- หน้าแรก
- ในยุคอดอยาก ยุ้งฉางของข้าเต็มไปด้วยอาหารและเนื้อ
- บทที่ 2 ครอบครัว
บทที่ 2 ครอบครัว
บทที่ 2 ครอบครัว
บทที่ 2 ครอบครัว
เจียงเฉินมองดูตัวอักษรบนติ้วไม้ไผ่ตรงหน้า พลางเก็บงำความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่!
'มันคือการหยั่งรู้ล่วงหน้า ทำนายโชคลาภและเคราะห์ร้ายได้จริงๆ!'
ด้วยวิธีการพยากรณ์นี้ เขาคงไม่ต้องกังวลเรื่องการอดตายอีกต่อไป... ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาสามารถคำนวณโชคชะตาได้ทุกวัน มันย่อมมีประโยชน์มหาศาลอย่างไม่รู้จบ
หลังจากความตื่นเต้นสงบลง เจียงเฉินก็อ่านข้อความบนติ้วไม้ไผ่อย่างละเอียดอีกครั้ง
'กระต่ายที่วิ่งชนจนตัวตายงั้นหรือ? นี่มันเนื้อที่ได้มาเปล่าๆ ชัดๆ'
คำพยากรณ์อันแรกทำให้เจียงเฉินเผยยิ้มออกมา
หากเรื่องนี้เป็นจริง เขาจะสามารถทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ตั้งแต่ในวันนี้เลย
จากนั้นเจียงเฉินจึงมองไปยังติ้วไม้ไผ่อันที่สอง
'กวางโร ภูเขาเสี่ยวเฮยยังมีกวางโรเหลืออยู่อีกหรือ?'
หากเขาล่ามันได้สักตัว... เนื้อของกวางโรเพียงตัวเดียวก็เพียงพอให้กินไปได้อีกนาน และหนังของมันยังนำไปขายเป็นเงินได้อีกด้วย
แม้ว่ามันจะไม่ใช่ของที่มีมูลค่าสูงลิบลิ่ว แต่มันก็เพียงพอที่จะจุนเจือครอบครัวเจียงได้ไปอีกหนึ่งหรือสองเดือน
ทว่าเขาไม่มีทักษะในการยิงธนู และในตอนนี้เขาก็ยังไม่มีหนทางอื่น
สายตาของเจียงเฉินกลับมาจดจ่ออยู่ที่ติ้วไม้ไผ่อันแรก
'ข้าควรจะไปเก็บกระต่ายนั่นเสีย มันเหมาะกับสถานการณ์ของข้าในตอนนี้ที่สุดแล้ว หากไปช้าเกินไป คนอื่นอาจจะชิงตัดหน้าไปก่อน'
ส่วนติ้วอันที่สาม การล่าราชาหมาป่า? เพื่อเอาหนังของมันน่ะหรือ?
ราชาหมาป่าเฒ่าอย่างไรก็ยังเป็นราชาหมาป่า! เขาต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ หากคิดจะทำเช่นนั้น
นั่นไม่ใช่การไปล่าสัตว์ แต่มันคือการเอาตัวเองไปเป็นอาหารให้มันต่างหาก
เจียงเฉินไม่ลังเลนานนัก เขาเอื้อมมือไปหยิบติ้วไม้ไผ่อันแรก
ทันทีที่ติ้วไม้ไผ่สัมผัสกับมือของเขา มันก็แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงพุ่งเข้าสู่ร่างกาย
ติ้วไม้ไผ่อีกสองอันที่เหลือเลือนหายไปพร้อมกัน และกระดองเต่าก็หม่นแสงลง บ่งบอกว่าในระยะเวลาอันสั้นนี้จะไม่สามารถพยากรณ์ได้อีก
ทันใดนั้น ภาพทิวทัศน์บนภูเขาก็ปรากฏขึ้นในใจของเจียงเฉิน
กระต่ายหิมะตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่หน้าต้นไม้แห้งเหี่ยว ดูเหมือนมันจะวิ่งชนจนหมดสติ และเมื่อต้องตากลมหนาวอยู่ทั้งคืน มันคงจะตายสนิทแล้ว
'ข้าต้องไปแต่เช้า ในคำพยากรณ์บอกว่าต้องไปก่อนเที่ยงถึงจะสำเร็จ หากใครมาเห็นเข้าก่อน ข้าคงขาดทุนย่อยยับ'
เจียงเฉินเก็บกระดองเต่า ลุกขึ้นยืนแล้วผลักประตูเตรียมจะออกไป
เขาพบเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูพอดิบพอดี ดูเหมือนกำลังจะผลักประตูเข้ามา
เมื่อเห็นเจียงเฉินเดินออกมา เด็กชายก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ก่อนจะเอ่ยปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า "อาเล็ก ท่านฟื้นแล้ว"
ที่อยู่หน้าประตูคือเจียงเหนิงเหวิน หลานชายวัยหกขวบของเขานั่นเอง
ผมของเด็กน้อยมีสีเหลืองซีด ร่างกายผ่ายผอมซูบซีด ซึ่งเป็นรูปลักษณ์ปกติของเด็กในชนบทส่วนใหญ่ที่มักจะขาดสารอาหารสะสมมาเป็นเวลานาน
เจียงเฉินรู้สึกสงสารจับใจ เขาเอื้อมมือออกไปหวังจะลูบหัวเด็กน้อยตามสัญชาตญาณ
แต่เหนิงเหวินรีบหดคอหนีและวิ่งถอยออกไปหลายก้าว "ท่านปู่บอกให้ไปกินข้าวที่ห้องโถงขอรับ!"
เจียงเฉินชักมือกลับอย่างเก้อเขิน ดูเหมือนว่าแม้แต่หลานชายตัวน้อยก็ยังไม่ชอบใจเขาในครอบครัวนี้
ด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ เจียงเฉินจึงเดินตามหลานชายเข้าไปยังห้องโถง
ห้องโถงตระกูลเจียง
คนสี่คนนั่งล้อมรอบโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมเตี้ยๆ
ตรงที่นั่งประธานคือบิดาของเขา เจียงโหย่วหลิน
ผมของเขามีสีขาวแซม ผิวพรรณซูบเหลือง และมีไม้เท้าไม้ไผ่วางอยู่ข้างกาย ดูเหมือนคนที่เพิ่งฟื้นจากอาการป่วยหนัก
ทว่าในดวงตายังคงหลงเหลือแววความดุดันอยู่บ้าง
เจียงโหย่วหลินเคยเป็นทหารมาก่อน และผันตัวมาเป็นพรานป่าหลังจากกลับจากสนามรบ
ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของครอบครัวในตอนนี้ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขาทั้งสิ้น
และเป็นเพราะเขาได้รับบาดเจ็บขณะล่าสัตว์บนภูเขาเมื่อช่วงฤดูร้อน แผลนั้นจึงยังไม่หายดีจนถึงปัจจุบัน
เจียงเทียน พี่ชายคนโต นั่งอยู่ทางซ้าย เขามีใบหน้าเหลี่ยมและหลังค่อมเล็กน้อย
ข้างๆ กันคือพี่สะใภ้ เฉินเฉี่ยวชุ่ย ดูเหมือนเธอจะเพิ่งผ่านการร้องไห้มา ขอบตาจึงยังแดงระเรื่อ
นอกจากนี้ยังมีเด็กหญิงอีกคนนั่งอยู่ถัดลงมา อายุมากกว่าเจียงเหนิงเหวินเล็กน้อย เธอคือเจียงเสี่ยวหยุน หลานสาววัยสิบสองปีของเขา
เจียงเฉินเดินเข้าไปข้างใน ก้มหน้าลงและกล่าวทักทาย "ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่"
เขเตรียมใจที่จะถูกดุด่าหรือทุบตีเอาไว้แล้ว
เขาถือเสียว่าเป็นราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการเข้ามาอยู่ในร่างนี้ และต้องรับผิดแทนเจ้าของร่างเดิม
เมื่อเจียงโหย่วหลินเห็นเจียงเฉินเดินเข้ามา สายตาของเขาก็อ่อนโยนลง "อากาศหนาวจัดขนาดนี้ เจ้านอนตากลมอยู่ทั้งคืน ร่างกายไม่ได้ถูกความเย็นกัดใช่หรือไม่? ต้องตามหมอมาดูหน่อยไหม?"
เจียงเทียน พี่ชายคนโตก็มองมาเช่นกัน "คราวหน้าอย่ากลับดึกขนาดนี้อีก เมื่อวานท่านพ่อเกือบจะออกไปตามหาเจ้าแล้ว"
เจียงเฉินชะงักไป เจ้าของร่างเดิมขายเสบียงหน้าหนาวของครอบครัวเพื่อไปกินเหล้าเคล้านารี แต่ปฏิกิริยาของบิดาและพี่ชายกลับเป็นเช่นนี้รึ?!
มิน่าเล่า เจ้าของร่างเดิมถึงได้มีนิสัยเช่นนั้น
แต่ปฏิกิริยาเหล่านี้กลับทำให้เจียงเฉินรู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิม
เขาเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง "ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีก..."
เจียงโหย่วหลิน เจียงเทียน และเฉินเฉี่ยวชุ่ย ต่างมองมาพร้อมกันด้วยความประหลาดใจ
ดูเหมือนพวกเขาจะไม่เชื่อหูตัวเองว่าเขาจะพูดคำนี้ออกมาได้
ขอโทษอย่างนั้นหรือ?
ที่ผ่านมาเจียงเฉินเคยทำเรื่องที่เลวร้ายกว่านี้ตั้งหลายเท่า แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะยอมรับผิด!
หน้าอกของเจียงโหย่วหลินกระเพื่อมขึ้นลง ดูเหมือนจะตื่นเต้นไม่น้อย "รู้ตัวว่าผิดก็ดีแล้ว ใครกันที่ไม่เคยทำผิดตอนยังเยาว์? รีบมานั่งกินข้าวเถอะ"
เจียงเฉินจึงทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะ มีชามดินเผาวางอยู่ตรงหน้าเขา
ในชามมีโจ๊กธัญพืชอยู่หนึ่งส่วน
บางทีไม่ควรเรียกว่าโจ๊กเสียด้วยซ้ำ ควรเรียกว่าน้ำข้าวมากกว่า
มีเมล็ดข้าวตกลงไปอยู่ที่ก้นชามเพียงไม่กี่เมล็ดเท่านั้น
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ชามของเขานั้นดูจะข้นที่สุดแล้ว ส่วนชามของพี่ชายและพี่สะใภ้นั้นใสแจ๋วจนมองเห็นก้นชาม
เจียงเฉินกินไม่ลงจริงๆ เขาจึงส่ายหน้า "ข้าไม่กินสิ่งนี้"
เจียงเทียนเงยหน้าขึ้นพูด "ที่บ้านไม่มีอะไรเหลือให้กินแล้ว เดี๋ยวพอข้าไปขอยืมธัญพืชมาได้ จะให้พี่สะใภ้เจ้าทำโจ๊กที่ข้นกว่านี้ให้"
เจียงเฉินหยิบชามของตนแล้วเทโจ๊กแบ่งใส่ชามของหลานสาวและหลานชาย "คราวก่อนข้ากินมามากเกินไป ตอนนี้เลยยังไม่ค่อยหิว"
เจียงโหย่วหลินยิ้มออกมาด้วยความพอใจ "เจ้าสองเริ่มรู้จักความแล้ว"
หลังจากพูดจบ ผู้เป็นบิดาก็หันไปหาเฉินเฉี่ยวชุ่ย พี่สะใภ้ใหญ่ ด้วยสายตาที่คล้ายจะวิงวอน "เฉี่ยวชุ่ย เจ้าสองยังเด็ก และเขาก็รู้ผิดแล้ว เรื่องแยกบ้าน... รอให้เขาแต่งงานออกเรือนไปก่อนเถอะนะ"
ก่อนที่เจียงเฉินจะมาถึง เฉินเฉี่ยวชุ่ยกำลังโต้เถียงเรื่องการแยกบ้าน
ในเมื่อเจียงเฉินทำเรื่องพรรค์นั้นลงไป คำขอของเฉินเฉี่ยวชุ่ยจึงถือว่ามีเหตุผล
แม้เจียงโหย่วหลินจะเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปลอบประโลมสะใภ้เพื่อเห็นแก่ลูกชายคนเล็ก
เฉินเฉี่ยวชุ่ยปาดน้ำตา "ข้าจะฟังท่านพ่อค่ะ แต่หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเราคงมีชีวิตอยู่ไม่รอดจริงๆ..."
