- หน้าแรก
- เมื่อผมมีมิติทำฟาร์มสุดโกงในวันสิ้นโลก
- บทที่ 24 พ่อเป็นผู้อำนวยการเขต
บทที่ 24 พ่อเป็นผู้อำนวยการเขต
บทที่ 24 พ่อเป็นผู้อำนวยการเขต
ตู้เหิงยังคงทำท่าทางไม่ยี่หระ เขี่ยก้างปลาพลางส่งเสียงอืมในลำคอเป็นการตอบรับ ซ่งหลิ่งมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังไม่ยอมกลับไปง่ายๆ ซ่งหลิ่งจึงสะกิดไต้เหอที่อยู่ข้างๆ เบาๆ อีกฝ่ายเข้าใจความหมายทันทีแล้วขยับตัวเข้าไปใกล้
“ตู้เหิง มาสิ ถึงพวกเราจะเรียนด้วยกันแค่ปีเดียว แต่ฉันจำนายได้เสมอนะ! มาดื่มกันสักแก้วเถอะ!”
ตู้เหิงคีบเนื้อปลาขึ้นมาแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร ฉันดื่มเหล้าไม่เป็นน่ะ”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงที่ไม่น่าฟังดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“ตู้เหิง! เรื่องมันผ่านมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว แกยังเก็บมาใส่ใจอีกเหรอวะ แกเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า!” คนพูดคือเฝิงเป่ย ที่เดินถือแก้วเหล้าเข้ามาด้วยท่าทางเมามายและปากก็พ่นคำด่าออกมาไม่หยุด
“ฉันจะบอกให้นะ ตอนนั้นหลินไฉ่ไฉ่เต็มใจตามฉันมาเอง ถ้าจะโกรธก็มาลงที่ฉันคนเดียวนี่ แกเล่นไม่ไว้หน้าใครเลยแบบนี้ แล้วมาทำซากอะไรวะ?” หูอวิ๋นลูกสมุนที่อยู่ข้างๆ พยายามดึงเฝิงเป่ยไว้ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายกระแทกศอกใส่จนเซ
เอาแล้วไง! เรื่องพวกนี้ก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครรู้ แต่หมอนี่ดันพูดโพล่งออกมาจนหมดเปลือก
“เฝิงเป่ย ฉันไม่อยากทะเลาะกับนาย อีกอย่าง ฉันก็บอกไปแล้วว่าฉันดื่มเหล้าไม่เป็น!” ตู้เหิงเริ่มโมโหขึ้นมาบ้างแล้ว สีหน้าของเขาดูแย่ลงเรื่อยๆ
“เพล้ง” เสียงแก้วแตกดังขึ้น เฝิงเป่ยปาแก้วเหล้าลงพื้นอย่างแรง แล้วพุ่งเข้าใส่ตู้เหิงพร้อมกับด่าทอไปด้วย
หัวหน้าห้องซ่งหลิ่งเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเข้าไปดึงตัวเฝิงเป่ยไว้
“เหล่าเฝิง พอเถอะๆ ตู้เหิงเขาอาจจะดื่มไม่เป็นจริงๆ ก็ได้ อย่าไปทำให้เขาลำบากใจเลย วันหน้ายังมีโอกาสอีกเยอะ! ไม่จำเป็นต้องมาผิดใจกันหรอก”
ไต้เหอที่อยู่ข้างๆ แสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยามแล้วกระซิบเบาๆ ว่า “เหอะ! ก็แค่อวดเบ่งว่ามีพ่อเป็นผู้อำนวยการเขต ทำเก่งนักหรือไง! ถ้าไม่เห็นแก่หน้าพ่อนาย ซ่งหลิ่งจะยอมลดตัวมาคุยด้วยเหรอ? ตลกชะมัด”
เว่ยเสี่ยวซานที่ก้มหน้าก้มตากินอาหารอยู่กลับได้ยินชัดเจน เธอวางกระดูกชิ้นโตในมือลง แล้วโน้มตัวไปกระซิบข้างหูลู่หย่วนว่า “เมื่อกี้ดาวคณะห้องนายบอกว่าพ่อของตู้เหิงเป็นผู้อำนวยการเขตเหรอ? เรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย?”
