- หน้าแรก
- จากสุสานสู่บัลลังก์ หัวใจเย็นชาที่ถูกนางปลุก
- บทที่ 17 ไม่ต้องเข้มแข็งอีกต่อไป เพราะที่พึ่งของเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว!
บทที่ 17 ไม่ต้องเข้มแข็งอีกต่อไป เพราะที่พึ่งของเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว!
บทที่ 17 ไม่ต้องเข้มแข็งอีกต่อไป เพราะที่พึ่งของเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว!
บทที่ 17 ไม่ต้องเข้มแข็งอีกต่อไป เพราะที่พึ่งของเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว!
เมื่อเห็นผู้คนเริ่มเข้ามามุงดูมากขึ้น ซ่งจินเยว่ก็ยกมือขึ้นซับน้ำตาอีกครั้ง พลางแสดงท่าทางที่ดูน่าเวทนาและไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างถึงที่สุด
"ใครบ้างจะไม่รู้ว่าฉันกับหลี่เหวินจูหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก ลู่ม่านม่านทั้งที่รู้ว่าเรามีพันธะสัญญาต่อกัน แต่เธอกลับแอบลักลอบมีความสัมพันธ์กับหลี่เหวินจูข้างหลังฉัน"
"นอกจากจะแย่งคู่หมั้นของฉันไปแล้ว เธอยังคิดจะแย่งงานและบีบบังคับให้ฉันต้องไปบุกเบิกในชนบทแทนเธออีก แล้วตอนนี้พวกคุณยังมาสาดโคลนใส่ฉันไม่หยุดหย่อน คุณน้าเซิ่นคะ ฉันต้องทำอย่างไรคุณถึงจะพอใจเสียที?"
เรื่องการสวมบทบาทเป็นผู้ถูกรังแกใครจะทำไม่เป็นกันเล่า?
ทันทีที่ได้ยินคำพูดของซ่งจินเยว่ ร่างกำยำของลู่เว่ยกั๋วถึงกับสั่นสะท้าน เขาแผดเสียงตะโกนด้วยความโกรธจัดว่า "หุบปากนะ! นังลูกไม่รักดี แกพูดจาเหลวไหลอะไรออกมา!"
เขาพยายามส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ซ่งจินเยว่หยุดพูดเพื่อระงับเหตุการณ์ แต่ในวินาทีต่อมา ซ่งจินเยว่กลับตวัดสายตามองเขาราวกับจะบอกว่า 'ไม่ต้องรีบร้อนไป อีกประเดี๋ยวก็ถึงตาคุณแล้ว'
"พ่อคะ ย้อนกลับไปตอนนั้น หลังจากแม่ของฉันเสียชีวิตได้เพียงเดือนเดียว พ่อก็ทนรอแทบไม่ไหว รีบพาสามคนนี้เข้าบ้านตระกูลซ่ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พ่อลำเอียงเข้าข้างพวกเขาในทุกเรื่อง ทั้งทุบตีและด่าว่าฉันสารพัดตามแต่อารมณ์ ฉันเองก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของพ่อนะ!"
ลู่เว่ยกั๋วถึงกับอึ้ง "??"
เขาไปทุบตีหรือด่าว่าเธอทุกวี่ทุกวันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ตลอดหลายปีมานี้ เขามีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นคือคืนนั้นที่ตบหน้าเธอด้วยความโมโหจัด!
ก่อนที่ลู่เว่ยกั๋วจะได้ทันโต้แย้ง เขาก็ได้ยินซ่งจินเยว่พูดต่อไปว่า "ตอนที่ลู่ม่านม่านแย่งงานและล่อลวงคู่หมั้นของฉัน พ่อไม่เคยแยแสแม้แต่น้อย ตอนนี้ลู่กวงจงยังร่วมมือกับชู้รักขนทรัพย์สินในบ้านตระกูลซ่งไปจนหมดเกลี้ยง พ่อก็ยังจะเข้าข้างเขาอีก"
"ในเมื่อในใจของพ่อไม่เคยมีที่ว่างให้กับลูกสาวแท้ๆ อย่างฉันเลย ก็ได้ค่ะ ฉันจะไปลงประกาศแจ้งความในหนังสือพิมพ์เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์เสียเดี๋ยวนี้ เรามาขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนและตัดขาดกันให้สิ้นซากไปเลย!"
ดวงตาของซ่งจินเยว่แดงก่ำขณะจ้องมองลู่เว่ยกั๋วด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง ราวกับว่าหัวใจของเธอถูกเขาทำลายจนแหลกสลายไปหมดสิ้น
และก็เป็นไปตามคาด หลังจากได้ยินคำพูดของซ่งจินเยว่ ลู่เว่ยกั๋วและเซิ่นอวี่โหรวก็ต้องเผชิญกับสายตาดูหมิ่นและเสียงรุมประณามจากฝูงชนที่อยู่โดยรอบ
คู่ชายโฉดหญิงชั่วคู่นี้ในที่สุดก็ได้สัมผัสถึงความรู้สึกโกรธแค้นและไร้หนทางสู้ เมื่อมีปากแต่ไม่สามารถโต้แย้งเพื่อชำระล้างมลทินให้ตนเองได้
พวกเขาจ้องเขม็งไปที่ซ่งจินเยว่ด้วยความอาฆาต แทบอยากจะจ้องใบหน้าของเธอให้ทะลุเป็นรู
อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันมานานหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาตระหนักว่าซ่งจินเยว่เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมเพียงใด!
ซ่งจินเยว่ต้องการประกาศเรื่องการตัดขาดกับลู่เว่ยกั๋วให้ทุกคนได้รับรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลากลงเหวไปพร้อมกับพวกเขาเมื่อถึงเวลา
เมื่อคำนวณวันเวลาดูแล้ว ประกาศตัดขาดความสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์ก็น่าจะตีพิมพ์ออกมาในวันนี้พอดี
หลังจากบรรลุเป้าหมายแล้ว ซ่งจินเยว่จึงเดินออกจากสถานีรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ทันทีที่เธอไปถึงหน้าประตูบ้าน เธอก็ได้ยินเสียงใครบางคนกำลังด่าทออย่างเผ็ดร้อน
"เจ้าคนสารเลวลู่เว่ยกั๋วนั่น บังอาจทำกับเสี่ยวยวี่แบบนี้ได้ยังไง! ถ้ามันกลับมาเมื่อไหร่ ฉันจะหักขาของมันให้ดู!"
"โธ่ ตาแก่ ใจเย็นๆ ก่อนเถอะ คุณเพิ่งฟื้นมาได้ไม่กี่วันเอง หมอบอกว่าอย่าทำตัวให้อารมณ์เสียนะ"
"ใจเย็นงั้นหรือ? ฉันเย็นไม่ลงหรอก! ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้สั่งสอนไอ้หมาลู่เว่ยกั๋วนั่นให้หลาบจำ ต่อให้ตายเข้าโลงไปฉันก็คงนอนตายตาไม่หลับ!"
เมื่อมองเห็นร่างของคนสองคนที่เดินวนเวียนไปมาอยู่ในห้องรับแขก ซ่งจินเยว่ก็ชะงักนิ่งอยู่กับที่
"คุณอาห้า คุณอาสะใภ้ห้า ทำไมพวกคุณถึงมาอยู่ที่นี่คะ?"
ชายชราตัวเล็กที่กำลังเดินวนเวียนด้วยความโกรธจัดหยุดกึก ก่อนจะรีบหันขวับมามอง
"เสี่ยว... เสี่ยวยวี่?"
เมื่อเห็นหญิงสาวผู้สง่างามยืนอยู่ที่ประตู คุณอาห้าก็นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่กว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอ
"ยวี่ยวี่ หนูไปไหนมา? มาเร็วเข้า ให้คนเป็นอาดูหน่อยว่าหนูไม่เป็นไรใช่ไหม!"
ทันทีที่เห็นซ่งจินเยว่ คุณอาสะใภ้ห้าก็รีบปล่อยมือจากชายชราข้างกายแล้วก้าวฉับๆ ตรงไปหาซ่งจินเยว่
นางคว้าแขนของซ่งจินเยว่ พลางพินิจมองหัวจรดเท้า แล้วดึงเธอเข้าไปกอดด้วยความเจ็บปวดใจ
"โถลูกเอ๋ย ลำบากหนูแล้วจริงๆ เป็นความผิดของอาเองที่ดูแลหนูไม่ดีพอ"
ซ่งจินเยว่รู้ได้ทันทีว่าคุณอาสะใภ้ห้าต้องได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตระกูลซ่งในช่วงสองวันที่ผ่านมามาจากเพื่อนบ้านแน่ๆ เธอจึงตบหลังน้าสะใภ้เบาๆ เพื่อปลอบประโลม
"คุณอาสะใภ้คะ หนูไม่เป็นไรค่ะ คนที่มีปัญหาคือลู่เว่ยกั๋ว เซิ่นอวี่โหรว และลูกๆ ของพวกเขาสองคนต่างหาก ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะคะ ว่าแต่คุณอาห้าฟื้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?"
"ฟื้นเมื่อวันก่อนจ้ะ หมอบอกว่าให้รอดูอาการอีกสักสัปดาห์ แต่ตาแก่คนนี้ไม่ยอมฟังท่าเดียว ยืนกรานจะมาหาหนูให้ได้ อาห้ามเจ้าของรั้นคนนี้ไม่ได้เลยต้องพาเขามาด้วยนี่แหละ"
คุณอาสะใภ้ห้าปาดน้ำตา แม้คำพูดจะเป็นการบ่นแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอาทร
เมื่อสามปีก่อนคุณอาห้าล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา หมอหลายคนกล่าวว่าเขาอาจจะต้องอยู่ในสภาพนั้นไปตลอดชีวิต แต่คุณอาสะใภ้ห้าไม่ยอมแพ้ นางเฝ้าดูแลอยู่ข้างกายเขาทุกวัน ปรนนิบัติอย่างถีพิถันและคอยพูดคุยด้วยเสมอ
กิจวัตรซ้ำซากเช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมานานถึงสามปี
บางทีสวรรค์อาจจะซาบซึ้งในความรักของนาง คุณอาห้าที่หลับไหลไปนานถึงสามปีจึงได้ฟื้นลืมตาขึ้นมา แม้แต่หมอยังเอ่ยปากว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์
ตลอดสามปีที่ผ่านมา คุณอาสะใภ้ห้าไม่เพียงแต่ดูแลคุณอาห้าทุกวัน แต่ยังหาเวลามาเยี่ยมเยียนซ่งจินเยว่อยู่เสมอ ซ่งจินเยว่ไม่อยากให้ท่านต้องลำบากเดินทางไปมาในวัยขนาดนี้ จึงสัญญว่าจะเขียนจดหมายไปหาทุกเดือนเพื่อรายงานความเป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม เธอมักจะรายงานแต่เรื่องดีๆ และเก็บงำเรื่องร้ายๆ เอาไว้คนเดียวเสมอ
"คุณอาห้าคะ"
ซ่งจินเยว่เดินเข้าไปหาคุณอาห้าและเรียกเขา
เมื่อได้สติ ดวงตาของคุณอาห้าก็เริ่มรื้นไปด้วยความตื้นตัน "ดี... ดีเหลือเกิน พริบตาเดียวเสี่ยวยวี่ก็โตเป็นสาวขนาดนี้แล้ว อาห้าแก่ตัวลงไปมาก สายตาก็เริ่มฝ้าฟาง เมื่อครู่เห็นหนูอายังไม่กล้าทักเลย"
ซ่งจินเยว่ตอบกลับว่า "ไม่เลยค่ะ คุณอาห้ายังดูน่าเกรงขามเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด"
"ฮ่าๆๆ มีแต่หนูคนเดียวเท่านั้นแหละที่รู้วิธีทำให้ตาแก่อย่างอาดีใจ!"
คุณอาห้าหัวเราะร่าอย่างมีความสุขเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ แต่ในไม่ช้าเขาก็หัวเราะไม่ออกอีกต่อไป
"คุณอาห้าคะ คุณอาไม่เชื่อฟังคุณหมอเลย หมอบอกว่าให้รอดูอาการอีกเจ็ดวัน แล้วทำไมคุณอาถึงไม่ฟังล่ะคะ? คุณอาสะใภ้ดูแลคุณอามาตลอดสามปีจนในที่สุดก็ได้เห็นคุณอาฟื้นขึ้นมา ถ้าเกิดคุณอาเป็นอะไรไปอีก พวกเราจะทำยังไงกันคะ?"
ซ่งจินเยว่ตีหน้าดุขณะเอ่ยตักเตือนเขาอย่างจริงจัง
คุณอาห้าถูไม้ถูมือพลางทำหน้าออดอ้อน "ก็อาเอาแต่นอนอยู่บนเตียงมาตั้งสามปีแล้วนี่นา ไม่ได้เห็นหน้าหนูตั้งนานอาเลยคิดถึง เสี่ยวยวี่อย่าโกรธไปเลยนะ อาขอสัญญาเลยว่าจะไม่มีครั้งหน้าอีกแน่นอน"
ซ่งจินเยว่ไม่หลงกลง่ายๆ พลางทำเสียงฮึดฮัด "สัญญาแค่กับหนูไม่ได้หรอกค่ะ คุณอาต้องสัญญากับคุณอาสะใภ้ด้วย ตลอดสามปีมานี้คุณอาสะใภ้เป็นคนที่เหนื่อยที่สุดเลยนะคะ"
"ได้ๆๆ แม่ยอดขวัญ พ่อสัญญาว่านับจากนี้ไปพ่อจะฟังคำสั่งของแม่จ้ะ ถ้าแม่สั่งให้ไปตะวันออก พ่อจะไม่มีทางไปตะวันตกเด็ดขาด"
คุณอาสะใภ้ห้าพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างเย็นชาครั้งหนึ่ง "ให้มันได้อย่างนี้เถอะ"
พูดจบ นางก็หันมามองซ่งจินเยว่ แล้วทั้งสองก็ยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ
อิอิ จัดการเรียบร้อย!
คุณอาห้าส่ายหัวอย่างจนใจ "ฉัน เฉียนไป่ว่าน ในที่สุดก็มาเจอคู่ปรับตัวฉกาจเป็นพวกเธอสองคนจนได้"
ในอดีตเขาเคยเป็นลูกพี่ใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็ยำเกรงทั้งในโลกมืดและโลกสว่าง มีลูกน้องในมือร่วมร้อยชีวิต แม้ว่าภายหลังจะล้างมือในอ่างทองคำและหันมาติดตามลูกพี่ใหญ่ของเขา แต่ใครบ้างที่ได้ยินชื่อของเขาบนท้องถนนแล้วจะไม่ให้เกียรติ?
ทว่าตอนนี้เขากลับมาพ่ายแพ้ให้แก่เมียตัวเองและเสี่ยวยวี่เสียได้ หากบรรดาลูกน้องของเขารู้เข้า คงได้พากันหัวเราะจนฟันร่วงแน่ๆ
"เสี่ยวยวี่ มาคุยเรื่องสำคัญกันดีกว่า ในช่วงหลายปีที่อาหลับไป ลู่เว่ยกั๋วกับนังแม่ลูกคู่นั้นมันรังแกหนูบ้างไหม? ไม่ต้องกลัวนะ อาห้าอยู่นี่แล้ว อาจะเป็นพนักพิงให้หนูเอง!"
ยังไม่ทันที่ซ่งจินเยว่จะได้เอ่ยปาก เสียงที่เต็มไปด้วยโทสะของลู่เว่ยกั๋วก็ดังมาจากนอกประตู
"ซ่งจินเยว่ นังลูกสารเลว ออกมานี่เดี๋ยวนี้นะ! บังอาจมาเถียงคำไม่ตกฟากต่อหน้าคนตั้งมากมายที่สถานีรักษาความปลอดภัย ใครไม่รู้เขาคงนึกว่าแกเป็นพ่อฉันไปแล้ว!"
ไม่นานหลังจากซ่งจินเยว่ออกจากสถานี ลู่เว่ยกั๋วและเซิ่นอวี่โหรวก็หลบหนีออกมาจากฝูงชนด้วยความอับอายขายหน้า
เมื่อนึกถึงเรื่องที่ซ่งจินเยว่ทำให้พวกเขาถูกดูหมิ่นและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวันนี้ ความโกรธของลู่เว่ยกั๋วมันก็พุ่งพล่านขึ้นถึงสมอง!
ซ่งจินเยว่กอดอกจ้องมองคนทั้งสองที่พุ่งพรวดเข้ามาในบ้าน พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "ถ้าคุณยืนกรานจะยอมรับว่าฉันเป็นพ่อของคุณให้ได้ ฉันก็คงขัดศรัทธาไม่ได้เหมือนกันค่ะ"