- หน้าแรก
- ราชาแห่งวาไรตี้
- บทที่ 11 ตะกละตะกลามเกินงาม
บทที่ 11 ตะกละตะกลามเกินงาม
บทที่ 11 ตะกละตะกลามเกินงาม
บทที่ 11 ตะกละตะกลามเกินงาม
หัวหน้าหวงโกรธจนแทบกระอักเลือด เขาจะเอาต้วนไห่ซานไปทำซากอะไร? ไอ้แก่มะพร้าวห้าวที่อีกสองเดือนก็เกษียณ ดึงเข้าทีมไปเป็นคุณปู่ให้คนกราบไหว้หรือไง? ยังมีหน้ามาบอกว่าจะทำให้ดอกไม้เบ่งบานอย่างงดงามที่สุด จะทำให้รายการเขาผลิตผลงานเกรียงไกร ถุย! ไม่ส่องกระจกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างเลยว่าแกเป็นใคร!
หวงซานไม่อยากให้ท่าทีขย้ำเหยื่อมันดูตะกละตะกลามเกินงาม จึงยอมเปิดเงื่อนไขมัดรวมทั้งช่วงรายการและคนยกเข่ง เพื่อหวังว่าพอฮุบสำเร็จปุ๊บ ค่อยเขี่ยไอ้แก่ต้วนไห่ซานไปไกลๆ และเฉดหัวเด็กใหม่อย่างหยางอันทิ้ง เขาน่ะไม่คิดจะเก็บใครไว้เลยสักคน!
แต่ทว่าหยางอันดันไม่ยอมย้ายมา หากเขาจะฝืนแย่งช่วงรายการมาดื้อๆ เรื่องนี้หลุดออกไปคงเป็นเรื่องตลกขบขันไปทั่ว ว่าระดับโปรดิวเซอร์ใหญ่ของรายการแถวหน้า ยอมละทิ้งเกียรติยศชื่อเสียงเพื่อไปปล้นช่วงรายการของเด็กใหม่ ช่างหน้าด้านไร้ยางอายสิ้นดี?
แต่จะให้ล้มเลิกไม่เอาช่วงรายการนี้ เขาก็ไม่ยินยอม ในใจแอบวางแผนไว้ดิบดีแล้วว่า พอควบรวม "สไลเดอร์สุดฮา" สำเร็จ จะรีบเอามาเสียบแทนช่วงรายการเดิมที่เรตติ้งต่ำเตี้ยทันที ยิ่งไปกว่านั้น จางหมิงเต๋อก็อุตส่าห์ไปใช้เส้นสายกับเพื่อนทหารเก่าเพื่ออ้อนวอนเขา แถมยังส่งเงินสินบนมาให้ตั้งห้าหมื่นหยวนซึ่งเขาก็รับไว้แล้ว เขาตกปากรับคำว่าจะให้จางหมิงเต๋อรับบทเป็นพิธีกรหลักที่มีบทบาทมากที่สุด แล้วเขาจะยอมกลืนน้ำลายตัวเองง่ายๆ ได้อย่างไร?
ม้าว่านเฉียวเองก็เต็มไปด้วยความหงุดหงิดใจ เรื่องราวทำไมถึงได้กลับตาลปัตรกลายมาเป็นแบบนี้ได้ล่ะ? จะปล่อยให้พวกมันเดินจากไปง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด เมื่อวานนี้หลี่หยางอุตส่าห์ไหว้วานคนให้มาหาเขา และเขาก็รับผลประโยชน์มาเรียบร้อยแล้ว ย่อมต้องให้คำตอบที่น่าพอใจแก่หลี่หยางเช่นกัน
ม้าว่านเฉียวรีบเอ่ยปากขัดขวางหลี่ซง: "เดี๋ยวก่อน ผู้อำนวยการหลี่ ฉันยังคงเห็นควรว่าต้องยกช่วง 'สไลเดอร์สุดฮา' ให้รายการ 'แฮปปี้แซทเทอร์เดย์' ดูแลนะ หากฝืนปล่อยให้อยู่ที่รายการ 'ยุทธจักรชวนหัว' ต่อไป คงมีแต่จะพังพินาศ ถือเป็นการสูญเสียแนวคิดดีๆ ไปเปล่าๆ! ทางสถานีอุตส่าห์ได้เห็นดาวดวงใหม่จรัสแสงขึ้นมา คุณจะปล่อยให้มันกลายเป็นดาวตกไม่ได้เด็ดขาดนะ!"
หวงซานลอบระบายลมหายใจยาวรีบเอ่ยปากช่วยเสริมทันที: "ใช่ครับ เพื่อพัฒนาการในภาพรวมของสถานีโทรทัศน์ พวกเราต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักนะ! เอาแบบนี้ละกันเสี่ยวหยาง... ฉันขอรับปากเลยว่า ขอเพียงนายยอมย้ายมาร่วมงานกับเรา ฉันจะมอบอำนาจเด็ดขาดในการเป็นโปรดิวเซอร์อิสระให้นายทันที คราวนี้คงยอมตกลงแล้วใช่ไหม?"
