- หน้าแรก
- บทบาทวายร้าย หัวใจสำนึกผิด
- บทที่ 8: พวกเรานั้นแตกต่างกัน
บทที่ 8: พวกเรานั้นแตกต่างกัน
บทที่ 8: พวกเรานั้นแตกต่างกัน
บทที่ 8: พวกเรานั้นแตกต่างกัน
"ธิดาแห่งโชคชะตางั้นหรือ" หลัวชวนเลิกคิ้วขึ้น
จากความเข้าใจของเขาที่มีต่อระบบ นางเอกแห่งโชคชะตาก็คล้ายกับบุตรแห่งโลก ซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ของตัวเอกที่ได้รับการยอมรับจากโชคชะตาของโลกใบนี้
ยกตัวอย่างเช่นลูน่า เธอมักจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับวิกฤตการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ เพียงเพื่อจะแก้ไขมันและเติบโตขึ้น
ส่วนธิดาแห่งโชคชะตาคนนี้ ดูเหมือนเธอจะเป็นตัวตายตัวแทนระดับล่างของนางเอกแห่งโชคชะตา หากเขาเดาไม่ผิด เธอคงคล้ายกับตัวตนที่มีศักยภาพพอจะกลายเป็นตัวเอกได้กระมัง
[ปิ๊งป่อง ทายถูกแล้วเหมียว แต่ไม่มีรางวัลให้หรอกนะเหมียว]
"ถ้าคิดจะอธิบาย ก็ควรจะทำตั้งนานแล้ว ไม่ใช่จู่ๆ ก็โผล่มาทำตัวน่ารักแบบนี้ เข้าใจไหม" หลัวชวนพูดอย่างหงุดหงิด
เขาลูบคาง ขณะที่ข้อสันนิษฐานใหม่เริ่มก่อตัวขึ้นในหัว
ในเมื่อมีธิดาแห่งโชคชะตา โลกใบนี้ก็ย่อมต้องมีสิ่งที่เรียกว่าตัวเอกอยู่ด้วย
วายร้ายก็คือวายร้าย เพราะพวกเขายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวเอก
ดูเหมือนว่าในอนาคตเขาจะต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้นเสียแล้ว
หลัวชวนตัดสินใจอย่างแน่วแน่ จากนั้นจึงงัดทักษะการแสดงออกมาใช้ เผยรอยยิ้มเย้ยหยันขณะเดินตรงไปยังธิดาแห่งโชคชะตาในศาลา
"ยัยบ้านนอก เธอไม่ได้มีอะไรพิเศษเลยสักนิด"
เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้สวี่เสี่ยวจินเผลอเงยหน้าขึ้นมอง
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเด็กหนุ่มผู้มีรอยยิ้มเย้ยหยันและเย็นชาบนริมฝีปาก
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน และแทบจะไม่ได้คุยกันเลยตลอดสามปีในโรงเรียนมัธยมปลาย แต่สวี่เสี่ยวจินก็ยังจำเขาได้
ถ้าจำไม่ผิด... ดูเหมือนเขาจะชื่อหลัวชวน
เนื่องจากผลการเรียนของพวกเขาทั้งสองคนอยู่ในระดับแนวหน้าของชั้นปี พวกเขาจึงมักจะได้ขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีด้วยกันบ่อยๆ ในพิธีปิดภาคเรียน
ที่สำคัญกว่านั้น หลัวชวนก็ประสบชะตากรรมเดียวกันกับเธอ ทั้งคู่ต่างเป็นผู้พ่ายแพ้ที่ปลุกได้เพียงพรสวรรค์ระดับซี และสูญเสียสิทธิ์โควตารับตรงของมหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดิ
หากเป็นเขา ผู้ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน... บางทีเขาอาจจะเข้าใจความรู้สึกของเธอได้
ด้วยความคิดอันเรียบง่ายนี้ สวี่เสี่ยวจินจึงมองลึกลงไปในดวงตาของหลัวชวนด้วยความหวังอันริบหรี่
ทว่าสิ่งที่เธอได้รับกลับมา มีเพียงสายตาที่ดูแคลนอย่างถึงที่สุด
"เพียงเพราะปลุกได้พรสวรรค์ระดับซี เธอก็เลยมาหลบถอนหายใจอยู่ในสถานที่แบบนี้น่ะหรือ คนอย่างเธอเคยขึ้นไปยืนแข่งบนเวทีเดียวกับฉันได้ยังไงกัน มันทำให้มาตรฐานของฉันดูตกต่ำลงจริงๆ"
หลัวชวนชี้หน้าด่าทอเธออย่างไม่ปรานี
"พรสวรรค์ระดับซีแล้วยังไง เข้ามหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดิไม่ได้แล้วมันยังไง เธออุตส่าห์พยายามมาตลอดสามปีในชั้นมัธยมปลาย จนก้าวมาถึงก้าวสุดท้ายนี้แล้ว แต่กลับมาถอดใจเอาง่ายๆ แบบนี้น่ะหรือ เธอยังมีความเป็นคนอยู่หรือเปล่า"
"..." สวี่เสี่ยวจินไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเจอกับคำดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจโถมเข้ามาในจิตใจของเธอทันที
เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นเสียหน่อย... ทำไมถึงต้องพูดจาเกินไปแบบนี้ด้วย...
ทว่าหลัวชวนกลับยิ่งได้ใจ เขากอดอก ใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
"ในพิธีปลุกพลัง คนร้อยละแปดสิบปลุกได้แค่พรสวรรค์ระดับซีหรือต่ำกว่านั้น มีเพียงร้อยละยี่สิบเท่านั้นที่ไปถึงระดับที่สูงกว่าซีได้ ดังนั้นการปลุกพรสวรรค์ระดับซีจึงเป็นเรื่องปกติมาก"
"ถ้าเธอไม่สามารถยอมรับความจริงข้อนี้ได้ เธอก็ถอนตัวจากการสอบไปแต่เนิ่นๆ เสียเถอะ เธอไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงหรอก"
"พรสวรรค์ระดับซีไม่ใช่ขยะ แต่เธอที่มานั่งอมทุกข์เพราะปลุกได้พรสวรรค์ระดับซีต่างหากที่เป็นขยะ"
คำพูดของหลัวชวนเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของสวี่เสี่ยวจินอย่างโหดเหี้ยม
สวี่เสี่ยวจินไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงต้องทำแบบนี้
เธอรู้สึกแย่มากพออยู่แล้ว แต่กลับยังต้องมาถูกเหยียบย่ำแบบนี้อีก
เป็นเพราะเธอดูเป็นคนหัวอ่อนรังแกง่ายอย่างนั้นหรือ
"..." สวี่เสี่ยวจินยกมือขึ้นทาบอก
นับตั้งแต่เธอโชคร้ายปลุกได้พรสวรรค์ระดับซี ชีวิตของเธอก็พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ
โควตารับตรงเข้ามหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดิหลุดลอยไป
ท่าทีของครูที่มีต่อเธอก็เย็นชาขึ้น
เพื่อนร่วมชั้นเริ่มพูดจาถากถางต่อหน้าเธอ
แม้แต่คุณย่าที่เลี้ยงดูเธอมาเพียงลำพัง ก็ยังพลอยฟ้าพลอยฝนกลายเป็นตัวตลกของเพื่อนบ้านไปด้วย
ในทางกลับกัน นักเรียนโควตากรณีพิเศษคนนั้น เพียงเพราะปลุกได้พรสวรรค์ระดับเอส ก็กลายเป็นคนดังขึ้นมาทันที
ไม่ว่าเธอจะพยายามหนักแค่ไหน เธอก็ไม่สามารถก้าวข้ามช่องว่างของพรสวรรค์ไปได้เลย
โลกใบนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
"..." สวี่เสี่ยวจินกัดริมฝีปากล่าง ขอบตาของเธอแดงก่ำในทันที
เธอเงยหน้าขึ้นมองหลัวชวนที่อยู่ตรงหน้า
สายตาดูถูกอันเย่อหยิ่งของอีกฝ่ายทำให้เธอรู้สึกเศร้าใจอย่างสุดซึ้ง และเธอก็อยากจะร้องไห้ออกมา
แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก็ปะทุขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
เธอไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะยอมรับเรื่องนี้เลยสักนิด
เพราะ... ถ้าเป็นคนอื่นพูดก็คงไม่เป็นไร...
"นายเองก็ไม่ได้ต่างอะไรจากฉันไม่ใช่หรือไง" สวี่เสี่ยวจินข่มความขมขื่นในใจและรวบรวมความกล้าถามเขากลับไป
"ทั้งๆ ที่เราต่างก็ปลุกได้พรสวรรค์ระดับซีเหมือนกัน แต่ทำไมนายถึงยังสู้ต่อไปได้ล่ะ"
"ระหว่างระดับซีกับระดับซี มันก็ยังมีช่องว่างอยู่"
คำตอบของอีกฝ่ายทำให้สวี่เสี่ยวจินเบิกตากว้าง
"เธอก็นั่งสมเพชตัวเองอยู่ตรงนี้ต่อไปเถอะ ฉันจะใช้พรสวรรค์ระดับซีของฉันตบหน้าทุกคน รวมถึงเธอที่ดูถูกฉันด้วย"
เขาทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคนี้ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว
สวี่เสี่ยวจินจ้องมองไปในทิศทางนั้นอย่างเหม่อลอย
หลงเหลือเพียงแผ่นหลังอันสง่าผ่าเผย
ในที่สุดเขาก็ชิ่งหนีมาได้
หลัวชวนเดินออกจากลานกว้างด้วยใบหน้าเรียบเฉย
เขาไม่กล้าหันหลังกลับไปมองเลยแม้แต่น้อย
หากไม่ได้บุคลิกภาพเสือยิ้มยากของศาสตราจารย์โรดส์ช่วยไว้ เขาคงได้ลงไปนอนกลิ้งเกลือกกับพื้นด้วยความอับอาย จนใช้นิ้วเท้าจิกพื้นเป็นรูปคฤหาสน์หรูไปแล้ว
พูดกันตามตรง หลัวชวนไม่มีสิทธิ์ไปพูดจาแบบนั้นกับสวี่เสี่ยวจินเลยสักนิด
เพราะเขาแตกต่างจากสวี่เสี่ยวจิน
เขามีตัวช่วยพิเศษ
อย่างไรก็ตาม สวี่เสี่ยวจินเองก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน
ในฐานะธิดาแห่งโชคชะตา เธอควรจะได้พบกับวาสนาของเธอเอง
ความจริงแล้วหลัวชวนได้เตรียมบทพูดอื่นๆ เอาไว้ด้วย แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าสภาพจิตใจของสวี่เสี่ยวจินจะเปราะบางขนาดนี้ เธอทำท่าเหมือนจะร้องไห้หลังจากฟังไปได้แค่สองประโยคเท่านั้น
เขาจึงต้องรีบจบการเหยียบย่ำซ้ำเติมนี้ก่อนกำหนด
ยังไงเสีย เป้าหมายของภารกิจก็เพิ่งจะเสร็จสิ้น และรางวัลภารกิจก็ถูกโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว
หลัวชวนมองหน้าต่างของระบบที่เด้งขึ้นมา
[บรรลุเป้าหมาย!]
[เริ่มต้นด้วยการด่าทอธิดาแห่งโชคชะตาจนร้องไห้ ก้าวแรกของการเป็นวายร้าย คุณนี่มันไม่เบาเลยจริงๆ เชื่อว่าอีกไม่นาน คุณจะต้องสามารถทำให้เธอแปดเปื้อนได้อย่างแน่นอน!]
[ระบบได้ทำการมอบแต้มโชคชะตาเรียบร้อยแล้ว]
[แต้มโชคชะตาปัจจุบัน: 10 แต้ม]
[แต้มโชคชะตาที่ต้องการสำหรับการแสดงครั้งต่อไป: 100 แต้ม]
"ถึงคำวิจารณ์จะดูแปลกๆ ไปหน่อย แต่อย่างน้อยของรางวัลก็ได้รับมาจริงๆ ล่ะนะ"
หลัวชวนมองดูแต้มโชคชะตาที่ในที่สุดก็หลุดพ้นจากเลขศูนย์ด้วยความรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง
ยังมีเป้าหมายอีกหลายอย่างที่รอให้เขาไปทำให้สำเร็จ
แม้แต้มโชคชะตาที่เป็นรางวัลสำหรับแต่ละเป้าหมายจะไม่มากนัก แต่ถ้าค่อยๆ สะสมไปทีละนิด ยอดรวมก็น่าจะออกมาไม่ใช่น้อย
บางทีเขาอาจจะได้เริ่มการแสดงครั้งต่อไปในเร็วๆ นี้ก็เป็นได้
ช่วงเวลาพักกลางวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
การสอบภาคปฏิบัติรายการที่สอง การแสดงความสามารถของพรสวรรค์ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
สนามสอบถูกจัดตั้งขึ้นในโรงยิมที่อยู่ติดกับสนามฝึกซ้อม
เนื้อหาการสอบนั้นเรียบง่ายมาก ผู้เข้าสอบจะต้องต่อแถวเข้าห้องสอบ แสดงความสามารถอันโดดเด่นของพรสวรรค์ต่อหน้าผู้คุมสอบหลายคน และท้ายที่สุดก็จะได้รับการประเมินและให้คะแนนโดยผู้คุมสอบ
เมื่อหลัวชวนมาถึงหน้าทางเข้าโรงยิม แถวของผู้เข้าสอบก็ยาวเหยียดล้นออกมานอกตัวอาคารเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับการทดสอบความสามารถพื้นฐานในช่วงเช้า จำนวนผู้เข้าสอบกลับลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด
เห็นได้ชัดว่าผู้เข้าสอบจำนวนมากเลือกที่จะถอนตัวออกจากการสอบ
หลัวชวนปฏิบัติตามคำแนะนำในการสอบ และไปต่อท้ายแถว
นักเรียนที่เข้าไปในห้องสอบก่อนหน้านี้ ได้ทยอยเดินออกมาทางประตูทางออกแล้ว
บางคนมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม บางคนมีสีหน้าโศกเศร้า
เมื่อลองฟังบทสนทนาของพวกเขา ผู้ที่ทำผลงานได้ดีส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้เข้าสอบที่ปลุกได้พรสวรรค์สายต่อสู้
พวกเขาสามารถแสดงความสามารถของพรสวรรค์ได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม เช่น การควบคุมไฟ การสร้างกระแสไฟฟ้า การกลายร่างเป็นปีศาจ และอื่นๆ อีกมากมาย
ตราบใดที่พวกเขาสามารถใช้งานมันได้ พวกเขาก็จะได้คะแนนสูง
ส่วนผู้เข้าสอบที่ไม่สามารถปลุกพรสวรรค์สายต่อสู้ที่มองเห็นได้ชัดเจนนั้น
พวกเขาพบว่าแค่การจะแสดงพรสวรรค์ออกมาก็เป็นเรื่องยากแล้ว จึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะรู้สึกว่าผลงานของตัวเองออกมาย่ำแย่
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น
หลังจากต่อแถวมาเกือบสองชั่วโมง ในที่สุดก็ถึงคราวของหลัวชวนเสียที