- หน้าแรก
- เมื่อผมมีมิติทำฟาร์มสุดโกงในวันสิ้นโลก
- บทที่ 23 งานเลี้ยงรุ่นที่เปลี่ยนไป
บทที่ 23 งานเลี้ยงรุ่นที่เปลี่ยนไป
บทที่ 23 งานเลี้ยงรุ่นที่เปลี่ยนไป
เขาว่ากันว่าคนที่เป็นหัวหน้าใหญ่มักจะปรากฏตัวเป็นคนสุดท้ายเสมอ งานเลี้ยงรุ่นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยดีๆ แบบนี้ กลับแฝงไปด้วยการแบ่งชนชั้นวรรณะอยู่หน่อยๆ หลังจากทุกคนมากันครบแล้ว ซ่งหลิ่งที่เป็นหัวหน้าห้องถึงได้โผล่มาอย่างล่าช้า พอเดินเข้าห้องมาก็วางมาดผู้นำกล่าวขอโทษทุกคน อ้างว่าต้องปฏิเสธงานเลี้ยงที่บ้านของเจ้านายระดับสูงบ้างแหละ ต้องจัดตารางงานให้พนักงานบ้างแหละ ถึงได้มาช้า
โชคดีที่ทุกคนต่างรู้กันดีและไม่ได้ถือสาหาความ งานเลี้ยงจึงเริ่มต้นขึ้นได้อย่างราบรื่น นอกจากลู่หย่วนที่พาแฟนสาวมาด้วยแล้ว ก็ยังมีเพื่อนคนอื่นๆ อีกหลายคนที่พาคู่รักของตัวเองมาร่วมงานด้วย
ในตอนนั้นเอง ซ่งหลิ่งก็เอ่ยขึ้น
“อะแฮ่ม! ทุกคน เนื่องจากวันนี้ห้องเรามากันเยอะ แถมยังมีหลายคนที่พาครอบครัวมาด้วย เมื่อกี้ฉันลองนับจำนวนคนดูแล้ว วันนี้พวกเราคงต้องแยกโต๊ะนั่งกันหน่อย แต่แยกโต๊ะไม่แยกใจนะ ความรู้สึกยังเหมือนเดิม พวกเราไปที่ห้องดอกบัวกันเถอะ!”
ภายใต้การนำทางของพนักงานเสิร์ฟ ทุกคนก็มาถึงห้องดอกบัว ต้องยอมรับเลยว่าในห้องเรียนนี้ก็พอจะมีพวกเศรษฐีอยู่บ้าง ถึงแม้ตอนเรียนจะไม่ค่อยแสดงตัว แต่พอเรียนจบปุ๊บก็ดูออกได้ทันที
ทางด้านหัวหน้าห้องซ่งหลิ่งก็เริ่มจัดแจงที่นั่ง
“ไต้เหอ เฝิงเป่ย หลิวเฉิน พวกนายนั่งตรงนี้สิ! พอดีฉันมีเรื่องธุรกิจอยากจะคุยกับพวกนายอยู่พอดีเลย!”
“คังฉิน อู๋หย่วน พวกนายที่พาครอบครัวมาด้วยก็นั่งตรงนี้นะ จะได้ทำความรู้จักกระชับมิตรกัน ฮ่าๆ!”
“เอ่อ... ลู่หย่วน นายก็พาแฟนมาด้วยเหรอ โต๊ะนั้นเต็มแล้ว งั้นนายมานั่งโต๊ะนี้กับพวกตู้เหิงแล้วกัน! คนกันเองทั้งนั้น!”
...
เป็นไปตามคาด ลู่หย่วนเดาไม่ผิดเลย การจัดที่นั่งนั้นแบ่งตามลำดับความสำคัญจริงๆ สมกับที่ซ่งหลิ่งเป็นหัวหน้าห้อง จัดที่นั่งได้เป๊ะมาก ขาดก็แค่ไม่ได้เรียงตามฐานะทางบ้านแบบตรงๆ เท่านั้นเอง
ลู่หย่วนนั่งลงพลางมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว
ในนิยายเรื่องหนึ่งเคยมีฉากแบบนี้ งานเลี้ยงรวมญาติของตระกูล คนที่ทำประโยชน์ให้ตระกูลมากจะได้นั่งหัวโต๊ะ แล้วก็ไล่เรียงลงมา พระเอกเคยตกอับมาก่อน แต่ต่อมาเกิดเหตุการณ์บางอย่างทำให้พระเอกผงาดขึ้นมา แต่คนในตระกูลไม่รู้ เลยจัดให้เขาไปนั่งตรงประตู สุดท้ายพระเอกโกรธเลยพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า ‘คนที่มีเงินหมื่นล้านต้องนั่งโต๊ะไหน?’
แต่ลู่หย่วนไม่ได้มีรสนิยมชอบแกล้งคนแบบนั้น เรื่องอวดเบ่งช่างมันเถอะ ถึงแม้ตอนนี้เขาจะถือเป็นเศรษฐีเงินล้านแล้ว แต่เขาชอบรวยเงียบๆ มากกว่า
มองดูผู้คนตามโต๊ะต่างๆ ที่เริ่มจับกลุ่มคุยกันระหว่างรออาหาร ลู่หย่วนจำเพื่อนหลายคนไม่ได้แล้ว จริงๆ แล้วเขาไม่ค่อยสนิทกับคนในห้องเท่าไร ตลอดมาเขาเป็นพวกที่ชอบนั่งเงียบๆ อยู่มุมห้อง ไร้ตัวตน ตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัย อาจารย์ไม่เคยเรียกเขาให้ลุกขึ้นตอบคำถามเลยสักครั้ง
คนอื่นๆ ต่างคุยกันเรื่องงาน รถ บ้าน อะไรพวกนั้น ส่วนหลินเฉินก็นั่งรำลึกความหลังเรื่องวีรกรรมแสบๆ ให้ทุกคนฟังอยู่ข้างๆ
ไม่นานนัก พนักงานเสิร์ฟหลายคนก็ยกอาหารหน้าตาน่าทานเข้ามาเสิร์ฟ หัวหน้าห้องลุกขึ้นยืนถือแก้วเหล้าแล้วพูดว่า “ทุกคน พวกเราเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่อยู่ด้วยกันมาสี่ปี เพื่อมิตรภาพของพวกเรา ดื่มแก้วนี้ก่อนเลย!”
ดังนั้นคนด้านล่างจึงพากันลุกขึ้นตอบรับ ยกแก้วดื่มจนหมดรวดเดียว ส่วนลู่หย่วนแค่จิบเบาๆ เท่านั้น
ตอนที่นั่งลง โต๊ะของซ่งหลิ่งก็เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย
เห็นแค่ดาวคณะอย่างไต้เหอขมวดคิ้วบ่นอุบอิบอย่างไม่พอใจว่า “โอ๊ย หลิวเฉิน ทำไมนายไม่ระวังเลยเนี่ย! นี่กระเป๋า LV รุ่นใหม่ที่ฉันเพิ่งซื้อมานะ!”
หลิวเฉินที่อยู่ข้างๆ ยิ้มแห้งๆ ด้วยความเขินอายแล้วพูดว่า “ขอโทษที เมื่อกี้ฉันยั้งไม่อยู่ ดื่มเร็วไปหน่อย เอาอย่างนี้ เดี๋ยวออกไปแล้วฉันซื้อใบใหม่คืนให้!”
“อุ๊ยตาย เสี่ยหลิวใจป้ำจัง กระเป๋าใบนี้ของฉันราคาไม่เบาเลยนะ! พ่อฉันฝากคนหิ้วมาจากเมืองนอก! ตั้งสามหมื่นหยวนนะ”
“ฮ่าๆ! น้องเหอ ก็แค่กระเป๋าใบเดียวเอง! อย่าว่าแต่รุ่นลิมิเต็ดเลย ต่อให้เป็นรุ่นที่เลิกผลิตไปแล้วฉันก็หามาให้เธอได้! บ้านฉันทำเหมืองนะ ยังไงก็เป็นทายาทเจ้าของเหมืองอยู่แล้ว!”
...
ลู่หย่วนกินกับข้าวคำหนึ่ง สีหน้าแสดงความดูแคลนออกมา ดูท่าการแข่งขันอวดรวยจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
เขาเดาไม่ผิด ภายใต้การนำของดาวคณะอย่างไต้เหอ สาวๆ ในห้องก็เริ่มอวดกระเป๋าและเครื่องสำอางของตัวเอง ไม่ใช่ LV ก็ GUCCI สรุปก็คือแบรนด์เนมที่เห็นได้ทั่วไปนั่นแหละ
ดูเหมือนการอวดรวยจะเป็นโรคติดต่อ โต๊ะของลู่หย่วนก็มีคนเริ่มบ่นว่าอาหารมาช้า แล้วก็แกล้งทำเป็นโชว์นาฬิกาโรเล็กซ์บนข้อมือโดยไม่ตั้งใจ
คนที่พูดชื่อเก๋ออวิ๋น ที่บ้านทำธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต เปิดหน้าร้านสองแห่งในเมืองชิงสุ่ย ลู่หย่วนเคยได้ยินชื่อตอนทำธุรกิจเกี่ยวกับของใช้ในห้องน้ำ
พอมีเก๋ออวิ๋นเป็นคนเปิดประเด็น ทุกคนก็กินไปคุยไป ในโต๊ะนี้คนที่มีคุณสมบัติพอจะอวดรวยได้ก็มีแค่เก๋ออวิ๋นคนเดียว ลู่หย่วนเองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเศรษฐี
หัวข้อเรื่องสินค้าแบรนด์เนมจบลงในที่สุด จู่ๆ เก๋ออวิ๋นก็พูดขึ้นว่า “จริงสิ ช่วงนี้ในเน็ตพูดถึงเรื่องอุกกาบาตอะไรนั่นบ่อยๆ พวกนายได้ยินข่าวบ้างไหม?”
“แน่นอน ฉันกับแฟนวางแผนจะไปดูดาวตกที่ทิเบตกัน! ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าขอพรที่นั่นศักดิ์สิทธิ์มาก!”
“พอเถอะน่า! ตอนเพิ่งเข้ามหาลัยฉันเคยไปครั้งหนึ่ง ถ้าทิเบตศักดิ์สิทธิ์จริง ป่านนี้แถวนั้นคงรวยไม่รู้เรื่องไปแล้ว!”
“เฮ้อ! ได้ยินว่าตอนนี้หลายคนเริ่มกักตุนเสบียงกันแล้ว ไม่รู้พวกนายเตรียมตัวกันบ้างหรือยัง?”
“เหอะๆ! ทฤษฎีวันสิ้นโลกพรรค์นั้นนายก็เชื่อด้วยเหรอ?” เพื่อนคนหนึ่งที่ไม่รู้ชื่อหัวเราะเยาะออกมา เห็นได้ชัดว่าดูถูกเพื่อนคนที่พูดเรื่องตุนเสบียงวันสิ้นโลก
ลู่หย่วนคีบซี่โครงหมูให้เสี่ยวซานพลางลอบหัวเราะในใจ ตอนนี้หัวเราะเยาะคนอื่นที่เชื่อเรื่องวันสิ้นโลก อีกไม่กี่เดือนเดี๋ยวพวกนายก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง!
...
หลังจากดื่มกันไปได้สามรอบ หลายคนก็เริ่มเดินข้ามโต๊ะไปชนแก้วกันแล้ว โดยเฉพาะซ่งหลิ่งที่กระตือรือร้นที่สุด เขากว้างขวาง รู้จักภูมิหลังทางบ้านของเพื่อนทุกคนเป็นอย่างดี คนที่น่าคบหาเขาก็จะเข้าไปชนแก้วด้วยความนอบน้อมมีมารยาท ส่วนคนอย่างลู่หย่วนที่ไม่มีแบ็กไม่มีอำนาจก็ถูกมองข้ามไป
ผ่านไปไม่นาน อีกฝ่ายก็ถือแก้วเหล้าเดินตรงมาทางโต๊ะของลู่หย่วน โดยมีดาวคณะอย่างไต้เหอเดินเคียงข้างมาด้วย
ภูมิหลังทางครอบครัวของไต้เหอไม่ได้ถือว่าดีเด่นอะไรนัก ทว่ารูปร่างหน้าตาของเธอกลับทำให้เธอยืนหนึ่งเป็นหัวข้อสนทนาอันดับต้นๆ ของชั้นเรียนอยู่เสมอ และยังขึ้นชื่อว่าเป็นดอกไม้งามผู้กว้างขวางอีกด้วย ทั้งสองคนประสานงานกันได้อย่างเข้าขารู้ใจเป็นที่สุด ลู่หย่วนรู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้างว่าที่โต๊ะของเขานี้มีใครที่คุ้มค่าให้ฝ่ายนั้นเข้ามาผูกมิตรด้วยอย่างนั้นหรือ เก๋ออวิ๋นงั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้ แม้บ้านของเก๋ออวิ๋นจะพอมีเงินอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงครอบครัวเล็กๆ ทั่วไป อย่างมากที่สุดที่บ้านก็คงมีทรัพย์สินแค่ไม่กี่ล้าน ซึ่งยังห่างไกลจากคำว่ามหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพลอยู่มากโข
เก๋ออวิ๋นเห็นหัวหน้าห้องซ่งหลิ่งพาไต้เหอเดินมา ก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
“อุ๊ย หัวหน้าห้อง... อ้อ ไม่ใช่สิ ไม่ใช่สิ ฮ่าๆ ฉันต้องเรียกว่าผู้จัดการซ่งแล้วสินะ!” เก๋ออวิ๋นยิ้มหน้าบานถือแก้วเหล้าเดินเข้าไปต้อนรับ
แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ค่อยไว้หน้าเท่าไร แค่ยกแก้วในมือขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย แล้วเดินตรงมาทางลู่หย่วน
“ตู้เหิง ไม่เจอกันนานเลยนะ คราวก่อนนายบอกว่าเปิดสตูดิโอ ฉันอยากจะไปเยี่ยมชมมาตลอดเลย!” ซ่งหลิ่งยิ้มแย้มพลางเดินผ่านหน้าลู่หย่วนไปเฉยๆ
................................................................................