บรรดาผู้นำคนอื่นในห้องประชุมต่างพากันเอ่ยปากช่วยสมทบ บิตคั้นให้หยางอันยอมย้ายทีม คำก็เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม สองคำก็คนรุ่นใหม่ควรรีบคว้าโอกาสทอง คำพูดเสแสร้งแกล้งทำเป็นหวังดีเหล่านั้นทำให้หยางอันแอบแค่นยิ้มเยาะในใจ
พูดจาเสียดิบดี สุดท้ายก็มีเป้าหมายแอบแฝงอยู่แค่อย่างเดียวไม่ใช่หรือไง? ลองถ้ากูย้ายไปอยู่กับพวกมึงแล้ว จะทุบจะตีกูยังไงก็ขึ้นอยู่กับคำสั่งมึงหมดน่ะสิ? หยางอันตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะปฏิเสธให้ถึงที่สุด
หยางอันเอ่ยขึ้นว่า: "ขอบพระคุณบรรดาผู้นำทุกท่านที่ให้ความเมตตาและเป็นห่วงครับ แต่ผมยังคงยืนยันที่จะอยู่ที่นี่ต่อไปครับ ถ้าหากทุกท่านคิดว่าผมจะทำลายแนวคิดดีๆ นี้ให้สูญเปล่า ผมขอให้คำมั่นสัญญาตรงนี้เลยครับ ขอเพียงผู้อำนวยการหลี่มอบอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจและจัดสรรงบประมาณสนับสนุนผมอย่างเต็มที่ ผมขอรับประกันเลยว่า ภายในเวลาสองเดือนนี้ ผมจะผลักดันให้เรตติ้งของรายการ 'ยุทธจักรชวนหัว' ทะลุหนึ่งเปอร์เซ็นต์ให้ได้ครับ!"
อะไรนะ!
ไอ้เด็กนี่มันสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไงฮะ?
เวลาแค่สองเดือน แกจะผลักดันรายการวาไรตี้ตกยุคที่ใกล้จะโดนยุบทิ้ง ให้เรตติ้งพุ่งทะยานจากศูนย์จุดสามเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เนี่ยนะ?
แกคิดว่านี่คือเกมคณิตศาสตร์บวกเลขธรรมดาหรือไงฮะ? การเพิ่มขึ้นตั้งสามเท่าตัวมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แบบนั้นเด็ดขาด!
หวงซานตวาดใส่ด้วยความเดือดดาล: "แกประเมินตัวเองสูงเกินไปแล้ว! แกคิดว่าแกเป็นใครฮะ!"
ม้าว่านเฉียวเองก็เริ่มมีน้ำโห: "เสี่ยวหยาง คำพูดนี้มันเกินไปหน่อยแล้วนะ ฉันจะคิดเสียว่านี่คืออารมณ์ชั่ววูบของเด็กวัยรุ่นที่ชอบเอาชนะ และคิดเสียว่าแกกำลังคุยโวโอ้อวด ฉันจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำนี้ละกัน แต่นับจากนี้ไปแกห้ามไปพูดจาไร้สาระแบบนี้ที่ไหนอีกเด็ดขาด เรื่องหลุดออกไปข้างนอกจะทำให้ช่องหงเฟิงเว่ยซื่อของเราต้องขายขี้หน้า!"
"คนรุ่นใหม่มีความอยากเอาชนะน่ะเป็นเรื่องดี แต่พูดจาไร้ขอบเขตแบบนี้มันเรียกว่าหยิ่งยโสโอหังเกินไปแล้ว!"
"เจ้าหนุ่มเอ๊ย ข้าวต้องกินทีละคำ ทางต้องเดินทีละก้าว!"
"ช่องของพวกเรามีรายการที่เรตติ้งถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เพียงแค่สี่รายการเท่านั้น ซึ่งแต่ละรายการต่างก็มีทีมงานระดับเทพคอยควบคุมดูแลอยู่ เจ้าหนุ่ม... โปรดิวเซอร์ระดับตำนานไม่ได้สร้างขึ้นมาด้วยการคุยโวหรอกนะ แกตั้งใจทำงานไปตามขั้นตอนจะดีกว่า!"
บรรดาผู้นำต่างพากันติติงว่าหยางอันเป็นเด็กไม่รู้จักความ และบีบบังคับให้หยางอันเอ่ยปากขอโทษ
หยางอันไม่สนใจหน้าไหนทั้งสิ้น สายตาของเขาจับจ้องตรงไปที่ดวงตาของหลี่ซงพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันดังลั่น: "ผู้อำนวยการหลี่ครับ ผมมีความมั่นใจเต็มร้อย ท่านกล้าพอที่จะก้าวออกมาสนับสนุนผมไหมครับ?"
หลี่ซงตกอยู่ในความลังเลและติตรองอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเขาก็โดนความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของหยางอันจุดประกายเข้าให้ เลือดรักชาติพลันฉีดพล่านไปทั่วทั้งร่างกาย สองมือขยับกำหมัดแน่น กัดฟันเค้นเสียงคำรามออกมาว่า: "ฉันสนับสนุน!"
เพล้ง... ถ้วยชาในมือของหวงซานพลันร่วงหล่นกระแทกโต๊ะจนน้ำชาหกเลอะเทอะด้วยความโกรธจัด เขาตัดสินใจสะบัดหน้าเดินออกจากห้องประชุมไปทันที
ม้าว่านเฉียวเองก็ใบหน้าเขียวคล้ำ สะบัดชายเสื้อเดินตามออกไปอย่างหัวเสียเช่นกัน
แม่งเอ๊ย... ไอ้พวกสติฟั่นเฟือน!
คนบ้า... บ้ากันไปหมดทั้งคู่เลย!
ม้าว่านเฉียวและหวงซานไม่มีอะไรจะพูดต่อ ในใจรู้สึกหงุดหงิดจนแทบกระอักเลือด ชายสองคนนี้ช่างเป็นพวกหัวรั้นบ้าดีเดือดชะมัด เพื่อที่จะรักษาช่วงรายการไว้ ถึงกับกล้าหยิบมีดขึ้นมาบีบตัวเองให้จนมุม ช่างเด็ดเดี่ยวและอำมหิตแท้ๆ!
หลังจากปิดประชุม หลี่ซงพายหยางอันกลับมาที่ห้องทำงานส่วนตัวของเขา
หลี่ซงเอนกายพิงพนักโซฟา ใบหน้าฉายชัดถึงความเหนื่อยล้าล้นพ้น เขาเอามือคลึงนวดขมับเบาๆ พลางเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงอันแหบพร่าว่า: "เสี่ยวหยาง... ฉันเชื่อว่านี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบของนาย ตอนนี้เราสองคนต่างลงเรือลำเดียวกันแล้ว ลองพูดแนวคิดของนายมาซิ"
หยางอันตอบกลับ: "ผู้อำนวยการหลี่ครับ ผมมีแผนการเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วครับ"
หยางอันเริ่มอธิบายแนวคิดแผนงานการปรับโฉมใหม่คร่าวๆ ทันทีที่หลี่ซงฟังจบ เขาก็ตบโต๊ะร้องอุทานด้วยความเลื่อมใส ความมั่นใจพุ่งทะยานสูงขึ้นทันตาเห็น: "หึ! ไอ้คนแซ่หวงนี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ เงื่อนไขที่มันเสนอมาเรียกว่าความหวังดีงั้นเหรอ? ปล้นช่วงรายการของนายเสร็จแล้วกะจะเตะนายเข้ากรุสมบัติ ทำงานได้ระยำสิ้นดี! เสี่ยวหยางนายวางใจได้เลย ตั้งใจทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด ทรัพยากรทั้งหมดภายใต้ขอบเขตอำนาจของฉันพร้อมจะจัดสรรมาสนับสนุนนายอย่างเต็มที่แน่นอน!"
หยางอันเม้มริมฝีปากส่งยิ้ม: "ขอบพระคุณผู้อำนวยการหลี่ครับ เวลามันกระชั้นชิดมาก ผมอยากจะรีบฟอร์มทีมงานเพื่อเริ่มต้นโปรเจกต์โดยเร็วที่สุดครับ"
หลี่ซงเข้าใจเจตนาทันที: "ตามฉันมา เดี๋ยวฉันไปออกหน้าหนุนหลังให้นายเอง ศึกนอกกำลังประชิดเมืองแท้ๆ แต่คนภายในกลับยังมาคิดเตะตัดขากันเองอยู่อีก สมองมีปัญหาชัดๆ! อย่าคิดว่าคนอย่างฉันจะไม่มีปัญญาจัดการสั่งสอนเขานะ!"
เมื่อกลับมาถึงออฟฟิศของทีมรายการ หลี่ซงเรียกประชุมทีมงานทุกคนพร้อมประกาศขึ้นว่า: "ผู้กำกับต้วนกำลังจะย้ายไปช่วยงานที่ทีมรายการ 'แฮปปี้แซทเทอร์เดย์' และนับตั้งแต่เทปนี้เป็นต้นไป รายการ 'ยุทธจักรชวนหัว' ของพวกเรา จะมีหยางอันทำหน้าที่เป็นผู้กำกับรวม (Director)"
ฮือฮา...
ทั่วทั้งออฟฟิศพลันเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงม เนื้อหาข้อมูลในประโยคนี้มันช่างล้ำลึกและชวนให้ผู้คนจินตนาการไปไกลเหลือเกิน แม้ทุกคนจะเคยแอบคิดถึงความเป็นไปได้ที่หยางอันจะมาสืบทอดตำแหน่งต่อจากต้วนไห่ซาน แต่ทว่าใครจะไปคิดว่าช่วงเวลานี้มันจะมาถึงรวดเร็วปานสายฟ้าแลบขนาดนี้?
"ผู้อำนวยการหลี่ครับ ทำไมถึงเลือกหยางอันมาเป็นผู้กำกับรวมล่ะครับ?" หลี่หยางลุกขึ้นยืนประท้วงด้วยความโกรธจัด: "เมื่ออาทิตย์ก่อนเขายังเป็นแค่เบ๊ฝ่ายสถานที่อยู่เลย ต่อให้ผู้กำกับต้วนจะย้ายไป ตำแหน่งนี้ก็ไม่มีทางเวียนมาถึงคิวเขาหรอกครับ!"
หลี่ซงแค่นยิ้มเย็นชา: "งั้นแกคิดว่าใครล่ะที่มีสิทธิ์?"
หลี่หยางเริ่มเล่นแง่เจ้าเล่ห์ ปรายตากลมโตมองไปรอบๆ: "นอกจากหยางอันแล้ว ใครจะขึ้นมาเป็นก็ได้ทั้งนั้นแหละครับ สรุปสั้นๆ คือถ้าเขาขึ้นมาเป็นผู้กำกับรวม พวกเราทุกคนต่างไม่ยอมรับเด็ดขาดครับ!"
หยางอันถึงกับหลุดขำพรืดออกมาดังลั่น: "พี่กู้... เสี่ยวเม่ย... ดูเหมือนพวกพี่ทุกคนจะโดนไอ้หมอนี่ 'เหมาเข่งเป็นตัวแทน' ไปซะแล้วนะครับ!"
เหมาเข่งเป็นตัวแทนงั้นเหรอ?
กู้หยุนเฟิงสมองแล่นไว รีบตอบสนองกลับทันควันพลางแค่นยิ้มเยาะ: "หลี่หยาง แกอย่าเอาฉันไปเหมารวมมัดเข่งกับแกนะ ถ้าหยางอันขึ้นมาเป็นผู้กำกับรวม ฉันนี่แหละยอมสยบให้เขาแต่โดยดีเลย!"
ซ่งเสี่ยวเม่ยเองก็เอ่ยสมทบขึ้นมาว่า: "ใช่ค่ะ หยางอันขึ้นมาเป็นผู้กำกับรวมฉันเองก็ยอมรับค่ะ! หลี่หยาง... ถ้าในใจแกอยากจะนั่งตำแหน่งนี้เองก็พูดออกมาตรงๆ เถอะ จะมาอ้อมค้อมเล่นแร่แปรธาตุกับตัวอักษรไปทำไม ทำเหมือนตัวเองเก่งกาจนักหนา! คนอื่นน่ะแกเป็นตัวแทนให้ใครไม่ได้ทั้งนั้นแหละ แกเป็นตัวแทนได้แค่ตัวแกคนเดียวเท่านั้น!"
เพื่อนร่วมงานคนอื่นในออฟฟิศต่างพากันเอ่ยปากเห็นพ้อง ทันทีที่ต้วนไห่ซานเดินจากไป คนเดียวที่จะสามารถก้าวขึ้นมาแบกรับภารกิจนี้ได้ก็มีเพียงหยางอันคนเดียวเท่านั้น
เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ ผิวหน้าของหลี่หยางได้รับการฝึกปรือจนหนาเตอะปานกำแพงเมืองโบราณไปแล้ว เขาทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วพูดว่า: "ในเมื่อทุกคนเสนอความต้องการขึ้นมา ผู้อำนวยการหลี่ครับ ผมเองก็ไม่กลัวขายขี้หน้า งั้นผมขอเสนอตัวแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับหยางอันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้กำกับรวมหลังจากผู้กำกับต้วนเดินจากไปครับ!"
หยางอันนิ่งเงียบไม่ปริปากพูดอะไร ยื่นมือออกไปดึงกระดาษขนาดเอสี่ที่เป็นกราฟสรุปผลเรตติ้งเรียลไทม์แผ่นนั้นส่งให้หลี่ซงดูอีกรอบ
หลี่ซงกวาดสายตาดูไปพลางหัวเราะร่าไปพลาง โบกกระดาษแผ่นนั้นไปมาแล้วพูดว่า: "หลี่หยาง... แกจะเอาอะไรไปแข่งขันกับหยางอันฮะ? จะเอาช่วงรายการที่เรตติ้งเฉลี่ยศูนย์จุดสองแปดเปอร์เซ็นต์ของแกไปแข่งงั้นเหรอ?"
ใบหน้าของหลี่หยางแดงก่ำลามไปถึงคอ: "ตอนที่แล้วได้ศูนย์จุด28เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หมายความว่าตอนถัดไปจะได้ศูนย์จุด28เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิมนี่ครับ! อีกอย่าง รายการความยาวตั้งห้าสิบนาที ลำพังช่วงเกมของหยางอันคนเดียวไม่มีทางถมเวลาจนเต็มได้หรอกครับ! เรื่องการประสานงานจัดแจงระหว่างแผนกต่างๆ หยางอันไม่มีทางคุมงานไหวหรอกครับ! การทำรายการไม่ได้สำเร็จได้ด้วยคำพูดแค่ประโยคสองประโยคนะครับ หยางอันน่ะเผลอๆ แม้แต่การจัดวางตำแหน่งกล้องยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ แล้วเขาจะขึ้นมาเป็นผู้กำกับรวมได้ยังไง? ผู้อำนวยการหลี่ก็น่าจะรู้นะครับว่า ผมน่ะเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับมาตั้งสามปี ยังไงประสบการณ์ของผมก็หนาแน่นกว่าหยางอันแน่นอนครับ!"
หลี่ซงปรายตากลมโตหันมามองที่หยางอัน หยางอันทำได้เพียงยักไหล่อย่างจนปัญญา งานในตำแหน่งผู้กำกับรวมจำเป็นต้องอาศัยทักษะและความรู้มากมายมหาศาล ซึ่งตอนนี้เขายังทำมันไม่ได้จริงๆ ไม่มีใครคอยพร่ำสอน ทุกอย่างเขาต้องเรียนรู้และคลำทางด้วยตัวเองทั้งสิ้น
เมื่อเห็นทุกคนนิ่งเงียบ หลี่หยางก็เริ่มได้ใจพูดต่อทันที: "ผู้อำนวยการหลี่ครับ ถ้าหากท่านยังไม่วางใจ เอาแบบนี้ดีไหมครับ รายการความยาวห้าสิบนาที ให้ผมและหยางอันรับผิดชอบกันคนละครึ่ง ผลิตงานแยกส่วนกันไปเลย แล้วพอถึงเวลาค่อยนำมาประเมินเปรียบเทียบกันในภาพรวม ใครคะแนนสูงกว่า คนนั้นก็ได้ขึ้นเป็นผู้กำกับรวมคุมงานต่อ!"
หยางอันยิ้มละไม แนวคิดนี้ช่างตรงตามความต้องการของเขาพอดิบพอดี หลี่หยางคิดอยากจะท้าแข่งเรตติ้งย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เขาจะได้อาศัยโอกาสนี้บดขยี้หลี่หยางด้วยตัวเลขเรตติ้งอย่างสง่างาม ใช้หัวของหลี่หยางมาเซ่นสังเวยธงรบเพื่อตัดไม้ข่มนาม เพื่อปิดปากคนอื่นๆ ไม่ให้ส่งเสียงคัดค้าน และทำให้การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของเขาเต็มไปด้วยความชอบธรรมอย่างไร้ข้อกังขา
เขาเอ่ยขึ้นว่า: "ผู้อำนวยการหลี่ครับ ประจวบเหมาะกับที่ผมเองก็ต้องการเวลาเรียนรู้ทักษะและหลักสูตรการกำกับดูแลเพิ่มเติมพอดี ในเมื่อคุณหลี่หยางกล้าหาญชาญชัยก้าวออกมาท้าทายผม สู้มอบโอกาสให้เขาได้ลองพิสูจน์ฝีมือดูสักครั้งดีไหมครับ?"
หลี่ซงเริ่มตกอยู่ในความครุ่นคิด ทันทีที่ต้วนไห่ซานเดินจากไปแล้วหยางอันก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งทันที มันก็ดูรวดเร็วเกินไปหน่อยจริงๆ คนนอกที่ไม่รู้เรื่องราวอาจจะเข้าใจผิด คิดว่าทัศนคติของหยางอันดูตะกละตะกลามเกินงาม การมอบโอกาสให้หลี่หยางในครั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ อย่างไรเสียเขาก็เลือกยืนอยู่ฝั่งหยางอันอยู่แล้ว ย่อมไม่มีทางพ่ายแพ้แน่นอน
หลี่ซงโบกมือสั่งการ: "ตกลงตามนี้! รายการเทปนี้ให้พวกนายแบ่งเวลากันคนละครึ่ง ผลิตงานแยกส่วนกันไป ทางทีมรายการและฝ่ายผลิตจะร่วมกันประเมินผลในภาพรวม ใครเรตติ้งสูงกว่า ใครได้รับคำชื่นชมจากผู้ชมมากกว่า และกระแสตอบรับดีกว่า เทปถัดไปคนนั้นจะได้ขึ้นเป็นผู้กำกับรวมคุมงานทันที!"
หยางอันยิ้มตอบ: "ผมไม่มีปัญหาครับ"
หลี่หยางเชิดคางขึ้นสูงพลางแค่นเสียงหึ: "แล้วจะได้เห็นดีกัน!"
...
"ได้ยินมาว่าไอ้หนุ่มที่ชื่อหยางอันจากทีมรายการ 'ยุทธจักรชวนหัว' มันสติฟั่นเฟือนไปแล้วล่ะ คุยโวโอ้อวดแบบไม่ลืมหูลืมตาเลย มันกล้าพ่นคำโตออกมาว่าจะผลักดันรายการที่ใกล้ตายให้เรตติ้งพุ่งไปถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาสองเดือน!"
"เหอะ! คนรุ่นใหม่น่ะมีเลือดนักสู้มันก็เป็นเรื่องดีนะ แกจะไปทำลายความหวังของเขาทำไมล่ะจริงไหม? ปล่อยให้มันเดินไปชนกำแพงให้หัวร้างข้างแตกดูซะบ้าง พอได้รับบทเรียนเดี๋ยวก็รู้เองว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน เรตติ้งหนึ่งเปอร์เซ็นต์ มันคิดว่าทำง่ายเหมือนการกินข้าวหรือไงฮะ?"
"คนรุ่นใหม่สมัยนี้ ไม่มีฝีมือแท้ๆ แต่กลับกล้าทำตัวเป็นฮีโร่ ช่างใจร้อนเกินไปแล้ว! รอดูกันเถอะ คอยดูว่าตอนจบมันจะพังพินาศขนาดไหน ทางสถานีไม่มีทางยื่นมือเข้าไปช่วยล้างเช็ดสิ่งสกปรกให้มันหรอก ถึงเวลาคงโดนไล่ออกตะเพิดหนีไปแน่นอน!"
ยังไม่ทันจะถึงมื้อเที่ยง ข่าวลือซุบซิบเรื่องนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกแห่งในช่องหงเฟิงเว่ยซื่อ บางคนก็ใส่สีตีไข่พรรณนาว่าหยางอันเป็นพวกอันธพาลบ้าดีเดือดที่กล้าทุบโต๊ะถลึงตาใส่บรรดาผู้นำ บางคนก็บอกว่าหัวหน้าหวงยอมลดตัวลงมาเชิญชวนด้วยความเมตตาแต่ไอ้เด็กนี่กลับหยิ่งยโสไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง และยังมีบางคนบอกว่าหยางอันเพิ่งจะทำผลงานได้ดีนิดหน่อยก็ทำตัวลำพองหางชี้ฟ้าซะแล้ว
หลี่หยางไปจองห้องรับรองส่วนตัวไว้ที่โรงอาหารวิทยุและโทรทัศน์ชั้นสี่ พลางกดโทรศัพท์มือถือไปหลายสาย ผ่านไปไม่นานนัก โรเจอร์ก็เดินก้าวเข้ามา หลี่หยางรีบเข้าไปตบไหล่ทักทายอย่างสนิทสนม
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง จางหมิงเต๋อก็พาทีมพิธีกรหลักของรายการ "แฮปปี้แซทเทอร์เดย์" เดินตามเข้ามา หลี่หยางรีบก้าวเท้าเข้าไปต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น: "พี่ชายทุกท่านเชิญนั่งเลยครับ พอดีน้องชายกำลังประสบเคราะห์ร้าย เลยต้องรีบมาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพวกพี่นี่แหละครับ!"
รายการ "แฮปปี้แซทเทอร์เดย์" มีพิธีกรหลักอยู่สี่คน พี่ใหญ่สุดชื่อ เฉาฮั่น อายุใกล้จะสี่สิบปี เป็นพิธีกรอาวุโสที่เคยได้รับรางวัลไมโครโฟนทองคำระดับประเทศ เป็นคนที่มีไหวพริบปฏิภาณเฉียบแหลม มีอารมณ์ขัน และมีความรู้กว้างขวาง ในรายการเขาจะสามารถควบคุมจังหวะหน้างานได้อย่างแน่นหนา ถือเป็นจิตวิญญาณและเสาหลักคนหนึ่งของช่องหงเฟิงเว่ยซื่อ ทว่าตำแหน่งมือหนึ่งของช่องยังเวียนมาไม่ถึงเขา อย่างมากเขาก็อยู่อันดับสาม
อันดับสองคือ เติ้งจวิน หน้าที่หลักของเขาคือการคอยส่งมุกและสนับสนุนเฉาฮั่น บางครั้งคำถามไหนที่เฉาฮั่นไม่สะดวกจะเอ่ยปากถาม เติ้งจวินก็จะเป็นคนออกหน้ารับบทบาทคอยแบกรับแทน
อันดับสามคือ จางหมิงเต๋อ หน้าที่หลักคือการมาสร้างเสียงฮา มุกตลก และสร้างบรรยากาศให้ผู้ชม รับบทบาทเป็นตัวตลกที่คอยโดนคนอื่นกลั่นแกล้งและหยอกล้อ
อันดับสี่คือ โทนี่ (Tony) หนุ่มหล่อลูกครึ่งจีน-อเมริกา ทักษะการร้องและเต้นคือทีเด็ดของเขา เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์เพลงป็อปชื่อดัง รับหน้าที่คอยโชว์ความหล่อบนเวที แสดงโชว์พิเศษ และทำกิจกรรมร่วมกับแฟนคลับสาวๆ
หลังจากทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย จางหมิงเต๋อก็หัวเราะด่าว่า: "อาหยาง... คิดจะอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากคนอื่นทั้งที นายก็ควรจะแสดงความจริงใจออกมาหน่อยสิ พามาเลี้ยงมื้อเที่ยงธรรมดาๆ แบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันฮะ? อย่างน้อยก็ต้องจัดเลี้ยงที่ร้านฟิลด์สักมื้อสิถึงจะถูกจริงไหม?"
โรเจอร์รีบเข้ามาผสมโรงร่วมแจม: "แถมต้องอนุญาตให้พาครอบครัวไปด้วยนะ"
หลี่หยางรีบตบหน้าอกตัวเองเสียงดังปัง: "ไม่มีปัญหาครับ! พี่ชายทุกท่านอยากจะสั่งอะไรบอกมาได้เลยครับ คนอย่างหลี่หยางไม่มีทางขมวดคิ้วปฏิเสธแน่นอนครับ!"
เฉาฮั่นไม่ได้มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับหลี่หยางเป็นการส่วนตัว เขาเพียงเห็นแก่หน้าของจางหมิงเต๋อจึงได้ยอมมาร่วมโต๊ะอาหารในครั้งนี้ เขานึกว่านี่คือการกินมื้อเที่ยงเพื่อพูดคุยเรื่องงานธรรมดาๆ จึงเอ่ยปากขึ้นว่า: "คุณหลี่หยางมีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะ พวกเราทุกคนต่างก็เป็นเพื่อนร่วมงานกัน ภายใต้ขอบเขตความสามารถที่พอจะช่วยได้ อะไรที่ช่วยได้พวกเราก็จะช่วยอย่างเต็มที่ครับ"
หลี่หยางรู้ดีว่าเฉาฮั่นเริ่มรู้สึกไม่ค่อยพอใจ จึงรีบตัดเข้าสู่ประเด็นหลักทันที: "พี่เฉาครับ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้พี่น่าจะได้ยินข่าวมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ?"
จางหมิงเต๋อกระซิบเตือนเสียงเบา: "หยางอัน"
เฉาฮั่นพยักหน้ารับรู้ แต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ
หลี่หยางพูดต่อทันที: "ไอ้เด็กที่ชื่อหยางอันมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ ครับ มันกล้าปฏิเสธคำเชิญชวนของหัวหน้าหวง ยิ่งไปกว่านั้นต่อหน้าบรรดาผู้นำสถานีทุกคน มันยังกล้าพ่นคำโตออกมาว่าจะผลักดันรายการ 'ยุทธจักรชวนหัว' ให้กลายเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของช่องหงเฟิงเว่ยซื่อ ทำตัวหยิ่งยโสไม่เห็นหัวใครเลยครับ!"
โทนี่ทุบโต๊ะดังปัง: "หึ! มันจะโอหังเกินไปแล้ว!"
เติ้งจวินแค่นยิ้มเยาะ: "มันคิดจะทำแบรนด์อันดับหนึ่งของช่องงั้นเหรอ? มันเป็นตัวอะไรกันฮะ?"
เฉาฮั่นถอดแว่นตาออก ค่อยๆ เช็ดทำความสะอาดอย่างเบามือ ใบหน้าไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย พลางเอ่ยปากพูดอย่างเชื่องช้าท่วงทำนองสุขุมว่า: "คุณหลี่หยางครับ มีเรื่องอะไรก็พูดไปตามเนื้อผ้าเถอะ ข่าวลือซุบซิบพวกนั้นอย่าเก็บเอามาเป็นเรื่องจริงจังเลยครับ"
จางหมิงเต๋อพลันตื่นรู้ขึ้นมาทันที ทักษะการพูดยั่วยุปลุกปั่นของหลี่หยางมันช่างตื้นเขินเกินไป ไม่มีทางปั่นหัวคนอย่างเฉินฮั่นได้หรอก เผลอๆ อาจจะทำให้เฉาฮั่นเกิดความรังเกียจขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ เขาจึงรีบส่งสายตาเป็นสัญญาณเตือนให้หลี่หยางทันที
หลี่หยางสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบเอ่ยปากประจบเอาใจด้วยความระมัดระวัง: "เป็นผมเองที่ปากโป่ง ข่าวลือย่อมสิ้นสุดลงที่ผู้มีปัญญา พี่เฉาได้มอบบทเรียนอันล้ำค่าให้ผมจริงๆ ครับ! เรื่องราวเป็นแบบนี้ครับ ตอนนี้ทีมรายการของพวกเรามีการปรับโฉมใหม่อีกรอบแล้ว โดยผมและหยางอันจะรับผิดชอบการผลิตงานกันคนละยี่สิบห้านาที เทปนี้พวกเราจะท้าแข่งเรตติ้งกัน ใครชนะก็ได้ขึ้นเป็นผู้กำกับรวม ส่วนคนแพ้ก็ต้องโดนไล่ออกตะเพิดหนีไปครับ ผมจึงอยากจะขอความช่วยเหลือจากพี่ชายทุกท่านด้วยความจริงใจ หากเทปนี้ผมสามารถเอาชนะมันได้ คนแรกที่ผมจะเขี่ยทิ้งก็คือหยางอันครับ และเมื่อถึงเวลานั้นหากหัวหน้าหวงเสนอเรื่องการควบรวมรายการขึ้นมาอีกครั้ง..."
เฉาฮั่นสวมแว่นตากลับคืนตามเดิม ผลักภาชนะใส่อาหารตรงหน้าออกห่างตัว ก่อนจะลุกขึ้นยืนเตรียมเดินออกจากห้องรับรองส่วนตัว: "ไม่กินแล้ว! พวกคุณคิดเสียว่าวันนี้ฉันไม่เคยมาที่นี่ก็แล้วกัน!"
หลี่หยางเริ่มลนลานรีบก้าวเท้าเข้าไปฉุดรั้งไว้ จางหมิงเต๋อรีบลุกขึ้นยืน กดมือของหลี่หยางไว้ รอจนกระทั่งเฉาฮั่นเดินพ้นประตูห้องไปแล้วจึงค่อยๆ ปิดประตูลงอย่างเบามือ
หลี่หยางยืนอึ้งตาค้าง: "พี่เฉา... พี่เขาโกรธพวกเราแล้วใช่ไหมครับ?"
จางหมิงเต๋อกดตัวเขาให้นั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม พลางรินน้ำชาส่งให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง พร้อมส่งยิ้มร่าพูดว่า: "ไม่มีอะไรหรอกๆ พี่เฉาเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งนั้นแหละจริงไหม แต่ทว่าที่นี่ยังมีพวกเราอยู่อีกตั้งหลายคนนะ!"
หลี่หยางถึงบางอ้อทันที พอมองดูคนอื่นที่เหลือ ต่างพากันลอบยิ้มกริ่มอย่างรู้กัน ในใจพลันรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันตาเห็น เฉาฮั่นทำแบบนี้ก็เพื่อต้องการจะหลีกเลี่ยงข้อครหา ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองติดค้างมลทินแปดเปื้อน เรื่องสกปรกโสมมอย่างการเตะตัดขาทีมรายการอื่น หรือการปล้นแนวคิดของเด็กใหม่ หลี่หยางและพวกเขาสามารถลอบแอบทำกันลับๆ ได้ แต่ทว่าเฉาฮั่นและหัวหน้าหวงย่อมต้องทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยเด็ดขาด
เติ้งจวินเอ่ยขึ้นว่า: "อาหยาง... แกจำใส่สมองไว้ให้ดีนับจากนี้ไป หากแกมีเรื่องเดือดร้อนอะไรให้รีบมาบอกพวกเรา พี่เฉาเขาไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องไร้สาระพวกนี้ของแกหรอก แค่การเพิ่มตัวเลขเรตติ้งไม่ใช่หรือไง? แกคิดอยากจะทำยังไงล่ะ? ลองพูดแผนการของแกออกมาให้พวกเราฟังหน่อยสิ!"
หลี่หยางยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบเอ่ยปากเล่าแผนการเตรียมงานของตนเองออกมาทันที กลุ่มคนสลับกันกินดื่มและพูดคุยกันอย่างออกรส หลังจากมื้ออาหารสิ้นสุดลง กลุ่มคนก็สถาปนาฟอร์มทีมกลายเป็น "ก๊วนเล็กโค่นหยาง" ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว