- หน้าแรก
- เมื่อผมมีมิติทำฟาร์มสุดโกงในวันสิ้นโลก
- บทที่ 29 อาสาม คนสารเลว
บทที่ 29 อาสาม คนสารเลว
บทที่ 29 อาสาม คนสารเลว
“ช่วงนี้ราคาน้ำกับอาหารพุ่งสูงขึ้นจนน่าเกลียด เดือนที่แล้วซื้อข้าวสารกระสอบหนึ่งแค่ร้อยกว่าหยวน เมื่อวานไปซื้อข้าวสารกระสอบเดิมราคาพุ่งไปสามร้อยแล้ว แทบจะไม่เหลือทางรอดให้คนอยู่เลย!”
“นั่นสิ จะทำยังไงได้ ขนาดมีเงินยังต้องแย่งกันซื้อเลย ไปช้าก็หาซื้อไม่ได้! ยังดีที่บ้านเกิดฉันมีที่นาอยู่ไม่กี่ไร่ ก็ได้แต่หวังว่าผลผลิตจะออกมาดี!”
“น่าอิจฉาจริงๆ ไม่รู้เลยว่าประกาศจากเบื้องบนนั้นจริงหรือเท็จ เหมือนเล่นหุ้นเลย ไม่มีมาตรฐานการตัดสินใจอะไรสักอย่าง กลุ้มใจจะตายอยู่แล้ว!”
“ฮ่าฮ่า! พี่ชายคนนี้ช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ ตลาดหุ้นช่วงนี้ก็ไม่ดีเหมือนกัน เงินสามแสนกว่าของผมติดดอยหมดแล้ว ถ้ารู้อย่างนี้ซื้อหุ้นของเครือ COFCO ไว้แต่แรกก็ดี ราคาพุ่งเอาๆ เลย!”
ลู่หย่วนฟังพวกเขาคุยกันไปพลาง คำนวณในใจเงียบๆ ไปพลาง ตอนนี้ราคาอาหารและน้ำยังไม่ถือว่าสูงเกินไปนัก แถมในมือเขายังมีมิติพิเศษ เรื่องของกินจึงไม่ขาดแคลนอะไร นอกเหนือจากนี้ การตุนของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ไว้ต่างหากคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด
รถโยกไปเยกมาตลอดทาง ในที่สุดก็ถึงจุดหมาย ลู่หย่วนขยับแข้งขยับขาแล้วลงจากรถ
ตอนนี้เข้าสู่ช่วงเดือนสิบสองอันหนาวเหน็บแล้ว อุณหภูมิภายนอกติดลบสิบกว่าองศามาตลอด พื้นดินแข็งโป๊กจนส่งเสียงดังกร๊อบแกร๊บเมื่อเหยียบย่ำ หลายวันก่อนหิมะเพิ่งตก เดินก้าวหนึ่งลื่นก้าวหนึ่ง รถบนถนนก็น้อยลงไปทุกที
กว่าจะกลับถึงบ้านก็เที่ยงแล้ว พอถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของหมูและแพะดังมาเป็นระลอก ตามชนบทมักจะฆ่าหมูเชือดแพะกันก่อนวันตรุษจีน เนื้อพวกนี้โดยพื้นฐานแล้วจะเก็บไว้กินได้นานหลายเดือน
เมื่อเดินผ่านร้านขายของชำของป้าสะใภ้รองตระกูลหลิวในหมู่บ้าน ลู่หย่วนก็เดินเข้าไป
“ป้าสะใภ้รอง สวัสดีปีใหม่ครับ! เอาเหล้าให้ผมสองขวดหน่อย!”
ทันใดนั้น ม่านหลังร้านขายของชำก็ถูกเลิกขึ้น ป้าสะใภ้รองตระกูลหลิวที่กำลังช่วยฆ่าหมูอยู่หลังบ้าน เดินออกมาพร้อมผ้ากันเปื้อนเปื้อนเลือด
“อ้าว! เสี่ยวหย่วนกลับมาแล้วเหรอ! ได้ข่าวว่าเธอซื้อบ้านในเมืองนี่นา!”
“แค่กๆ! ไม่ใช่ในเมืองหรอกครับ อยู่นอกเมืองแล้ว เป็นแถบชานเมืองน่ะ”
ป้าสะใภ้รองตระกูลหลิวหยิบเหล้าไปพลาง พินิจพิเคราะห์ลู่หย่วนไปพลาง
“บ้านเธอโชคดีจริงๆ น่าอิจฉาจัง ได้ข่าวว่าเธอยังทำธุรกิจในเมืองด้วย จริงหรือหลอกเนี่ย? ช่วยดึงเจ้าเอ้อร์โก่วบ้านป้าไปด้วยได้ไหม น้องเอ้อร์โก่วของเธออยากเข้าเมืองไปหาเงินมาตลอดเลยนะ!”
