- หน้าแรก
- ลิขิตฟ้าหรือจะสู้ท่านอา รักใสๆของยัยชายาตัวแสบ
- บทที่ 169 เจ้าเรียกข้าว่ากระไรนะ
บทที่ 169 เจ้าเรียกข้าว่ากระไรนะ
บทที่ 169 เจ้าเรียกข้าว่ากระไรนะ
ด้วยการใช้จ่ายเงินเป็นเบี้ยเช่นนี้ เงินทองที่นางชนะพนันมาจากองค์หญิงเล่อหยาง คงทำให้นางกลับมาเป็นยาจกอีกครั้งทันทีที่การปรับปรุงหอคณิกาเสร็จสิ้นเป็นแน่!
ยาจกเชียวนะ!!
"ต้องหาเงิน ต้องหาเงิน! หากไม่ยอมลงทุนแล้วจะได้กำไรมาได้อย่างไรเล่า!" จิ่งเยวี่ยพร่ำบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าการจ่ายเงินออกไปก็คือการทำเงินนั่นแหละ!
ทว่า...
การต้องทนดูเงินทองไหลออกไปราวกับสายน้ำเช่นนี้!
มันช่างปวดใจเหลือเกิน!
จิ่งเยวี่ยบิดตัวไปมาและดิ้นขลุกขลักอยู่บนเบาะนุ่มภายในรถม้าด้วยความรู้สึกขัดแย้งในใจอย่างที่สุด
"โอ๊ย!" จู่ๆ รถม้าก็กระตุกอย่างแรงจนศีรษะเล็กๆ ของจิ่งเยวี่ยกระแทกเข้ากับผนังด้านข้าง ทำเอานางต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด
"เจ้าทำอันใดน่ะ! แค่บังคับรถม้าก็ยังทำให้ดีไม่ได้หรืออย่างไร!" จิ่งเยวี่ยเลิกม่านขึ้นอย่างหัวเสีย ทว่าก็ต้องกะพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นภาพอันน่าประหลาดใจเบื้องหน้า
"โอ้ แม่นางน้อยคนงาม เราพบกันอีกแล้วนะ" บุรุษในชุดผ้าไหมสีขาวสลับแดงที่นั่งอยู่บนหลังม้ามีใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยก รอยยิ้มอันเปี่ยมเสน่ห์และเย้ายวนประดับอยู่บนริมฝีปาก ไฝสีแดงชาดราวกับหยดเลือดตรงหางตายิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดใจ
เลือดกำเดา เลือดกำเดา...
เลือดกำเดาจะไหลอยู่แล้ว!
"ท่านพี่สาวคนสวย ท่านมาขวางทางข้าทำไมหรือ" จิ่งเยวี่ยฉีกยิ้มกว้าง ส่งยิ้มหวานหยดย้อยขณะเอ่ยถามบุรุษรูปงาม
"เจ้าเรียกข้าว่ากระไรนะ" รอยยิ้มของบุรุษผู้นั้นแข็งค้างไปในพริบตา นัยน์ตาสีเข้มแทบจะพ่นไฟได้ขณะถลึงตามองจิ่งเยวี่ยด้วยรังสีอำมหิตเย็นเยียบ ไม่เคยมีผู้ใดกล้าเรียกเขาว่าสตรีต่อหน้ามาก่อน ตั้งแต่เด็กจนโต เขามักจะถูกล้อเลียนเรื่องรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายสตรีอยู่เสมอ
คำๆ นั้นจึงกลายเป็นข้อห้ามสำหรับเขา
และบัดนี้ สตรีที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงผู้นี้กลับกล้ามาแตะต้องข้อห้ามของเขาซึ่งๆ หน้า
"ท่านพี่สาวคนสวย" จิ่งเยวี่ยทวนคำด้วยน้ำเสียงจริงจังสุดขีด
"เคร้ง!" อาวุธลับพุ่งปักเข้าที่ผนังรถม้าอย่างแรง รอยยิ้มบนใบหน้าของจิ่งเยวี่ยยังไม่ทันเลือนหาย นางค่อยๆ หันหน้าไปมองอาวุธลับที่ส่องประกายวาววับ ก่อนจะหันกลับมามองซิงเอ้อร์ที่กำลังค่อยๆ เก็บดาบเข้าฝัก หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น!
ไม่เลว ไม่เลวเลยจริงๆ
ปฏิกิริยาตอบสนองของเขารวดเร็วพอตัว
"เฮ่อเหลียน โปรดสำรวมด้วย" ซิงเอ้อร์เงยหน้าขึ้นอย่างเยือกเย็น จ้องมองบุรุษผู้นั้นเขม็งด้วยใบหน้าที่เย็นชาจนแทบจะแช่แข็งคนให้ตายได้!
"หลีกไป!" บุรุษที่ถูกเรียกว่าเฮ่อเหลียนตวาดใส่ซิงเอ้อร์เสียงเย็น
จุ๊ๆ... ขนาดตอนโกรธยังงดงามได้ถึงเพียงนี้ เขาช่างไร้ที่ติจริงๆ!
ซิงเอ้อร์ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ทั้งสองฝ่ายต่างคุมเชิงกันอยู่อย่างนั้น
"เอ่อ... ข้าหิวจริงๆ นะ พวกท่านค่อยมาต่อกันทีหลังได้หรือไม่" จิ่งเยวี่ยกระแอมเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง ในชั่วพริบตานั้น บรรยากาศอันดุเดือดและตึงเครียดก็มลายหายไปในทันที
"ข้าจะพาเจ้าไปกินของอร่อยๆ เอง" บุรุษผู้นั้นแย้มยิ้ม เขาตบหลังม้าแล้วกระโจนทะยานขึ้นสู่อากาศ พุ่งตรงมาหาจิ่งเยวี่ยในทันที ซิงเอ้อร์ตกใจ รีบหันไปสกัดกั้น ทว่ากลับถูกบุรุษผู้นั้นหมุนตัวเตะกระเด็นออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างของเขาลอยละลิ่วไปกระแทกเข้ากับด้านข้าง
"แม่จ๋าาาาา..." จิ่งเยวี่ยถูกบุรุษผู้นั้นรวบตัวไปหนีบไว้ใต้รักแร้ เขาวิ่งเหินไปตามหลังคาและหายลับไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงเสียงกรีดร้องที่ดังก้องกังวาน
"บัดซบเอ๊ย..." สีหน้าของซิงเอ้อร์ซีดเผือดเล็กน้อย เขากุมหน้าอกตรงจุดที่ถูกเตะ ใบหน้าเคร่งเครียดขณะรีบพุ่งตัวตามไปอย่างรวดเร็ว หลงเหลือเพียงรถม้าที่ว่างเปล่าและกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงยืนนิ่งอึ้งอยู่บนถนน
ตอนนี้จิ่งเยวี่ยหน้ามืดตาลายไปหมดแล้ว ทันทีที่เท้าแตะพื้น นางก็รีบคว้าโคนต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วเริ่มอาเจียนออกมาอย่างหนักจนเรี่ยวแรงแทบเหือดหายและปวดหัวตุบๆ นางสูดหายใจลึก พยายามทรงตัวยืนขึ้นอย่างวิงเวียน แล้วถลึงตาขุ่นขวางใส่บุรุษรูปงามที่กำลังยืนกอดอกส่งยิ้มมาให้
"ไอ้กะเทยบ้าเอ๊ย! คิดว่ามีวิชาตัวเบาแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นสิ!" จิ่งเยวี่ยสบถด่าด้วยความโกรธจัด