การขายอาหารประทังชีวิตเพื่อไปแลกกับเหล้าและเนื้อ เป็นเรื่องที่จะถูกผู้คนก่นด่าสาปแช่งไปทั่ว!
"ดีแล้ว ดีแล้ว" เจียงโหย่วหลินถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด
เขารู้ดีว่าลูกชายคนโตนั้นมักจะเข้าข้างน้องชายโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แม้จะไม่ต้องเอ่ยปากขอ
ส่วนประโยคครึ่งหลังของสะใภ้ เขาทำเป็นไม่ได้ยินเสีย
เจียงโหย่วหลินแบ่งโจ๊กจากชามของตนเองครึ่งหนึ่งใส่ลงในชามของเจียงเฉิน "เจ้าต้องทนกับความหนาวและนอนมานาน ควรจะกินอะไรเข้าไปบ้าง"
"ปีนี้ที่บ้านไม่มีอะไรให้กินมากนักจริงๆ ไว้รอให้ผ่านพ้นฤดูหนาวและพ่อขึ้นเขาไปได้ ทุกอย่างจะดีขึ้นมาก"
เจียงเฉินทอดถอนใจอยู่ภายใน
เขาเป็นคนทำผิด แต่เจียงโหย่วหลินกลับทำราวกับว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดเสียอย่างนั้น
มิน่าเล่า เจ้าของร่างเดิมถึงได้ถูกตามใจจนเสียนิสัยขนาดนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยอาการบาดเจ็บที่ขาของบิดา ท่านจะหายดีได้อย่างไรหากได้กินเพียงน้ำข้าวครึ่งชามในแต่ละมื้อ?
คนในที่นั้นต่างหยุดพูดและเริ่มลงมือกินโจ๊ก
เจียงเหนิงเหวินหลานชายของเขากินส่วนของตนจนหมดในไม่กี่คำ เลียชามจนสะอาดเอี่ยม แต่เขาก็ยังลูบท้องด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด ดูชัดเจนว่ายังไม่อิ่ม
เขาอดไม่ได้ที่จะหันมาถามเจียงเฉิน "อาเล็ก ไก่อบมีรสชาติเป็นอย่างไรหรือขอรับ? ข้าได้ยินท่านแม่บอกว่าเมื่อวานท่านได้กินไก่อบด้วย"
"เอ่อ... มันหอมมากเลยล่ะ"
เจียงเฉินไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ในชาติก่อนของเขา ไก่ เป็ด หรือปลานั้นไม่ใช่ของหายากอะไรเลย
แต่สำหรับที่นี่ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คนธรรมดาสามัญเอื้อมไม่ถึง
ถึงแม้เขาจะพูดเพียงไม่กี่คำ แต่เจียงเหนิงเหวินก็น้ำลายสอเสียแล้ว เขาต้องรีบกลืนน้ำลายลงคอไป
ในใจของเด็กน้อยคงจินตนาการถึงรสชาติของไก่อบไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน