เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 สาวงามระดับเก้าสิบแต้ม

บทที่ 13 สาวงามระดับเก้าสิบแต้ม

บทที่ 13 สาวงามระดับเก้าสิบแต้ม


บทที่ 13 สาวงามระดับเก้าสิบแต้ม

วันอังคารและวันพุธ หยางอันเอาแต่จดจ่ออยู่กับการศึกษาข้อมูลของวงเรดไฟเออร์ เพื่อออกแบบบทละครที่เหมาะสมที่สุด

หัวหน้าวงลี่เหล่ยมีภาพลักษณ์สไตล์ศิลปินที่ดูดีทีเดียว ผมยาวประบ่าช่วยขับเน้นแววตาอันแสนเศร้าสร้อยของเขา ซึ่งมันสามารถทำให้กลุ่มสาวน้อยวัยใสที่ยังไม่เจนโลกเกิดอาการใจสั่นหวั่นไหวได้จริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเล่นดนตรีแนวร็อก เวลาตีกลองชุดจะดูบ้าคลั่งเอามากๆ การโซโล่กลองรัวๆ ดุจพายุฝนฟ้าคะนองคือท่าไม้ตายสร้างชื่อของเขา ผลลัพธ์ทางเสียงและภาพทำออกมาได้ยอดเยี่ยมกระเทียมเจียว ช่วงก่อนอายุ 30 ปีเคยมีข่าวฉาวเรื่องความรักมาแล้วตั้งหลายครั้ง หลังจากอายุ 30 ปีถึงค่อยเพลาๆ ลงบ้าง

"โอเค... หัวหน้าวงลี่เหล่ยจำเป็นต้องขึ้นเวที ภาพลักษณ์ภายนอกของเขาดูดี ประเด็นพูดคุยน่าสนใจ นิสัยใจคอเปิดเผย เหมาะแก่การนำมาปั่นกระแสข่าวลือทำพีอาร์ที่สุด" หยางอันวาดวงกลมล้อมรอบรูปถ่ายของลี่เหล่ย ปลายปากกาขยับขีดเขียนไปตามจังหวะ ในสมองคอยจินตนาการถึงฉากการทำกิจกรรมร่วมกับแขกรับเชิญคนนี้ ว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบไหน ในใจเริ่มมีคำตอบที่แจ่มชัดแล้ว

มาดูอีกคนซิ ดูจากรูปถ่าย นักร้องนำหญิงหรงเฟยเฟยจัดเป็นสาวงามระดับ 90 คะแนน รูปร่างส่วนสูงแม้จะมีเพียงหนึ่งเมตรหกสิบเซนติเมตร แต่ทว่าร่างกายเล็กๆ นี้กลับสามารถระเบิดพลังชีวิตอันยิ่งใหญ่ออกมาได้ เวลาคีย์เสียงพุ่งสูงเนื้อเสียงจะเจือไปด้วยความแหบพร่าเล็กน้อย แต่กลับยิ่งขับเน้นความดุดันสะใจออกมา

ทักษะการร้องเพลงของหรงเฟยเฟยจัดอยู่ในกลุ่มสายวิชาการสัญชาตญาณแขนงหนึ่ง จึงได้รับการชื่นชมจากบรรดานักวิจารณ์ดนตรีสายหลักอย่างล้นหลาม ฝีมือการร้องเพลงของเธอในวงการก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก แต่น่าเสียดายที่วงดนตรีไม่มีเพลงสร้างชื่อติดหูเลยสักเพลง ยอดการเปิดฟังไม่ค่อยสูงเท่าไหร่ ดังนั้นแม้เธอจะเข้าวงการมาได้เกือบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ดังระเบิดเสียที

หยางอันพลิกดูข้อมูลเอกสารติดต่อกันหลายหน้า พลางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

ในฐานะนักร้องนำของวงดนตรีป็อปร็อก หรงเฟยเฟยกลับมีสไตล์การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบไม่ซ้ำใคร เธอไม่ได้เจาะหูตั้งหลายรูเหมือนนักร้องหญิงสายร็อกคนอื่น ไม่ได้เจาะจมูก ไม่ได้แต่งหน้าเข้มสไตล์สโมกกี้อาย ไม่ได้คาดเข็มขัดหมุดเงิน และไม่ได้สวมรองเท้าส้นสูงหนาสิบยี่สิบเซนติเมตร ภาพถ่ายของเธอในทุกสถานการณ์ดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อย สิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าเธอเป็นสายร็อกก็คือรอยสักรูปนกตัวเล็กๆ ตรงบริเวณท้องแขนด้านใน

"หรือว่าเธอจะเป็นการผสมผสานที่ขัดแย้งกันระหว่างสายติสท์และสายร็อกกันแน่นะ? นักร้องนำหญิงของวงร็อกวัย 24 ปี... ฉันควรจะใช้แผนการแบบไหนมาปั่นกระแสโฆษณาเธอดีนะ? บนตัวเธอมีจุดขายอะไรบ้าง? เป็นประวัติความรักอันแสนวุ่นวายใจ? หรือภาพลักษณ์การวางตัวอันแสนบริสุทธิ์ใสซื่อ? หรือหัวใจสายวรรณกรรมภายใต้เปลือกนอกสายร็อกกันแน่นะ?" หยางอันวาดวงกลมล้อมรอบรูปถ่ายของเธอเช่นกัน พลางตกอยู่ในความครุ่นคิดอย่างละเอียด

ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ที่เหลือ หน้าตาไม่ค่อยขึ้นกล้อง ประวัติการทำงานก็ไม่มีจุดเด่น วงดนตรีระดับสองก็ทรงนี้แหละ!

หยางอันเตรียมแผนงานไว้สองชุด เพื่อรอปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์หน้างาน

และเพื่อเป็นการรักษาความลับ หยางอันตัดสินใจใช้ตัวย่อและคำสำคัญแบบอ้อมค้อมคอยเตือนความจำของตัวเอง โดยไม่ได้เขียนรายละเอียดเนื้อหาทั้งหมดลงในบทละคร สำหรับคู่แข่งหน้าด้านไร้ยางอายอย่างหลี่หยางแล้ว เขาจำเป็นต้องระแวงไว้ก่อน แอบทำชุดเจ้าสาวให้คนอื่นใส่ (เหนื่อยฟรี) ขึ้นมา มันจะกลายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเกินไป

วันพฤหัสบดี สมาชิกวงเรดไฟเออร์ทุกคนนั่งรถตู้ธุรกิจเดินทางมาถึงตึกวิทยุและโทรทัศน์ตั้งแต่เช้าตรู่

ครั้งนี้คนที่ออกไปต้อนรับพวกเขาคือหลี่หยางและหยางอัน ชายสองคนเริ่มเปิดฉากปะทะแย่งชิงผลงานกันตั้งแต่จังหวะลงจากรถ แสดงความกระตือรือร้นต้อนรับอย่างล้นหลาม ทำเอาสมาชิกวงดนตรีรู้สึกตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก

หลี่ซงพาสมาชิกทีมรายการทุกคนมาพบปะพูดคุยกับสมาชิกวงดนตรีทั้งห้าคน ก่อนจะส่งยิ้มพูดกับผู้จัดการส่วนตัวของดาราว่า: "ต้องการจะไปหาอะไรลองท้องที่โรงอาหารชั้นสี่ก่อนไหมครับ? การบันทึกเทปรายการค่อนข้างเหนื่อยเอาเรื่องเลยนะ"

ผู้จัดการส่วนตัวโบกมือปฏิเสธ: "ไม่เป็นไรครับๆ พวกเราเคยดูช่วง 'สไลเดอร์สุดฮา' มาแล้ว รู้ดีว่าต้องใช้พละกำลังเยอะ เลยพากันกินมื้อเช้ามาเรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้เริ่มทำงานกันได้เลยครับ"

หลี่ซงแนะนำขั้นตอนงาน: "8 โมงตรงต่อบท 8 โมงครึ่งแต่งหน้า ช่วงเช้าบันทึกเทปช่วง 'แขกรับเชิญชวนหัว' และช่วง 'ปะทะคารมชวนหัว' บ่ายโมงครึ่งบันทึกเทปช่วง 'สไลเดอร์สุดฮา' และบ่ายสามโมงตรงบันทึกเทปช่วงสุดท้ายครับ"

ช่วงสุดท้ายคืออะไร หลี่ซงไม่ได้แนะนำรายละเอียด เรื่องนี้หยางอันจงใจปิดบังไว้ แกล้งทำตัวลึกลับซับซ้อน และก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้หลี่หยางลอบแอบขโมยผลงานไปด้วย

ทางฝั่งวงดนตรีแสดงท่าทีไม่มีปัญหา คอยให้ความร่วมมือเริ่มต้นทำงานทันที

หลี่หยางลุกขึ้นยืน ส่งสายตาหยิ่งยโสปรายตามามองที่หยางอันแวบหนึ่ง พลางตบมือเรียก: "ผมคือผู้กำกับหลี่หยาง ช่วงเช้านี้ทุกคนตามผมมาได้เลยครับ ผมมีโชว์พิเศษเตรียมไว้ต้อนรับทุกคนด้วยนะ!"

หัวหน้าวงลี่เหล่ยลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก เดินตามหลังหลี่หยางไปพลางเอ่ยปากถามส่งๆ ว่า: "โชว์พิเศษอะไรเหรอครับ? ทำไมต้องทำตัวลึกลับซับซ้อนขนาดนี้ ต้องเดินไปถึงสตูดิโอก่อนถึงจะยอมให้เห็นเหรอครับ?"

สมาชิกคนอื่นๆ ทยอยเดินตามหลังมาติดๆ บางทีอาจเป็นเพราะรู้สึกตื่นเต้นจึงไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไร มีเพียงลี่เหล่ยคนเดียวที่คอยพูดคุยซักถามกับหลี่หยางไม่หยุดปาก

หยางอันเก็บแฟ้มเอกสารบทละครของตัวเอง ก่อนจะเดินตามหลังทุกคนไป พลางจับจ้องมองแผ่นหลังของพวกเขาอย่างละเอียด

ตั้งแต่จังหวะลงจากรถหน้าตึก ไปจนถึงก้าวเท้าเข้าสู่สตูดิโอ เพิ่งจะปฏิสัมพันธ์กันได้เพียงสิบนาที เขาก็รู้สึกว่าวงดนตรีวงนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่เบา มีข้อมูลหลายอย่างในทีมงานที่สามารถดึงมาขุดคุ้ยต่อได้

แจ่มชัดอยู่แล้ว หัวหน้าวงลี่เหล่ยเป็นคนที่ชอบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล วางมาดใหญ่โต ยกตัวอย่างเช่น เวลาเดินเขาต้องเป็นคนนำหน้า เวลาพูดเขาต้องเป็นคนเปิดปากคนแรก เวลาตอบคำถาม สมาชิกคนอื่นในทีมต่างพากันนิ่งเงียบรอให้เขาเป็นคนพูดแสดงความคิดเห็นก่อน สามารถมองเห็นเค้าลางข้อนี้ได้จากพฤติกรรมในทุกๆ ด้าน

แต่ทว่าลี่เหล่ยกลับมีท่าทีต่อหรงเฟยเฟยที่แปลกประหลาดมาก ในแง่หนึ่งเขามีสัญชาตญาณการวางตัวเป็นใหญ่เหนือผู้อื่น แต่ในอีกแง่หนึ่งกลับพยายามพูดจาเอาใจหรงเฟยเฟย แสดงท่าทางเหมือนพวกผู้ชายที่วางมาดไม่ลง หรือจะบอกว่าเสียดายไม่อยากละทิ้งเกียรติยศศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย เป็นพวกสายตื๊อที่ไร้น้ำยาไม่มีผิด

แต่น่าเสียดายที่หรงเฟยเฟยไม่ได้กินเส้นกับมุกตลกทรงนี้ของเขาเลย ปฏิกิริยาตอบรับเย็นชาชะมัด ใบหน้าแสดงสีหน้าเคร่งขรึมพูดคุยเฉพาะเรื่องงานตลอดเวลา มองไม่ออกเลยว่าในใจเธอคิดอะไรอยู่กันแน่

ส่วนสมาชิกอีกสามคนที่เหลือ สามารถมองข้ามการมีตัวตนของพวกเขาไปได้เลย

"น่าสนใจดีแฮะ!" หยางอันลอบแอบคิดวางแผนอยู่ในใจ

เวลา 8 โมงครึ่ง ดารานักแสดงพากันลงไปแต่งหน้า หยางอันเดินมานั่งรอที่สตูดิโอล่วงหน้า เขาไม่มีเอกสารบทละครของหลี่หยาง และแน่นอนว่าหลี่หยางเองก็ไม่มีทางได้เห็นบทละครของเขา ชายสองคนต่างพากันตั้งแง่ระแวดระวังตัวใส่กันอย่างแน่นหนา

หยางอันเห็นจางหมิงเต๋อ เติ้งจวิน โทนี่ และโรเจอร์ กำลังนั่งล้อมวงคุยกันอยู่ ในใจพลันเข้าใจแจ้งกระจ่างทันทีว่าโชว์พิเศษที่หลี่หยางพูดถึงเมื่อเช้ามันคืออะไร สำหรับวงดนตรีระดับสองแล้ว พิธีกรหลักเหล่านี้ยังไงก็ถือเป็นดาราที่มีชื่อเสียง การได้ร่วมออกรายการกับดาราตัวท็อปของวงการวาไรตี้ ย่อมถือเป็นเกียรติอันสูงสุด เรตติ้งของรายการต้องได้รับการคุ้มครองแน่นอน

"หยางอัน แกคิดไม่ถึงล่ะสิฮะ? อะฮ่าๆๆๆ ฉันสามารถเชิญทีมพิธีกรหลักจากรายการ 'แฮปปี้แซทเทอร์เดย์' มาร่วมช่วยหนุนหลังได้รวดเดียวเลยนะ แกน่ะมีพละกำลังบารมีล้นหลามขนาดนี้ไหมฮะ?" หลี่หยางโผล่หัวออกมาจากด้านหลังของเขาดุจวิญญาณร้ายพ่นคำพูดจา พลางหัวเราะร่าจนไหล่สองข้างสั่นเทิ้ม ท่าทางช่างดูภาคภูมิใจและลำพองใจเหลือเกิน

หยางอันไม่แม้แต่จะปรายตาไปสนใจเขา สำหรับเขาแล้ว ต่อให้เอาพิธีกรหลักเหล่านี้มัดรวมเข่งเข้าด้วยกันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดาราหลักของรายการเขาจะมีได้แค่สองฝ่ายเท่านั้น ฝ่ายแรกคือแขกรับเชิญที่เขาเลือกสรรมา และอีกฝ่ายก็คือตัวเขาเอง ส่วนพิธีกรคนอื่นน่ะเหรอ? ไปเล่นไกลๆ เลยไป!

"ฉันโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งสิบกว่าปี รู้จักมักคุ้นกับดารานักแสดงตั้งมากมาย มีเครือข่ายเส้นสายที่กว้างใหญ่กว่าแกตั้งเยอะ แกมีเกมใหม่ ฉันเองก็มีแนวคิดแผนงานใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นฉันยังมีกองทัพจากทุกสารทิศคอยยื่นมือมาช่วยหนุนหลังอย่างเต็มที่! แกน่ะสู้ฉันไม่ได้เลยสักด้าน คอยดูซิว่าแกจะเอาอะไรมาไฟว้กับฉัน!"

ในที่สุดหลี่หยางก็เผยแววตาอันดุร้ายอำมหิตออกมา พลางเค้นเสียงเย็นชาว่า: "หยางอัน... อย่าคิดว่ามีผู้อำนวยการหลี่คอยออกหน้าหนุนหลังแล้วแกจะสามารถนอนตีพุงสบายใจไร้กังวลได้นะ ฉันจะบอกแกให้ ผู้ชนะในท้ายที่สุดย่อมต้องเป็นฉันแน่นอน ส่วนแกน่ะมีชะตากรรมเดียวคือต้องไสหัวไปซะ!"

หยางอันไม่แม้แต่จะกะพริบตา เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงเนือยๆ อย่างเกียจคร้านว่า: "พูดจบหรือยังฮะ? ถ้าพูดจบแล้วก็หลีกทางไป ฉันไม่เคยไปโต้เถียงกับคนสมองเสื่อมหรอก เพราะว่า..."

มุกตลกประโยคนี้อีกแล้ว!

หลี่หยางโกรธจนใบหน้าเขียวสลับขาวสลับกันจลาจล จางหมิงเต๋อสังเกตเห็นเหตุการณ์ตรงนี้นานแล้ว จึงรีบวิ่งลงมาเอ่ยปากว่า: "ผู้กำกับหยาง ช่วงเช้าวันนี้เป็นช่วงเวลาบันทึกเทปของผู้กำกับหลี่นะ คุณคงไม่ได้ตั้งใจจะมาก่อกวนงานหรอกใช่ไหมครับ?"

หยางอันแค่นเสียงหึหัวเราะเหยียด: "ผู้กำกับหลี่? เหอะ... ช่างเป็นผู้กำกับหลี่ที่ยอดเยี่ยมชะมัด พวกคุณวางใจได้เลย ผมจะนั่งอยู่ด้านล่างเฝ้าดูเงียบๆ ไม่พ่นคำพูดออกมาแม้แต่คำเดียวแน่นอนครับ!"

หลี่หยางโดนจางหมิงเต๋อฉุดลากตัวเดินจากไป เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ยังอุตส่าห์ดิ้นรนหันหลังกลับมา ชี้นิ้วมาที่หยางอันพลางเอ่ยปากเตือน: "ถ้าแกกล้ามาก่อเรื่องวุ่นวาย ฉันจะสั่งให้คนไล่แกออกจากสตูดิโอทันที ฉันคือผู้กำกับ ฉันมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ตรงนี้!"

หยางอันทำท่าทางโบกมือไล่ฝูงไก่ พลางเดินไปยืนอยู่ข้างกายกู้หยุนเฟิง สงบจิตสงบใจรอการบันทึกเทปเริ่มต้นขึ้น

มองดูออก หลี่หยางเพื่อที่จะเพิ่มตัวเลขเรตติ้งในช่วงเวลาที่ตนเองรับผิดชอบ เขาได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจและพละกำลังไปมากจริงๆ มุกตลกและจุดขายล้วนผ่านการวางแผนเตรียมงานมาอย่างประณีต แจ่มชัดอยู่แล้วว่าต้องมีผู้เชี่ยวชาญระดับเทพคอยให้คำชี้แนะอยู่เบื้องหลังแน่นอน

แต่ทว่าแผนการเตรียมงานส่วนใหญ่ของหลี่หยาง กลับถูกนำไปทุ่มเทลงที่ตัวพิธีกรหลักที่เป็นแขกรับเชิญพิเศษ ในช่วง "แขกรับเชิญชวนหัว" พิธีกรโรเจอร์เวลาแนะนำตัวจางหมิงเต๋อและพิธีกรหลักอีกสามคน กลับมีความกระตือรือร้นและใช้เวลายาวนานกว่าตอนแนะนำสมาชิกวงเรดไฟเออร์เสียด้วยซ้ำ

หยางอันส่ายหัวเบาๆ รู้ดีว่าหลี่หยางคิดอยากจะเดินทัดทานทางลัด เขาจำเป็นต้องยอมรับว่า ทางลัดสายนี้ในระยะเวลาสั้นๆ มันสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ดีได้จริง!

อาศัยชื่อเสียงเกรียงไกรของรายการ "แฮปปี้แซทเทอร์เดย์" มาช่วยดึงดูดความสนใจของผู้ชมอย่างรวดเร็ว นี่คือวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ยั่งยืน หากฝืนทำแบบนี้ในระยะยาว มีแต่จะช่วยขับไล่ผู้ชมกลุ่มเดิมให้ไหลเทไปอยู่ฝั่งรายการ "แฮปปี้แซทเทอร์เดย์" จนหมดสิ้น

วงเรดไฟเออร์เปิดฉากปรากฏตัวขึ้นแสดงด้วยรูปแบบการเล่นดนตรีสดหน้างาน โชว์พิเศษที่พวกเขาเลือกมาแสดงคือเพลงโปรโมตหลักที่มีชื่อเดียวกับอัลบั้มใหม่อย่างเพลง "ความมุ่งมั่นของฉัน"

ระบบเครื่องเสียงภายในสตูดิโอทำผลงานออกมาได้ดีมาก ลี่เหล่ยใช้เสียงกลองชุดโซโล่อันดุเดือดเปิดฉากจุดประกายความร้อนแรงของผู้ชมให้พุ่งทะยานสูงขึ้น หรงเฟยเฟยสวมกางเกงยีนส์เอวต่ำ ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกปมไว้ตรงบริเวณเอว กำไลเงินอันแสนระยิบระยับตรงบริเวณท่อนแขนทอประกายแวววาวภายใต้แสงไฟสเตจ เส้นผมยาวประบ่าสะบัดพริ้วไหวไปมา แสดงภาพลักษณ์ความกระตือรือร้นและความบ้าคลั่งภายใต้เปลือกนอกอันแสนเงียบสงบของสาวออฟฟิศในเมืองใหญ่ได้อย่างไร้ที่ติ

หยางอันลอบเอ่ยปากชมอยู่ในใจ: "หรงเฟยเฟยมีภาพลักษณ์ภายนอกและกลิ่นอายที่ดี การวางตำแหน่งตัวละครแจ่มชัด สามารถดึงดูดความรู้สึกร่วมของคนรุ่นใหม่ได้อย่างแม่นยำ น่าจะสามารถดึงดูดผู้ชมกลุ่มวัยรุ่นอายุต่ำกว่าสามสิบปีได้ทั้งหมดโดยไม่เกี่ยงว่าเป็นชายหรือหญิง แต่น่าเสียดายที่ตัวเพลงกลับทำออกมาธรรมดาไปหน่อย ขนาดเป็นเพลงโปรโมตหลักนะเนี่ย เอาแต่ใช้จังหวะดนตรีอันดุเดือดและแผดเสียงตะโกนก้องอย่างเดียว ไม่มีความสามารถพอจะกักเก็บหัวใจของผู้ฟังได้หรอก..."

สิ้นเสียงเพลงเปิดฉาก สมาชิกวงเรดไฟเออร์ทุกคนยืนเรียงแถวปรากฏตัว ผู้ชมพากันปรบมือต้อนรับ ขั้นตอนต่อจากนี้ก็คือเนื้อหาการสัมภาษณ์พูดคุยเจรจา

โรเจอร์ยังไงก็เป็นเพียงคนตัวคนเดียว ทางฝั่งจางหมิงเต๋อมีตั้งสามคน ทางฝั่งวงดนตรีมีตั้งห้าคน บนเวทีพอมีคนเยอะเกินไปบรรยากาศก็เริ่มดูวุ่นวายโกลาหลขึ้นมาทันที โรเจอร์ไม่มีความสามารถพอจะคุมทัพหน้างานได้ จางหมิงเต๋อและเพื่อนร่วมทีมสามคนคอยประสานงานส่งมุกรับมุกกันอย่างรู้ใจ แอบแฝงเปลี่ยนเวทีให้กลายเป็นสตูดิโอบันทึกเทปของรายการ "แฮปปี้แซทเทอร์เดย์" ไปโดยไม่รู้ตัว

ช่วงที่สอง "ปะทะคารมชวนหัว" จางหมิงเต๋อสามคนพานักร้องนำหรงเฟยเฟย มาร่วมทำกิจกรรมท้าแข่งตอบคำถามประลองปัญญาแบบรวดเร็ว และเกมปะทะคารมใช้พละกำลังร่างกาย โรเจอร์คอยเอนเอียงช่วยตัดสินแบบลำเอียงอยู่บ่อยครั้ง จงใจส่งสัญญาณบอกใบ้ด้วยท่าทางเล็กๆ น้อยๆ ผนวกกับการแสดงตลกโชว์ความโก๊ะแบบเว่อร์ๆ ของจางหมิงเต๋อสามคน และแผนการกำหนดบทละครของผู้กำกับที่กำหนดให้ลี่เหล่ยและเพื่อนร่วมทีมสี่คนโดนหรงเฟยเฟยคนเดียวคว่ำจนพ่ายแพ้ (KO) เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากคนในสตูดิโอได้เป็นระยะ เสียงปรบมือดังขึ้นไม่ขาดสาย

ในช่วงรายการนี้ คนที่สามารถแย่งซีนภาพหน้าจอไปได้มากที่สุดก็ยังคงเป็นจางหมิงเต๋อสามคน สมาชิกวงเรดไฟเออร์นอกจากหรงเฟยเฟยที่มีโอกาสได้ออกหน้าจอเยอะหน่อยแล้ว อีกสี่คนที่เหลือทำตัวเหมือนพวกวิ่งมาซื้อซีอิ๊ว (ตัวประกอบไร้บทบาท) ชัดๆ หัวหน้าวงลี่เหล่ยผู้ชอบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลขนาดนั้น สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นดูไม่จืดชะมัด ตลอดทั้งเช้าเขาต้องข่มกลั้นความหงุดหงิดไม่พอใจไว้ในใจไม่ยอมแสดงอาการออกมา

ทั้งสองช่วงรายการต่างโดนแขกรับเชิญพิเศษแย่งซีนไปจนหมดสิ้น ในฐานะผู้กำกับรวม หลี่หยางนอกจากจะไม่เอ่ยปากสั่งหยุดคิวแล้ว กลับยังปล่อยปละละเลยให้พฤติกรรมทรงนี้ดำเนินต่อไป

หยางอันรู้สึกเหยียดหยามพฤติกรรมทรงนี้เป็นอย่างยิ่ง วันนี้มีแขกรับเชิญพิเศษมาช่วยโชว์ความโก๊ะเรียกเสียงฮา สามารถอาศัยชื่อเสียงเกรียงไกรของดาราช่วยดึงตัวเลขเรตติ้งให้สูงขึ้นได้ชั่วคราว

แต่วันพรุ่งนี้พอเปลี่ยนกลับมาเป็นดารานักแสดงธรรมดาทั่วไปแล้ว เรตติ้งจะดิ่งวูบลงไปเหมือนเดิมใช่ไหมล่ะ?

ไม่มีทางที่ในทุกเทปจะสามารถเชิญดาราตัวท็อปมาร่วมรายการในฐานะแขกรับเชิญพิเศษได้ตลอดเวลาหรอกจริงไหม? ลองมาดูการแสดงของพวกจางหมิงเต๋อดูสิ รายการ "ยุทธจักรชวนหัว" แทบจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นสตูดิโอย่อยของรายการ "แฮปปี้แซทเทอร์เดย์" ไปแล้วชัวร์ๆ!

เพื่อที่จะเพิ่มตัวเลขเรตติ้งของรายการเพียงเทปเดียว หลี่หยางทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกวิธีการ สั่งวิดน้ำจนปลาเกลี้ยงบ่อ (หวังผลระยะสั้นทำลายระยะยาว) เพื่อนร่วมงานตั้งหลายคนในทีมรายการต่างพากันแอบแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

ตลอดการบันทึกเทปในช่วงเช้า หยางอันรักษาสัญญาไม่พ่นคำพูดออกมาแม้แต่คำเดียวจริงๆ

เขาอาศัยการสังเกตการณ์ คอยรวบรวมข้อมูลศึกษาทำความเข้าใจสถานการณ์ของวงเรดไฟเออร์จนแจ่มแจ้งในใจ เพื่อเตรียมตัวรับมือกับการบันทึกเทปในช่วงบ่าย เขามีความมั่นใจเต็มร้อยที่จะกู้สถานการณ์พลิกกลับมาเอาชนะในครึ่งหลังให้ได้

ช่วงเที่ยงวันหลังจากทุกคนกินข้าวกล่องเสร็จเรียบร้อย สมาชิกวงเรดไฟเออร์นั่งพักผ่อนคลายกล้ามเนื้ออยู่ครู่หนึ่ง หยางอันจึงเดินก้าวเท้าเข้าไปหาเพื่อพูดคุยทักทายหยอกล้อสร้างความสนิทสนม

จบบทที่ บทที่ 13 สาวงามระดับเก้าสิบแต้ม

คัดลอกลิงก์แล้ว