ลู่หย่วนรับเหล้ามาแล้วจ่ายแบงก์ร้อยให้สองใบพร้อมยิ้มกล่าว “ป้าสะใภ้รอง อย่าไปฟังคนเขาพูดมั่วซั่วเลยครับ ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก ก็แค่รับซื้อขายอาหารทะเลนิดหน่อย ตอนนี้กระแสตลาดอาหารทะเลมันซาไปแล้ว หาเงินไม่ค่อยได้แล้วละครับ”
ใบหน้าของป้าสะใภ้รองตระกูลหลิวบึ้งตึงลงทันที ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ “เหอะ! รู้อยู่แล้วว่าพอคนมีเงินก็เริ่มตีตัวออกหากญาติพี่น้อง เสี่ยวหย่วน ไม่นึกเลยว่าเธอก็เป็นคนแบบนี้!”
ลู่หย่วนรู้ว่าขืนคุยต่อก็คงไม่ได้ยินคำพูดดีๆ แล้ว จึงตัดสินใจเดินจากไปทันที
คนชนบทพอถึงช่วงตรุษจีนก็ชอบจับกลุ่มคุยกัน ถ้าเห็นบ้านไหนมีญาติมาเยี่ยมหรือลูกหลานกลับบ้านเกิด ก็จะมาวิพากษ์วิจารณ์ชี้ชวนกันดูอยู่ข้างๆ
ชาวบ้านไม่กี่คนที่นั่งคุยกันอยู่หน้าประตูบ้าน พอเห็นลู่หย่วนกลับมาก็ไม่ปล่อยเขาไปเช่นกัน
“เสี่ยวหย่วน ได้ข่าวว่าทำธุรกิจได้เงินเยอะแยะจนซื้อบ้านได้นี่ เมื่อไหร่จะพาพวกเราไปเปิดหูเปิดตาบ้างล่ะ!”
“โธ่เอ๊ย! บอกเจ้าต้าจู้บ้านฉันตั้งนานแล้วว่าให้ตั้งใจเรียนๆ มันก็ไม่ฟัง ตอนนี้เป็นไงล่ะ ไปล้างจานในเมืองตั้งกี่ปีก็ไม่เห็นเก็บเงินได้ ดูลูกหลานบ้านตระกูลลู่สิ ได้ดิบได้ดีจริงๆ! เสี่ยวหย่วน! มาคุยกันหน่อยสิ!”
“ก็แค่พวกเศรษฐีใหม่จากการเวนคืนที่ดิน ทำเป็นเก่งไปได้ ถ้ารู้อย่างนี้ฉันไม่ขายที่ให้พวกมันหรอก นังตัวผลาญสมบัตินั่นดันไม่ฟังเอง!”
......
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังไล่หลังมา ลู่หย่วนมองตรงไปข้างหน้า เดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทักทาย แต่คำพูดจากปากคนว่างงานพวกนี้ ถ้าหลุดออกไป ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นเรื่องเล่าเวอร์ชัน ‘กาเปลี่ยนเป็นหงส์’ แบบไหนอีก
การที่ลู่หย่วนไม่พูดอะไรแล้วเดินผ่านไปเลย ทำให้ทุกคนต่างชี้หน้าด่าว่าเขามีเงินแล้วก็ไม่สนใจเพื่อนบ้านจนๆ นี่มันใส่ร้ายกันชัดๆ!
ทันทีที่มาถึงบ้านปู่กับย่า ก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันอย่างดุเดือด
“พี่รอง! วันนี้ต่อหน้าแม่ พี่พูดมาเลยว่าจะให้ยืมเงินเท่าไร?” เป็นเสียงของอาสาม ลู่หย่วนเห็นรถจี๊ป Wrangler คันใหม่เอี่ยมจอดอยู่หน้าประตู
บ้านอาสามทำธุรกิจค้าไม้ หลายปีก่อนกอบโกยเงินได้มากมายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลยย้ายไปตั้งรกรากที่นั่น มีลูกชายหญิงคู่หนึ่ง ตอนนี้น่าจะเรียนอยู่มัธยมต้นมัธยมปลายกันหมดแล้ว หลายปีก่อนเคยกลับบ้านมาครั้งหนึ่ง แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ไม่เคยกลับมาอีกเลย
ตอนนั้นเอง เสียงของพ่อก็ดังออกมาจากข้างใน
“เจ้าสาม แกทำธุรกิจใหญ่โตขนาดนั้น ทำไมยังมาจ้องจะเอาเงินค่าเวนคืนที่ดินเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเราอีก! ก็บอกแล้วไงว่าเสี่ยวหย่วนซื้อบ้าน เงินนั่นก็ให้เขาใช้ไปหมดแล้ว!”