ลู่หย่วนเองก็อึ้งไปเหมือนกัน เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าตู้เหิงมีพ่อเป็นถึงผู้อำนวยการเขต
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่หย่วนก็เหลือบมองไปที่ตู้เหิงแวบหนึ่ง
ซ่งหลิ่งมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยพลางกระซิบกับตู้เหิงว่า “ตู้เหิง วันหลังฉันค่อยไปเยี่ยมคุณอาแล้วกัน นายกินต่อเถอะ”
ตู้เหิงยังคงทำหน้านิ่งเรียบเหมือนบ่อน้ำไร้คลื่น แต่ลู่หย่วนดูออกว่าในใจของเขากำลังเดือดปุดๆ
“ฉันอิ่มแล้ว ขอตัวก่อนนะ!” ตู้เหิงลุกขึ้นยืน ล้วงเงินห้าร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนลงบนโต๊ะ
“หืม? จะไปจริงๆ เหรอ?”
“อืม น่าเบื่อมาก คุยกันไม่รู้เรื่องหรอก ไม่อยากรบกวนแล้ว นายกินต่อเถอะ พี่เสี่ยวซานน่าจะยังไม่อิ่ม ไม่ต้องตามมาหรอก”
พอจะเดินออกไป เขาก็หันกลับมาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงพูดกับลู่หย่วนว่า “ส่วนผนังด้านนอกของบ้านจัดการเรียบร้อยหมดแล้ว เหลือแค่ตัวโครงสร้างผนัง ฉันจะกลับไปตรวจสอบดูอีกที ว่างๆ นายก็แวะไปดูบ้างนะ”
“เดี๋ยวฉันไปส่ง”
ลู่หย่วนลุกขึ้นกล่าวขอโทษคนทั้งโต๊ะ แล้วพาเว่ยเสี่ยวซานลุกออกจากที่นั่งเพื่อไปส่งตู้เหิง
“แม่งเอ๊ย! จะตอแหลไปถึงไหน ปกติไม่เห็นลู่หย่วนจะเป็นแบบนี้ ไม่คิดว่าจะประจบเป็นกับเขาด้วย!” เก๋ออวิ๋นสบถออกมาประโยคหนึ่ง
เว่ยเสี่ยวซานมองดูตู้เหิงด้วยความผิดหวังเต็มประดา แล้วบ่นพึมพำออกมาเบาๆ
“งานเลี้ยงรุ่นห้องพวกนายนี่ตลกชะมัด มีแต่คนประเภทไหนกันเนี่ย!”
“เฮ้อ! จริงๆ ก็พอๆ กันหมดแหละ! พอพ้นรั้วโรงเรียนไปก็กลายเป็นพวกวัตถุนิยมกันหมด”
ลู่หย่วนไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะอีกไม่นาน คนที่ดูดีมีหน้ามีตาแค่เปลือกนอกพวกนี้ ต่อไปจะมีสภาพน่าเวทนายิ่งกว่าใคร หายนะวันสิ้นโลกไม่สนหรอกว่าใครจะรวยแค่ไหน ทุกคนเท่าเทียมกันหมด
เมื่อกลับเข้ามาในห้องส่วนตัวอีกครั้ง สายตาที่ทุกคนมองลู่หย่วนก็เปลี่ยนไป มีทั้งเยาะเย้ย อิจฉา และหวาดระแวง ปะปนกันไปหมด
งานเลี้ยงรุ่นที่ควรจะชื่นมื่นกลับกลายเป็นบรรยากาศอึมครึม ลู่หย่วนปฏิเสธที่จะไปต่อที่บาร์ แล้วพาเสี่ยวซานกลับห้องเช่าของตัวเอง
ตลอดทั้งคืน ลู่หย่วนนอนหลับไม่ค่อยสนิท ในใจเขาเอาแต่คิดถึงเรื่องหนึ่ง นั่นคือคำพูดที่เขาบอกตู้เหิงไปเมื่อช่วงก่อนหน้านี้
แต่พอมาคิดดูอีกทีก็รู้สึกว่าไม่มีอะไร เขาเองก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอะไรมากนัก ถือว่าได้แอบช่วยเหลือผู้คนในเมืองชิงสุ่ยไปในตัว ส่วนตู้เหิงจะเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อเขาหรือไม่ ก็เกินกำลังที่เขาจะจัดการได้แล้ว ถ้าทุกคนเตรียมตัวล่วงหน้าได้ก็ดี แต่ถ้าเมินเฉยไม่ใส่ใจ ก็ไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่หย่วนขี่รถจักรยานไฟฟ้ามาที่บ้านของตัวเอง มองดูกำแพงที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ในใจก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
แต่เขากลับไม่เห็นตู้เหิงในไซต์งาน น่าจะออกไปซื้อของอย่างอื่นอยู่
ผ่านไปประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็มีเสียงเครื่องยนต์รถดังกระหึ่มมาจากไกลๆ ตามด้วยรถพ่วงกึ่งลากจูงหลายคันขับเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน
ตู้เหิงกระโดดลงจากรถแล้วสั่งการให้คนงานเริ่มขนวัสดุลงมา
“มาเช้าจัง? นึกว่าอีกสักสองวันนายถึงจะมาซะอีก!” ตู้เหิงสวมหมวกนิรภัยเดินเข้ามาหา
“ฮ่าๆ! เมื่อวานนายทักฉันขนาดนั้น ฉันจะไม่มาได้ไง อีกอย่าง บ้านของฉัน ฉันก็ต้องมาดูให้ดีสิ แล้วข้างหลังนั่นขนอะไรมาน่ะ?”
“อ๋อ แผ่นเหล็กที่สั่งจากโรงงานเหล็กก่อนหน้านี้เพิ่งแปรรูปเสร็จ แล้วก็ฟิล์มตะกั่วก็มาถึงแล้วเหมือนกัน สองวันนี้ฉันคงต้องทำงานล่วงเวลาอีกแล้ว!” ใบหน้าของตู้เหิงฉายแววเหนื่อยล้าเล็กน้อย
“ลำบากนายแย่เลย!” ลู่หย่วนยื่นชานมที่ยังอุ่นๆ อยู่ขวดหนึ่งไปให้
ทั้งสองยืนมองคนงานที่เดินขวักไขว่ไปมาอยู่ข้างๆ ลู่หย่วนก็เอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“พ่อนายคือผู้อำนวยการเขตจริงๆ เหรอ? ผู้อำนวยการเขตเมืองชิงสุ่ยของเราเนี่ยนะ?”
“อืม สนใจเหรอ? ให้ฉันช่วยแนะนำให้รู้จักไหม?” เขายังคงทำหน้าตากวนประสาทเหมือนเดิม
“ไม่ละ ฉันไม่ได้สนใจอยากเจอพ่อผู้อำนวยการเขตของนายหรอก! แต่ทำไมไม่เคยได้ยินนายพูดถึงเลยล่ะ?”
“เหอะๆ จะพูดถึงเขาไปทำไม? ฉันกับเขาไม่ถูกกัน! แต่ถ้านายต้องการความช่วยเหลือ ฉันอาจจะฝืนใจไปหาเขาให้ก็ได้”
“หืม? ไหงงั้นล่ะ? มิน่าล่ะนายถึงใช้ชีวิตลำบากขนาดนี้ มีพ่อแบบนั้นทำไมไม่ให้เขาช่วยหน่อยล่ะ! แถมฝีมือระดับนาย ถ้าจับยัดเข้าหน่วยงานไหนสักที่ อย่างต่ำๆ ก็ต้องได้เป็นหัวหน้าคุมงานแล้ว!”
ลู่หย่วนสงสัยจริงๆ ในยุคที่แข่งกันด้วยบารมีพ่อแบบนี้ การมีพ่อดีๆ สักคนสำคัญแค่ไหน แต่ตู้เหิงกลับทำตรงกันข้าม เรียกได้ว่าแปลกแยกไม่เหมือนใครจริงๆ
“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ทะเลาะกัน เขาไม่ชอบขี้หน้าฉัน ฉันก็ไม่ชอบขี้หน้าเขา เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ไม่มีอะไรน่าคุยหรอก”
พูดจบตู้เหิงก็ลุกขึ้นยืนและเริ่มกำกับการติดตั้งด้วยตัวเอง
รถเครนขนาดใหญ่ยกแผ่นเหล็กขึ้นสูง ภายใต้การสั่งการของตู้เหิง แผ่นเหล็กค่อยๆ ถูกหย่อนลงไปในช่องว่างระหว่างกำแพงสองชั้น จากนั้นคนงานก็เริ่มทำการเชื่อมทีละจุดอย่างละเอียด ก่อนจะเทคอนกรีตทับอีกครั้งเพื่อขึ้นรูป
พวกเขายุ่งกันจนถึงค่ำ การติดตั้งแผ่นเหล็กจึงเสร็จสิ้นลงในที่สุด ส่วนชั้นฉนวนกันความร้อนและฟิล์มตะกั่วที่เหลือคงต้องเริ่มทำต่อในวันพรุ่งนี้
เมื่อมองดูผนังที่แข็งแกร่งทนทาน ลู่หย่วนก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า ถ้ามีลูกกระสุนปืนใหญ่ยิงใส่กำแพงบ้านของเขา มันจะเจาะทะลุกำแพงอันแข็งแกร่งนี้ได้หรือไม่นะ?
................................................................................