- หน้าแรก
- ผมบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนในสถานีตำรวจ
- บทที่ 40 ร่องรอยที่ถูกเปิดโปง
บทที่ 40 ร่องรอยที่ถูกเปิดโปง
บทที่ 40 ร่องรอยที่ถูกเปิดโปง
บริเวณริมหลักกิโลเมตรที่สามของถนนกั๋อเต้าสาย 217 นอกตัวเมืองนั้นเงียบสงัดจนน่าใจหาย มีเพียงสายลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านดงหญ้ารกชัฏจนเกิดเสียงซ่าๆ ช่วยเพิ่มบรรยากาศความรกร้างให้มากยิ่งขึ้น
เวินอี่หนิงและเจิ้งเฉียนขับรถเอสยูวีสีดำยี่ห้อโฟล์กสวาเกนมาจอดนิ่งที่ข้างหลักกิโลเมตรตามเวลานัดหมาย
ภายในรถ ทั้งสองคนดูสงบนิ่งแต่ประสาทสัมผัสทุกส่วนกลับตึงเครียดถึงขีดสุด
เวินอี่หนิงสวมชุดลำลองที่สะดวกต่อการเคลื่อนไหวและแต่งหน้าจัดกว่าปกติเล็กน้อย ส่วนเจิ้งเฉียนสวมเสื้อผ้าแบรนด์เนม นาฬิกาข้อมือสะท้อนแสงวับแวมในความมืด ที่ใบหูของทั้งคู่มีอุปกรณ์สื่อสารขนาดจิ๋วเพื่อติดต่อกับรถบัญชาการส่วนหน้าซึ่งอยู่ห่างออกไปหนึ่งกิโลเมตรแบบสดๆ
"ผู้ซื้อเข้าประจำที่แล้ว"
"แต่ละกลุ่มรายงานสถานการณ์"
"กลุ่มหนึ่งประจำที่ ทัศนวิสัยดีเยี่ยม"
"กลุ่มสองประจำที่ ปิดล้อมจุดเอเรียบร้อย"
"กลุ่มสามหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าประจำที่"
ภายในรถบัญชาการส่วนหน้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
โจวปินผู้ทำหน้าที่สั่งการจ้องมองหน้าจอภาพที่ส่งมาจากอากาศยานไร้คนขับและกล้องตามจุดต่างๆ อย่างไม่กะพริบตา โดยมีผู้นำจากกรมป่าไม้คอยช่วยเหลือในการประสานงาน
"ทุกคนตั้งสติให้ดี! พวกนี้ไม่ใช่พวกกระจอก ห้ามให้เกิดความผิดพลาดเด็ดขาด!" เสียงของโจวปินดังผ่านช่องทางสื่อสารไปยังเจ้าหน้าที่ทุกคนด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอำนาจ
เวลาผ่านไปทีละนาที จนเลยเวลานัดหมายแต่เป้าหมายก็ยังไม่ปรากฏตัว เจ้าหน้าที่ที่ซุ่มอยู่ต่างกลั้นหายใจไม่กล้าขยับเขยื้อน
เวินอี่หนิงและเจิ้งเฉียนที่รออยู่ในรถสัมผัสได้ถึงความกดดันที่แทบจะหยุดหายใจ
จนกระทั่งเวลาสิบนาฬิกาสิบห้านาที เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ที่ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ก็ทำลายความเงียบลง
มอเตอร์ไซค์สภาพเก่าคันหนึ่งเปิดไฟหน้าสีเหลืองนวล ขับมาจากอีกทิศทางของถนนกั๋อเต้า ก่อนจะมาจอดห่างจากรถของพวกเธอประมาณสิบกว่าเมตร บนรถคือตัวกลางร่างเล็กที่มีสายตาเจ้าเล่ห์คนเดิม
เขาไม่ลงจากรถและไม่ขยับเข้าใกล้ เพียงแต่นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์พลางระแวดระวังมองไปรอบๆ
"เถ้าแก่ เอาเงินมาด้วยหรือเปล่า?" ชายร่างเล็กตะโกนถาม เสียงของเขาดูพร่าเลือนไปกับลมหนาว
เจิ้งเฉียนเลื่อนกระจกรถลง เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งหนึ่งพร้อมน้ำเสียงหงุดหงิดที่ถูกปล่อยให้รอเก้อ "พูดมากน่า! แล้วของล่ะ? ปล่อยให้พวกเรานั่งบื้ออยู่ตั้งนาน!"
ชายร่างเล็กหัวเราะหึๆ ไม่ตอบคำถามแต่กลับพูดว่า "ตามธรรมเนียม ต้องเช็กเงินอีกรอบ เอาเงินสดมาใช่ไหม?"
เจิ้งเฉียนสบถในใจถึงความกะล่อนของอีกฝ่าย แต่หน้าฉากยังคงทำเป็นรำคาญใจพลางหยิบกระเป๋าหนังขึ้นมาเปิดซิปให้เห็นเงินสดข้างใน
เมื่อชายร่างเล็กยืนยันแล้ว แววตาของเขาก็ส่องประกายวูบหนึ่ง ก่อนจะโพล่งขึ้นว่า "ตรงนี้ลมแรง ไม่ใช่ที่สำหรับคุยกัน เปลี่ยนที่เถอะ ตามผมมา"
พูดจบเขาก็ไม่รอคำตอบ บิดคันเร่งกลับรถมุ่งหน้าลึกเข้าไปตามถนนกั๋อเต้าในทิศทางที่ออกห่างจากตัวเมือง
เหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนใจหายวาบ!
"เป้าหมายขอเปลี่ยนสถานที่ซื้อขาย! กำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก!" เวินอี่หนิงรีบรายงานเสียงต่ำไปยังศูนย์บัญชาการ
ภายในรถบัญชาการ ผู้กำกับโจวปินสีหน้าเคร่งเครียดลงทันที นิ้วมือลากผ่านแผนที่อย่างรวดเร็ว "ทุกกลุ่มฟังทางนี้ เป้าหมายเคลื่อนที่ รักษาระยะห่างให้ปลอดภัย ติดตามแบบสลับกลุ่ม ห้ามคลาดสายตาเด็ดขาด! หน่วยเคลื่อนที่เร็ว เข้ายึดจุดยุทธศาสตร์รอบสถานที่ใหม่! เวินอี่หนิง เจิ้งเฉียน ตามไปอย่างระมัดระวัง ห้ามลงมือโดยพลการถ้าไม่มีคำสั่งจากผม! ย้ำ ห้ามลงมือโดยพลการ!"
แผนการเดิมถูกทำลาย วงล้อมที่วางไว้สูญเสียประสิทธิภาพทันที เครือข่ายการจับกุมทั้งหมดต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
เวินอี่หนิงและเจิ้งเฉียนไม่รอช้า รีบสตาร์ทรถขับตามมอเตอร์ไซค์คันนั้นไปห่างๆ
ในขณะเดียวกัน ที่สถานีตำรวจ เว่ยหยวนเฉียงที่มีผ้าพันแผลที่แขนรู้สึกไม่สบายใจอย่างถึงที่สุด หลังจากลังเลอยู่นานเขาก็ไปหาหยางไห่เฟิง
"ผู้กำกับหยางครับ หลินเฟิงเขา... เมื่อกี้เขาขี่มอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าไปทางสถานที่ซื้อขายครับ"
"ว่าไงนะ?!" หยางไห่เฟิงได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที "เหลวไหล! เขาไม่รู้หรือไงว่านี่มันผิดระเบียบวินัย?! บุ่มบามเข้าไปถ้าทำแผนแตกขึ้นมา ผลที่ตามมามันจะร้ายแรงแค่ไหน!"
เขารีบคว้าโทรศัพท์มือถือโทรหาเจียงหลินเฟิงทันที แต่สิ่งที่ได้ยินกลับมีเพียงเสียงแจ้งเตือนว่า เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้
เห็นได้ชัดว่าเจียงหลินเฟิงปิดเครื่องมือสื่อสารเพื่อป้องกันการรบกวนหรือด้วยเหตุผลอื่น
"ไอ้หนูนี่..." หยางไห่เฟิงโกรธจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโป้งแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ภาวนาในใจอย่าให้เจียงหลินเฟิงไปก่อเรื่องอะไรเข้า
อย่างไรก็ตาม ถนนกั๋อเต้านั้นมีทางแยกมากมาย แถมความมืดมิดก็ปกคลุมไปทั่ว จะหาตำแหน่งที่แน่นอนได้หรือไม่ยังเป็นเครื่องหมายคำถาม
มอเตอร์ไซค์ของชายร่างเล็กขับนำหน้าไปเรื่อยๆ ไม่เร็วนัก คอยสังเกตกระจกมองหลังเป็นระยะ
ขับไปได้ประมาณห้ากิโลเมตร ตรงทางแยกที่แทบจะไม่มีป้ายบอกทาง ชายร่างเล็กก็หักเลี้ยวเข้าสู่ถนนดินที่ขรุขระ
สุดปลายถนนดินนั้น มองเห็นโครงสร้างอาคารเตี้ยๆ สีดำตะคุ่มดูคล้ายกับเขตโรงงานร้างหรือกลุ่มบ้านเรือนที่กระจัดกระจาย
มอเตอร์ไซค์จอดลงหน้าบ้านพักอาศัยหลังหนึ่งที่ดูค่อนข้างสมบูรณ์และมีลานบ้านขนาดเล็ก
เวินอี่หนิงและเจิ้งเฉียนจอดรถห่างออกไปหลายสิบเมตร ทั้งคู่ยังไม่ลงรถแต่คอยสังเกตสภาพแวดล้อมอย่างระแวดระวัง ที่นี่ห่างไกลผู้คนยิ่งกว่าเดิม รอบข้างมืดมิดสนิท มีเพียงแสงไฟริบหรี่ที่ลอดออกมาจากหน้าต่างบ้านหลังนั้นเท่านั้น
กำลังเสริมยังอยู่ในระหว่างการเคลื่อนกำลังเพื่อปิดล้อม สถานการณ์ตอนนี้พวกเธอเปรียบเสมือนกองกำลังโดดเดี่ยวที่บุกเข้ามาในรังศัตรู
"ศูนย์บัญชาการ ศูนย์บัญชาการ ถึงสถานที่นัดหมายใหม่แล้ว สภาพแวดล้อมซับซ้อน ทราบแล้วเปลี่ยน" เวินอี่หนิงรายงานด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
เสียงของโจวปินตอบกลับมาด้วยความหนักใจ "รับทราบ กำลังเสริมกำลังเข้าปิดล้อมแต่ต้องใช้เวลา! ถ่วงเวลาพวกมันไว้ให้ได้นานที่สุด แต่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับแรก! ทราบแล้วเปลี่ยน"
ทันใดนั้นเอง ในเเง่มืดข้างบ้านพัก รถตู้สีเงินที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจอดข้างมอเตอร์ไซค์
ชายฉกรรจ์สองคนเดินลงมาจากรถ ทั้งคู่รูปร่างกำยำ สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้ม ใบหน้าเย็นชา แววตาแฝงไปด้วยความอำมหิตแบบพวกสู้ตาย
หนึ่งในนั้นถือถุงผ้าใบรูปทรงยาวประมาณหนึ่งเมตรเศษ
ชายร่างเล็กรับวิ่งเข้าไปต้อนรับแล้วกระซิบกระซาบกันครู่หนึ่ง
ชายฉกรรจ์ที่ถือถุงผ้ากวาดสายตาคมกริบมาทางรถของพวกเวินอี่หนิงแล้วพยักหน้า
"เถ้าแก่ ของมาแล้ว ตรวจของสิ" ชายร่างเล็กตะโกนเรียก
เวินอี่หนิงและเจิ้งเฉียนสบตากัน ทั้งคู่รู้ดีว่าการถอยหลังในตอนนี้จะทำให้เกิดความสงสัย
ทั้งสองเปิดประตูรถลงมา พยายามทำตัวให้ดูสุขุมเยือกเย็นที่สุด เจิ้งเฉียนถือกระเป๋าใส่เงินเดินนำหน้า
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันที่ลานกว้างระหว่างรถกับบ้านพัก ชายที่ถือถุงเทถุงผ้าใบลงบนพื้นแล้วรูดซิปเปิดออก
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อสิ่งที่อยู่ในห่อปรากฏสู่สายตาภายใต้แสงจันทร์ หัวใจของเวินอี่หนิงและเจิ้งเฉียนก็กระตุกวูบ!
มันคือหัวกะโหลกของแพะภูเขาเหนือที่ผ่านการจัดการเบื้องต้นมาแล้ว แต่ยังมีคราบเนื้อแห้งและรอยเลือดติดอยู่! เขาขนาดใหญ่ที่โค้งงออย่างงดงามสะท้อนแสงจันทร์สีนวลจนดูขาวโพลนอย่างน่าขนลุก ราวกับกำลังฟ้องร้องถึงความทารุณที่ได้รับ
"เป็นไง? ของเกรดเอเลยใช่ไหม?" ชายร่างเล็กยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
เจิ้งเฉียนสะกดความดีใจที่จะได้ผลงานไว้ในใจ เขาคุกเข่าลงแกล้งทำเป็นตรวจสอบสภาพของเขาแพะ สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุด!
