเด่นขึ้นมา แล้วหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ
วินาทีต่อมา ตำแหน่งของเศษหินก็เคลื่อนย้ายไปกึ่งนิ้ว
เศษหินก้อนนั้นมิได้ถูกพลังวิญญาณผลักไส แต่มันเป็นเพราะมิติที่มันดำรงอยู่ถูกเคลื่อนย้ายไปกึ่งนิ้วต่างหาก
เฉินฉางชิงลืมตาขึ้น แล้วยกมือขึ้นกดลงอีกครั้ง
เศษหินร่วงหล่นสู่พื้น
เขาถอนหายใจยาว พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา
"ยังไม่พอ..."
ในยามนี้เขายังทำได้เพียงเคลื่อนย้ายวัตถุที่ไร้ชีวิต และขอบเขตยังคงจำกัดนัก
แต่กระนั้นมันก็มั่นคงกว่าเมื่อก่อนมาก
เฉินฉางชิงหยิบเห็ดหลินจือทองแก่นหยกออกมาอีกแผ่น แล้วใส่เข้าปาก
ภายนอกห้องหิน เงาร่างหลายสายพุ่งผ่านปากทางเดินหินไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในนั้นหยุดชะงักลง พลางกล่าวเสียงเบา "ทางนี้มีกลิ่นยา"
อีกคนหนึ่งตอบกลับว่า "ตามพระรูปนั้นไปก่อน ผู้อาวุโสของนิกายโยวหมิงออกคำสั่งแล้ว ใครก็ตามที่พบตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตายของหลงอิ่งเจินจวิน จะได้รับรางวัลเป็นศาสตราเต๋าระดับสูงหนึ่งชิ้น"
"พระรูปนั้นก็เกี่ยวข้องด้วยรึ?"
"เขาอยู่กับเฉินฉางชิง"
เสียงฝีเท้าค่อยๆ ห่างออกไป
เฉินฉางชิงลืมตาขึ้น มือวางทาบลงบนกระบี่อัสนีสวรรค์
หรูเจี้ย?
นิกายโยวหมิง?
สาเหตุการตายของหลงอิ่งเจินจวิน?
เขามิได้รีบร้อนพุ่งออกไปในทันที
หรูเจี้ยมีของช่วยชีวิตอยู่ในมือ และซือโยวโยวเองก็คงไม่ด้อยไปกว่ากัน
ในยามนี้หากเขาออกไป มีแต่จะเปิดเผยตำแหน่งของตนเองโดยเปล่าประโยชน์
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เขาไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นความจริงหรือลวงล่อ
ทุกคำพูดในพระราชวังเซียนแห่งนี้ อาจเป็นกับดักที่วางไว้รอคอยอยู่เสมอ
เฉินฉางชิงหายใจเข้าลึกๆ กดข่มความคิดฟุ้งซ่านลงไป แล้วกลืนเห็ดหลินจือทองแก่นหยกแผ่นสุดท้ายลงคอ
หลอมรวมให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
แล้วค่อยออกตามหาคน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ณ อีกพื้นที่หนึ่งของพระราชวังเซียน
วิหารพุทธที่ถูกทิ้งร้างแห่งหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวใต้หน้าผาชัน
ประตูวิหารหักพังไปกึ่งหนึ่ง แท่นบูชาภายในก็แตกกระจายเป็นชิ้นๆ
หรูเจี้นั่งยองๆ อยู่หน้าแท่นบูชา สองมือประนมเข้าหากันพลางกระซิบเสียงต่ำ
"อมิตาภพุทธะ..."
"พระพุทธเจ้าอยู่เบื้องบน ศิษย์มิได้ขโมย"
"นี่เขาเรียกว่า... ขอบิณฑบาต"
บนแท่นบูชาที่พังทลาย มีกระดูกนิ้วสีทองท่อนหนึ่งลอยเด่นอยู่ในชามที่แตกร้าว
รอบๆ กระดูกนิ้วนั้นยังมีมนต์เต๋าฝ่ายพุทธหลงเหลืออยู่จางๆ
หรูเจี้ยยื่นมือออกไป แต่แล้วก็หดกลับมา
"ของสิ่งนี้มีเจ้าของหรือไม่?"
เขารอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ทว่าภายในวิหารกลับไร้เสียงตอบสนอง
หรูเจี้ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"ไม่มีการตอบสนอง ก็แสดงว่าไร้เจ้าของ"
ขณะที่เขากำลังจะเก็บชามที่แตกร้าวเข้าสู่ถุงเก็บของ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังมาจากภายนอกวิหาร
ผู้บำเพ็ญห้าคนปิดทางออกเอาไว้ทุกทิศทาง
ผู้นำกลุ่มสวมชุดคลุมสีดำสนิท ที่แขนเสื้อปักอักษร "โยวหมิง" สองตัวเด่นชัด
ในมือของเขาถือไม้เท้ากระดูกขาว ที่หัวไม้เท้ามีฟันมนุษย์แขวนไว้สามซี่
ฟันสามซี่นั้นกระทบกันเป็นระยะ ส่งเสียงกริ๊กๆ ชวนขนลุก
หรูเจี้ยรีบซุกชามที่แตกร้าวเข้าไว้ในสาบเสื้อ แล้วลุกขึ้นยืน
"ประสกทั้งหลาย วิหารพุทธเป็นสถานที่อันสงบวิเวก เข้าประตูมาควรคำนับก่อนจึงจะถูก"
ชายชราในชุดคลุมสีดำเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจ้าคือหรูเจี้ยใช่หรือไม่?"
หรูเจี้ยตอบกลับทันควัน "นามของอาตมามิใช่ของที่จะให้ใครหยิบยืมไปใช้ได้ส่งเดช"
ผู้บำเพ็ญมารคนหนึ่งเค้นเสียงเย็น "อย่าได้เล่นลิ้น เจ้าเดินทางมากับเฉินฉางชิง ก่อนที่หลงอิ่งเจินจวินจะสิ้นชีพ เจ้าก็อยู่ที่นั่นด้วย"
หรูเจี้ยกระพริบตาปริบๆ
"หลงอิ่งเจินจวินนั่นคือใครกัน?"
ชายชราในชุดคลุมสีดำไม่เสียเวลาเจรจา เขายกไม้เท้ากระดูกขาวขึ้น
ทันใดนั้น พื้นดินในวิหารก็มีมือสีดำน่าเกลียดหลายข้างงอกออกมา หมายจะฉุดกระชากข้อเท้าของหรูเจี้ย
หรูเจี้ยกระทืบเท้าลงอย่างแรง แสงสีทองเจิดจ้าแผ่ออกมาจากร่างกาย
"ผนึกพระตถาคตมหาไวโรจนพุทธะ!"
ฝ่ามือสีทองตบลงมาอย่างทรงพลัง ทุบทำลายมือสีดำเหล่านั้นจนแตกละเอียด
หรูเจี้ยอาศัยแรงผลักนั้นถอยหลังกลับไป ชนเข้ากับแผ่นไม้หลังแท่นบูชาจนมันเปิดออก
ทว่าหลังแผ่นไม้นั้นกลับมิใช่ทางออก แตเป็นกำแพงหินตัน
เขาชะงักฝีเท้าลง
"อมิตาภพุทธะ..."
"พระพุทธเจ้าข้า วิหารของท่านนี่สร้างมาได้ไม่ดีเอาเสียเลยนะ"
ชายชราในชุดคลุมสีดำก้าวเท้าเข้ามาในวิหารพุทธอย่างคุกคาม
"จับตัวมัน!"
ผู้บำเพ็ญมารทั้งสี่ลงมือพร้อมกันในทันที
หมอกดำหนาทึบปิดกั้นประตูทางออก
เข็มกระดูกพุ่งทะลวงอากาศมาอย่างรวดเร็ว
หรูเจี้ยประสานอินด้วยสองมือ ผนึกพุทธะสีทองตบออกไปอย่างต่อเนื่อง
ผู้บำเพ็ญมารคนแรกถูกตบจนถอยหลังไปสามก้าว
เข็มกระดูกของผู้บำเพ็ญมารคนที่สองถูกสั่นสะเทือนจนหักสะบั้น
ทว่าไม้เท้ากระดูกของชายชราชุดคลุมสีดำกลับแตะลงบนพื้น มนต์เต๋าฝ่ายพุทธที่เหลืออยู่ในวิหารพลันถูกไอสีดำกดทับจนเลือนหายไป
หรูเจี้ยรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก แผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงหินอย่างจัง
เขาก้มลงมองชามที่แตกในสาบเสื้อ กัดฟันแล้วพึมพำว่า "ท่านผู้อาวุโส หากท่านมีวิญญาณรับรู้ได้ ก็โปรดช่วยข้าสักคราเถิด"
ทว่ากระดูกนิ้วนั้นกลับนิ่งสนิทไร้ความเคลื่อนไหว
ชายชราในชุดคลุมสีดำกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "ส่งกระดูกพุทธะออกมา แล้วบอกมาว่าเฉินฉางชิงอยู่ที่ไหน ข้าผู้นี้จะเมตตาเหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้เจ้า"
หรูเจี้ยตอบกลับไปว่า "ศพสมบูรณ์รึ ฟังดูมิเป็นมงคลเอาเสียเลย"
ชายชราในชุดคลุมสีดำยกมือขึ้น
ปลายไม้เท้ากระดูกแยกออก ปรากฏเป็นรูปลักษณ์หน้าผีที่น่าสยดสยอง
หน้าผีนั้นพ่นเส้นด้ายสีดำออกมา พันธนาการข้อมือของหรูเจี้ยไว้แน่น
หรูเจี้ยพยายามออกแรงจากแขนทั้งสองข้าง แสงพุทธะสว่างวาบขึ้นเพื่อต่อต้าน แต่เส้นด้ายสีดำนั้นกลับยิ่งรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ
เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผากของเขา
"บุตรศักดิ์สิทธิ์เฉินมิได้อยู่ที่นี่"
"แล้วมันอยู่ที่ใด?"
"อาตมามิทราบ"
"เจ้าอยากตายนักใช่หรือไม่?"
"อาตมายังอยากมีชีวิตอยู่สืบไป"
ชายชราในชุดคลุมสีดำกดเสียงต่ำ "เช่นนั้นก็จงพูดมา!"
หรูเจี้ยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"เขาก็ไปที่สุสานบรรพชนของเจ้าแล้วอย่างไรเล่า!"