“เหอะ! เป็นไปไม่ได้! ฉันได้ยินมาว่าเสี่ยวหย่วนซื้อบ้าน แถมเป็นเงินที่เขาหามาได้เอง ไม่ได้ใช้เงินค่าเวนคืนสักหน่อย หลานสาวพี่จะไปเมืองนอก พี่เป็นลุงยังไงก็ต้องควักเงินออกมาบ้างสิ!”
“เจ้าสาม ไม่ใช่พี่จะว่าแกนะ แกก็อายุสี่สิบกว่าแล้ว คนอื่นพูดอะไรแกก็เชื่อไปหมดเหรอ! เสี่ยวหย่วนเพิ่งเรียนจบมาได้เท่าไรเอง จะไปมีเงินซื้อบ้านเยอะแยะขนาดนั้นได้ยังไง!” น้ำเสียงของพ่อแฝงไปด้วยความโกรธ
เมื่อผลักประตูห้องเข้าไปเบาๆ ก็เห็นย่านั่งสะอื้นจนพูดไม่ออกอยู่ข้างๆ ส่วนแม่ก็นั่งปลอบอยู่ใกล้ๆ
“อ้าว! เสี่ยวหย่วน! มาพอดีเลย อาได้ยินว่าหลานหาเงินในเมืองได้เยอะแยะ ตระกูลลู่ของเราก็มีหลานนี่แหละที่ได้ดิบได้ดีที่สุด ไหนลองพูดซิว่าหาเงินได้จริงไหม วันหลังพาอาไปหาเงินบ้างสิ!”
อาสามลู่ฉางสุ่ยพอเห็นลู่หย่วนเข้ามา ก็รีบปรี่เข้าไปดึงตัวลู่หย่วนไว้อย่างกระตือรือร้น
ลู่หย่วนสะบัดมือออกอย่างแนบเนียน แล้วพูดเสียงเย็นชา “อาสาม อาไม่ได้กลับมาตั้งหลายปี กลับมาครั้งนี้ก็เพื่อเรื่องนี้เหรอครับ?”
ใบหน้าของลู่ฉางสุ่ยฉายแววไม่พอใจแวบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าตัดพ้อ “เฮ้อ! ที่อามาครั้งนี้ก็เพราะอยากมาอยู่เป็นเพื่อนปู่กับย่าของหลานนั่นแหละ แต่ที่บ้านน่ะ น้องสาวหลานรอจะไปเมืองนอก คุยกับทางโน้นไว้เรียบร้อยแล้ว เดิมทีอาก็ไม่ได้กะจะมาหรอก แต่ทางโน้นเขาเรียกห้าแสน อาก็จนปัญญาจริงๆ!”
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งก็ดังมาจากข้างนอก เห็นปู่ไพล่มือไว้ข้างหลังต้อนแพะเข้าคอกแล้วเดินเข้ามา
“พ่อ! กลับมาสักที! ดูสิผมเอาเหล้าของโปรดพ่อมาฝาก ของจากปักกิ่งเลยนะ!” พูดจบลู่ฉางสุ่ยก็หิ้วลังกระดาษข้างมือเดินตรงเข้าไปหาปู่
“เพียะ” เสียงตบฉาดใหญ่ทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึง
ลู่ฉางสุ่ยเอามือกุมหน้ามองผู้เฒ่าด้วยความตื่นตระหนก “พ่อ! ผมอุตส่าห์กลับมาทั้งที พ่อตบผมทำไม?”
“ตบแกทำไมน่ะเหรอ? แกไม่รู้ตัวหรือไง? หลายปีมานี้ ฉันกับแม่แกแก่จะลงโลงอยู่แล้ว ก็ได้ครอบครัวเจ้ารองเลี้ยงดู แกไปหาเงินข้างนอกไม่เคยส่งมาให้สักแดงเดียว! ยังมีหน้ากลับมาอีก! ไสหัวไป! ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
ผู้เฒ่าโกรธจนหอบหายใจแรง มือเหี่ยวย่นสั่นเทาชี้หน้าลู่ฉางสุ่ย
“บอกไว้เลยนะ หมาป่ามาอวยพรไก่ไม่มีเจตนาดีหรอก มาครั้งนี้ฉันได้ยินคนเขาพูดกันแล้ว แกแค่อยากได้เงินค่าเวนคืนที่ดินใช่ไหม? ฉันขอพูดทิ้งท้ายไว้ตรงนี้เลยว่า ฝันไปเถอะ!”
................................................................................