ทว่าชายฉกรรจ์อีกคนที่ยืนเยื้องไปด้านหลัง เมื่อสายตาเขากวาดผ่านใบหน้าของเวินอี่หนิง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที!
เขามองจ้องเธอตาเขม็ง ยัยนี่เป็นตำรวจ! เขาเคยเห็นเธอตอนปฏิบัติหน้าที่ในตัวเมือง! ถึงแม้จะมีการอำพรางใบหน้า แต่โครงหน้าและรังสีเฉพาะตัวทำให้เขามั่นใจว่าจำคนไม่ผิด!
"แม่งเอ๊ย! ตำรวจนี่หว่า!" เขาตะโกนลั่นด้วยสำเนียงท้องถิ่นที่ชัดถ้อยชัดคำ!
พร้อมกันนั้น เขาชักปืนพกเฮยซิงออกมาจากเอวด้านหลังอย่างรวดเร็ว แล้วเล็งปากกระบอกปืนไปที่เวินอี่หนิงโดยไม่ลังเล!
"ไอ้เตี้ยแกมันโง่บรม! ตำรวจยังดูไม่ออก!" เขาด่าทอพลางเตรียมจะเหนี่ยวไก!
เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป! ชายร่างเล็กตกใจจนขวัญเสีย ทรุดตัวลงไปกองกับพื้นทันที
ชายฉกรรจ์ที่ถือถุงก็ปฏิกิริยาไวมาก เขาทิ้งหัวแพะแล้วรีบล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ!
"ระวัง!" เจิ้งเฉียนตอบโต้ได้รวดเร็วที่สุด ในจังหวะที่อีกฝ่ายชักปืน เขาก็พุ่งตัวเข้าบังเวินอี่หนิงพร้อมกับชักปืนประจำกายออกมา!
ปัง!
เสียงปืนฉีกความเงียบงันของราตรี! นัดแรกพุ่งเฉี่ยวใบหูของเวินอี่หนิงไปเพียงนิดเดียว ก่อนจะฝังลงที่พื้นดินด้านหลังจนฝุ่นคลุ้ง!
"ยิงปืนแล้ว! ถูกต่อต้านการจับกุม! ขอกำลังเสริมด่วนที่สุด!" เวินอี่หนิงถูกเจิ้งเฉียนพุ่งล้มลงไปกับพื้น เธอรีบกลิ้งตัวไปอาศัยหน้ารถเป็นที่กำบัง พร้อมกับตะโกนสั่งการผ่านเครื่องสื่อสารอย่างเร่งร้อน!
ภายในบ้านพักก็มีเสียงเอะอะและเสียงฝีเท้าดังขึ้น เห็นได้ชัดว่ายังมีพวกพ้องของมันอีก!
ปัง ปัง ปัง!
คนร้ายทั้งสองอาศัยตัวรถเอสยูวีเป็นที่กำบัง ระดมยิงเข้าใส่พวกเธออย่างบ้าคลั่ง! กระสุนกระทบตัวถังรถเกิดเสียงดัง ตึ้ง ตึ้ง ที่น่าสยดสยอง กระจกรถแตกกระจายทันที!
ในพริบตา เสียงปืนดังระรัว ประกายไฟแลบวาบ!
เจิ้งเฉียนและเวินอี่หนิงถูกอำนาจการยิงที่หนาแน่นกดไว้หลังรถจนไม่สามารถเงยหน้ายิงโต้ตอบได้ ทำได้เพียงอาศัยตัวรถกำบังอย่างทุลักทุเล
กระสุนปืนปลิวว่อน สถานการณ์วิกฤตถึงขีดสุด! กำลังเสริมยังอยู่ระหว่างทาง ทุกวินาทีช่างยาวนานราวกับเป็นปี!
"นิ่งไว้! กำลังเสริมกำลังจะถึงแล้ว! อดทนไว้!"
โจวปินที่อยู่ในรถบัญชาการ เมื่อได้ยินเสียงปืนที่ดุเดือดและเสียงหอบหายใจอย่างเร่งร้อนของเวินอี่หนิง เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูด แต่เขายังต้องบังคับน้ำเสียงให้มั่นคงเพื่อสั่งการกองกำลังทุกส่วนให้มุ่งหน้าไปช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง