- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นซุนหงอคงคราวนี้ ข้าขอเหยียบสวรรค์ทลายพุทธภูมิ
- บทที่ 8 - สามบุปผารวมกระหม่อม ห้าปราณรวมศูนย์
บทที่ 8 - สามบุปผารวมกระหม่อม ห้าปราณรวมศูนย์
บทที่ 8 - สามบุปผารวมกระหม่อม ห้าปราณรวมศูนย์
บทที่ 8 - สามบุปผารวมกระหม่อม ห้าปราณรวมศูนย์
ประกายไฟเหล่านี้ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีพลังทำลายล้างมากนัก ทว่าทันทีที่สัมผัสโดนตัว เพลิงหยินสายหนึ่งก็จะปะทุขึ้นจากจุดหย่งเฉวียนใต้ฝ่าเท้า ลุกลามไปทั่วแขนขา กระดูก อวัยวะภายในทั้งห้า จนลามไปถึงจุดตันเถียนตรงหว่างคิ้ว ร้ายกาจอย่างยิ่ง
ผู้บำเพ็ญเพียรมักจะเน้นหนักไปที่การฝึกฝนกายหยาบ หรือไม่ก็เน้นการฝึกฝนเวทมนตร์ น้อยคนนักที่จะสามารถฝึกฝนทั้งกายหยาบและดวงจิตให้แข็งแกร่งดุจแผ่นเหล็กกล้าได้ ทว่าเพลิงหยินที่เกิดจากภัยพิบัติเพลิงสุริยันนี้ กลับแผดเผาทั้งกายหยาบและดวงจิตไปพร้อมๆ กัน หากไร้ซึ่งวิชาหลบหลีกภัยพิบัติ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็จะถูกแผดเผาจนอวัยวะภายในกลายเป็นเถ่าถ่าน แขนขาเน่าเปื่อย ต่อให้บำเพ็ญเพียรมาอย่างยากลำบากนับพันปี ก็กลายเป็นเพียงภาพลวงตาอันว่างเปล่า
ทว่าสำหรับซุนหงอคงแล้ว เรื่องนี้กลับไม่นับว่าเป็นอุปสรรคใดๆ ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นกลางนภากาศ โฉบเฉี่ยวไปมาเหนือผิวน้ำราวกับผีเสื้อโบยบิน โยกหลบประกายไฟที่พุ่งเข้ามาทีละดวงๆ หากบังเอิญมีดวงไหนหลบไม่พ้นจนมาสัมผัสโดนตัว ร่างเงาสายหนึ่งก็จะพุ่งออกมาจากร่างของเขาทันที เพื่อรับเอาเพลิงหยินที่เกิดขึ้นไปแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านแทนเขา
ดวงอาทิตย์สีแดงบนท้องฟ้าสาดประกายไฟออกมามากขึ้นและหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุด ดวงอาทิตย์สีแดงก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ก่อนจะระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แตกกระจายเป็นห่าฝนเพลิงสาดซัดเข้าครอบคลุมร่างของซุนหงอคง นี่คือการโจมตีครั้งสุดท้ายของภัยพิบัติเพลิงสุริยัน และเป็นการโจมตีที่ผ่านไปได้ยากลำบากที่สุด เพียงชั่วพริบตาเดียว ห่าฝนเพลิงนับสิบสายก็พุ่งเข้ากระแทกร่างของเขา
“ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!”
ร่างเงาหลากหลายรูปทรงพุ่งออกมาจากร่างของซุนหงอคงอย่างต่อเนื่อง พวกมันลุกไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านอยู่ท่ามกลางห่าฝนเพลิง ส่วนร่างของซุนหงอคงก็พุ่งทะยานสวนทางสายฝนเพลิงขึ้นไป ทะลวงผ่านวงล้อมของฝนเพลิงออกไปได้ในรวดเดียว เสื้อผ้าทั่วทั้งร่างไม่มีร่องรอยความเสียหายแม้แต่นิดเดียว ภัยพิบัติเพลิงสุริยันก็เป็นเช่นนี้ หากหลบหลีกได้ ก็จะไม่ระคายเคืองแม้แต่ปลายเส้นขน แต่หากหลบหลีกไม่ได้ กระดูกและเนื้อก็ต้องกลายเป็นเถ้าถ่าน
ทันทีที่ซุนหงอคงพุ่งทะลวงออกมา ห่าฝนเพลิงที่เต็มท้องฟ้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นจุดแสงสีแดงกระจายหายไป ปราณเมฆามงคลรวมตัวกันขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเขา ก่อนจะลอยสูงขึ้นมาตามท่อนขาจนถึงระดับเอว ราวกับว่าร่างกายท่อนล่างของซุนหงอคงถูกห่อหุ้มไว้ด้วยหมู่เมฆ นี่คือสัญลักษณ์ของการเลื่อนระดับเป็นเทียนเซียน
“โฮก~~!”
ซุนหงอคงร่อนลงมาบนผิวน้ำ สองเท้าเหยียบย่ำลงบนผิวน้ำที่ราบเรียบดั่งกระจก เขาแหงนหน้าขึ้น ระบายลมปราณขุ่นมัวออกจากอก กลายเป็นเสียงคำรามยาวเหยียดดังกังวานออกไปรอบทิศทาง ที่นี่คือทวีปเป่ยจวี๋หลูโจว ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของสวรรค์และพุทธศาสนาแดนตะวันตก ครั้งนี้ คงไม่มีใครมาขัดจังหวะเขาอีกแล้ว
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย!”
“ฆ่า ฆ่าพวกมันให้หมด อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!”
เมื่อระดับตบะบารมีเพิ่มสูงขึ้น นอกจากพลังเวทในร่างกายจะหนาแน่นขึ้นแล้ว ประสาทสัมผัสทุกส่วนของร่างกายก็ถูกยกระดับขึ้นด้วยเช่นกัน ทันทีที่ซุนหงอคงคำรามจนจบ กำลังจะเดาะลิ้นด้วยความพึงพอใจและเตรียมเหาะเหินจากไป จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือและเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งดังมาจากลึกเข้าไปในหุบเขาอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ ทั้งยังมีกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยตามลมมาด้วย
ซุนหงอคงขมวดคิ้วเล็กน้อย ร่างของเขาขยับพุ่งทะยานไปยังทิศทางของเสียงนั้น เขาบิดกายเล็กน้อยจำแลงร่างเป็นผึ้งตัวน้อย เกาะอยู่บนกิ่งไม้ และมองลงไปยังลานสังหารที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร
ที่นี่คือหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง กลุ่มชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่กว่าคนปกติราวหนึ่งช่วงศีรษะ สวมชุดเกราะหนังสัตว์ กำลังอาละวาดจุดไฟเผา ฆ่าฟัน และปล้นชิงไปทั่วหมู่บ้าน ชายโฉดเหล่านี้ถือดาบใหญ่และขวานไว้ในมือ ทั่วร่างมีแสงหลากสีลอยวนเวียนอยู่จางๆ โดยเฉพาะบนอาวุธ แสงเหล่านั้นเจือปนไปด้วยกลิ่นอายของไอสังหารเลือด ส่วนเหยื่อที่ถูกพวกมันปล้นชิงก็คือกลุ่มสตรีและเด็กที่ไร้ทางสู้
จะบอกว่าไร้ทางสู้ก็คงเกินไปหน่อย แต่สตรีและเด็กเหล่านี้ก็ไม่มีกำลังพอที่จะต่อกรกับกลุ่มชายโฉดได้จริงๆ คนในหมู่บ้านเล็กๆ นี้มีเพียงสิบกว่าชีวิต ผู้ที่กล้าลุกขึ้นสู้ต่างถูกสังหารทิ้งไปจนหมดสิ้นกว่าครึ่ง ส่วนคนที่เหลือก็ถูกต้อนมารวมกันที่ลานกว้างหน้าหมู่บ้าน แต่ละคนจ้องมองกลุ่มชายโฉดด้วยดวงตาที่เบิกโพลงเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและโศกเศร้า
“พวกแกมันเดรัจฉาน! อาเหวินไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่!” หญิงสาวหน้าตาสะสวยทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวผู้หนึ่ง ตะโกนด่าทอกลุ่มชายโฉด
“เจ้าระบุถึงหลัวเหวินงั้นรึ? หึ! ข้ากำลังกังวลอยู่พอดีว่ามันจะไม่มา! กล้าฆ่าคนของพรรคเจิ้นเทียนของพวกข้า ต่อให้มันหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว พวกข้าก็จะลากคอมันมาสับเป็นหมื่นๆ ชิ้น!” หัวหน้ากลุ่มชายโฉดที่ถือดาบใหญ่หน้าผีแค่นเสียงเย็นชา ใบหน้าเต็มไปด้วยความอำมหิต ทว่าเมื่อกวาดตามองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ประกายตากามารมณ์ก็พลันวาบขึ้นมาในดวงตา “เมื่อกี้ไม่ทันสังเกต เมียของไอ้หลัวเหวินนี่หน้าตาสะสวยได้รสชาติไม่เบาเลยแฮะ จะฆ่าทิ้งก็เสียดายเปล่าๆ ให้ข้าผู้เป็นปู่ของแกช่วยสงเคราะห์หาความสำราญให้ดีกว่า คิกคิก!”
ฝ่ามืออันโสมมยื่นออกไปหาหญิงสาว ทว่าในจังหวะที่เกือบจะสัมผัสโดนจุดสงวนของนางนั้นเอง กลับถูกฝ่ามือที่มีขนปุกปุยข้างหนึ่งคว้าเอาไว้แน่น พร้อมกับเสียงแค่นหัวเราะเยาะเย้ยหยามหมิ่นดังขึ้นข้างหูของชายโฉด “รังแกผู้หญิงกับเด็กอ่อนแอ ไร้ยางอายสิ้นดี ข้าซุนหงอคงผู้นี้เกลียดชังพวกสวะขี้ขลาดอย่างพวกเจ้าเป็นที่สุด!”
“แกเป็นใครวะ?”
ผู้ที่คว้าข้อมือชายโฉดไว้ย่อมต้องเป็นซุนหงอคง เดิมทีเขากะจะแค่ดูอยู่ห่างๆ ความแค้นของเผ่าพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่เผ่าปีศาจ เขาไม่มีเวลาว่างไปใส่ใจหรอก เขาไม่ใช่ไอ้พระถังซัมจั๋งเหม็นเน่าที่เอาแต่พร่ำพูดเรื่องความเมตตาจอมปลอมนั่นสักหน่อย แต่ไอ้พวกนี้กลับลงมือกับสตรีและเด็กที่ไร้ทางสู้ แถมยังคิดจะย่ำยีสตรีอีก ไฟโทสะขุมหนึ่งพลันลุกโชนขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจของซุนหงอคง แทบจะไม่ได้คิดอะไรเขาก็คืนร่างเดิม และกว่าจะรู้ตัว เขาก็ลงมือไปเสียแล้ว
คงจะเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากความทรงจำของหลินอี้จากมิติเวลาอื่นในยันต์เทวะเป็นตายข้ามมิตินั่นแหละมั้ง ซุนหงอคงแอบคิดในใจ ทว่าก็ช่างเถอะ ในเมื่อสอดมือเข้ายุ่งแล้ว พอดีกับที่กำลังคันไม้คันมืออยู่พอดี ถือโอกาสซ้อมไอ้พวกเดนมนุษย์พวกนี้ยืดเส้นยืดสายหน่อยก็แล้วกัน!
“ข้าก็คือปู่ซุนของพวกเจ้ายังไงล่ะ!”
สิ้นเสียงแค่นหัวเราะเยียบเย็น ซุนหงอคงก็กำหมัดขนาดเท่าหม้อดินสลัดเข้าใส่ใบหน้าของชายโฉดอย่างแรง เสียงกระดูกแตกหักดังก้อง ศีรษะของมันถูกต่อยจนระเบิดแหลกละเอียดในหมัดเดียว!
ซุนหงอคงจับข้อมือของร่างไร้หัวนั้นไว้แน่น ราวกับกำลังจับกระสอบทรายเนื้อมนุษย์ พุ่งทะยานเข้าใส่ฝูงชายโฉดที่กำลังยืนตกตะลึงตาค้าง เพียงแค่กวัดแกว่งร่างนั้นฟาดฟันไปสองสามที ก็กวาดพวกมันล้มกลิ้งไปกองกับพื้นเป็นเบือ
“มันฆ่าหัวหน้าเก้า สับมันให้เละ!”
“ลุย สับไอ้ลูกหมานี่ให้ตาย!”
เดิมทีคิดว่าชายโฉดที่เหลือจะตกใจจนวิ่งหนีแตกกระเจิง ใครจะไปคิดว่าหลังจากชะงักงันไปครู่หนึ่ง สัญชาตญาณดิบเถื่อนของพวกมันกลับถูกปลุกปั่นขึ้นมา แต่ละคนแผดเสียงคำรามแกว่งอาวุธพุ่งเข้าใส่ซุนหงอคง แสงจางๆ บนอาวุธของพวกมันแปรเปลี่ยนเป็นรัศมีดาบ คมมีดสายลม และเปลวเพลิง พุ่งเข้าโจมตีซุนหงอคง ทั้งหมดนี้ล้วนก่อตัวขึ้นจากพลังธาตุในฟ้าดิน ทว่าวิธีการขับเคลื่อนกลับแตกต่างจากเวทมนตร์ของทางเต๋าและพุทธอย่างสิ้นเชิง
“รนหาที่ตาย!”
ซุนหงอคงยอมรับว่าตนเองไม่ใช่คนใจบุญสุนทานอะไร หากพวกมันวิ่งหนี เขาอาจจะขี้เกียจตามไปฆ่าให้เสียเวลา ทว่าพวกมันกลับคิดจะมาต่อกรกับเขาเสียอย่างนั้น!
หมัดเดียวกระแทกชายโฉดคนหนึ่งจนแหลกเหลวไปพร้อมกับอาวุธ ซุนหงอคงถูกคมมีดสายลมฟันเข้าที่กลางหลัง เสื้อผ้าขาดวิ่นเป็นรอยยาว แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ทว่าการโจมตีครั้งนี้กลับปลุกสัญชาตญาณความดุร้ายในตัวซุนหงอคงให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์
เสียงร้องประหลาดดังขึ้น ร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีทองพุ่งทะยานไปมาท่ามกลางฝูงชายโฉดด้วยความเร็วสูง เสียงกระดูกแตกหักและเสียงกระแทกดัง “ปังๆ” ดังขึ้นถี่ยิบ เพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ แสงสีทองก็จางหายไป เผยให้เห็นร่างของซุนหงอคงยืนตระหง่านอยู่ ส่วนกลุ่มชายโฉดกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง วินาทีต่อมา ร่างของพวกมันก็ระเบิดออกกลายเป็นเศษเนื้อเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
“ถุย! น่าขยะแขยงชะมัด!”
ซุนหงอคงถ่มน้ำลายด้วยความรังเกียจ เขาสะบัดมือเบาๆ เปลวเพลิงสุริยันแท้จริงก็พุ่งออกมาจากปลายนิ้ว แผดเผาเศษเนื้อและคาวเลือดบนพื้นจนกลายเป็นเถ้าถ่าน จากนั้นจึงพยักหน้าด้วยความพอใจ เขาหันไปมองชาวบ้านและสตรีที่เหลือรอด พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ในการชุลมุนเมื่อครู่นี้ การโจมตีของพวกชายโฉดหลายครั้งพลาดเป้าไปโดนชาวบ้าน ทำให้มีคนล้มตายไปไม่น้อย ผู้ที่รอดชีวิตเหลืออยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น
ซุนหงอคงก้าวเดินไปข้างหน้า หวังจะกล่าวปลอบโยนสักสองสามคำ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เมื่อครู่นี้เขาสู้เพลินจนลืมสนใจความปลอดภัยของคนเหล่านี้ ทำให้มีคนโดนลูกหลงบาดเจ็บล้มตายไป ในใจจึงรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
“ไอ้โจรชั่ว มอบชีวิตแกมาซะ!”
จู่ๆ เสียงตวาดกร้าวก็ดังสนั่นมาจากนภากาศเบื้องไกล วินาทีต่อมากระแสลมกรดก็พุ่งเข้ามาถึงด้านหลัง โจมตีเข้าที่กลางหลังของซุนหงอคงอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายรุนแรงจนแทบจะฉีกกระชากผิวหนังให้ขาดสะบั้น
ซุนหงอคงตกใจ รีบม้วนตัวหลบแล้วจำแลงกายเป็นสายน้ำ รอดพ้นจากการโจมตีนั้นมาได้หวุดหวิด ก่อนจะไปรวมตัวกลับเป็นร่างเดิมในระยะห่างออกไปหลายจั้ง เขาหันไปมองผู้ที่ลอบโจมตี ก็พบว่าเป็นชายหนุ่มสวมชุดยาวสีเขียวเรียบง่าย ในมือถือกระบี่ประหลาดเล่มหนึ่ง ปลายกระบี่หักเหลือเพียงครึ่งเดียว รูปร่างคล้ายกับเข็มฉีดยาก็ไม่ปาน สิ่งที่พุ่งแทงแผ่นหลังของซุนหงอคงเมื่อครู่นี้ก็น่าจะเป็นกระบี่ประหลาดเล่มนี้นี่แหละ
ใบหน้าของผู้มาเยือนเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวจนดูบิดเบี้ยวถมึงทึง สายตากวาดมองชาวบ้านที่บาดเจ็บล้มตายและรอดชีวิต แววตาแห่งความอำมหิตก็ยิ่งทวีคูณ กระบี่ในมือสั่นไหว ปลดปล่อยปราณกระบี่ออกมานับหมื่นสาย พุ่งเข้าโจมตีซุนหงอคงอย่างบ้าคลั่ง “กล้าทำร้ายญาติมิตรข้า บิดาจะแล่เนื้อแกเป็นชิ้นๆ!”
“ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่าคนพวกนี้!” ซุนหงอคงรีบเอ่ยปากแก้ต่าง ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่คิดจะรับฟังคำอธิบายใดๆ สาดซัดกระบวนท่าหมายเอาชีวิต ซุนหงอคงก็เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้าง “มารดามันเถอะ คิดว่าข้าซุนหงอคงกลัวแกงั้นรึ?”
ร่างของเขาแตกกระจายกลายเป็นทรายเหลืองลอยคลุ้งเต็มฟ้า พุ่งทะลวงผ่านตาข่ายปราณกระบี่อันหนาแน่นทะลุไปโผล่ด้านหลังของชายชุดเขียว ซุนหงอคงรวมร่างกลับคืนแล้วชกหมัดอัดเข้าที่กลางหลังของชายผู้นั้นอย่างจัง ร่างของมันกระเด็นปลิวราวกับลูกธนูที่ถูกปล่อยจากแหล่ง พุ่งไปกระแทกบ้านเรือนในหมู่บ้านที่พังทลายอยู่แล้วให้พังพินาศลงไปอีกเป็นแถบ
เมื่อเชี่ยวชาญทั้งวิชาแปลงกายสามสิบหกประการแห่งดาวเทียนกังและเจ็ดสิบสองประการแห่งดาวตี้ซาจนเข้าใจแก่นแท้ของวิถีแห่งการจำแลงกายแล้ว รูปแบบการต่อสู้ของซุนหงอคงก็พลิกแพลงได้หลากหลายกว่าในชาติก่อนมาก เมื่อก่อนเขามักใช้วิชาจำแลงกายเพื่อล่อหลอกศัตรูหรือใช้หลบหนีเท่านั้น ทว่าบัดนี้เขาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการต่อสู้จริงได้แล้ว เพียงแค่ขยับความคิด ร่างกายก็แปรเปลี่ยนไปตามสัญชาตญาณ พลิกแพลงดั่งใจนึกจนยากจะป้องกัน ชายชุดเขียวคาดไม่ถึงว่าซุนหงอคงจะหลบการโจมตีของตนด้วยวิธีนี้ จึงเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มประมือ
“ไอ้โจรชั่วเอ๊ย! ข้าประเมินแกต่ำไปจริงๆ!” ร่างของชายชุดเขียวลอยขึ้นมาจากซากปรักหักพัง สีหน้าเคร่งเครียดเย็นชา นัยน์ตาจ้องเขม็งราวกับสายฟ้าฟาดมาที่ซุนหงอคง “แต่ต่อให้แกจะเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ กล้าฆ่าญาติมิตรข้า วันนี้แกก็อย่าหวังจะได้รอดชีวิตออกไปจากที่นี่!”
กลิ่นอายอันแข็งแกร่งดุดันพวยพุ่งขึ้นมาจากร่างของชายชุดเขียว บุปผางดงามสามดอกเบ่งบานขึ้นเหนือศีรษะ ปราณมงคลสว่างไสวห่อหุ้มไปทั่วทั้งร่าง ร่างเงาขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นลางๆ อยู่เบื้องหลังของมัน
สามบุปผารวมกระหม่อม ห้าปราณรวมศูนย์! บัดซบเอ๊ย เจ้านี่มันต้าหลัวจินเซียนนี่หว่า!
[จบแล้ว]