- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพี่สาวคนโตแห่งครอบครัวชาวนา ทำไร่ไถนาสร้างความร่ำรวยเลี้ยงดูเด็กๆ
- บทที่ 1 วิญญาณข้ามภพ, ที่แห่งใดคือบ้าน?
บทที่ 1 วิญญาณข้ามภพ, ที่แห่งใดคือบ้าน?
บทที่ 1 วิญญาณข้ามภพ, ที่แห่งใดคือบ้าน?
บทที่ 1 วิญญาณข้ามภพ, ที่แห่งใดคือบ้าน?
เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของผู้หญิงดังแว่วมาข้างหู กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งแตะปลายจมูกทำให้ซ่งจินเจาใจคอไม่ดี
นางลืมตาขึ้น จ้องมองเพดานไม้เก่าซอมซ่อเหนือศีรษะอย่างว่างเปล่า บนคานไม้หนาเท่าแขนปรากฏร่องรอยโพรงมอดกัดแทะอย่างชัดเจน
เสียงกรีดร้องเงียบหายไปทันที ตามมาด้วยเสียงร้องไห้แผ่วเบาของทารก
ความทรงจำในหัวของซ่งจินเจาสลับหมุนเวียนไปมา ราวกับภาพสไลด์ที่ถูกฉายผ่านไปอย่างรวดเร็วต่อหน้า
หลังจากหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง นางก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที พลางกวาดสายตามองผนังดินที่ด่างพร้อยและเครื่องเรือนที่เรียบง่ายภายในห้อง ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะข้ามภพมาจริงๆ
ภาพจำของคมเขี้ยวที่อ้ากว้างดุจหลุมเลือดของอสูรต่างดาวอันแหลมคมยังคงติดตา ทว่าที่นี่ไม่ใช่วันสิ้นโลก และไม่มีอสูรกายที่คอยกัดกินเลือดเนื้อของมนุษย์อีกต่อไป
หมอตำแยอุ้มทารกเดินออกจากห้อง น้ำเสียงเจือความเห็นใจอยู่เล็กน้อยว่า “เป็นเด็กผู้ชาย แต่แม่ของเด็กเสียเลือดมากเกินไป ตอนนี้สิ้นใจไปแล้ว”
ในลานบ้านพลันเงียบสงัดไปชั่วขณะ เด็กสองคนรีบวิ่งเข้าไปในห้อง เมื่อเห็นสตรีที่ไร้ลมหายใจนอนอยู่บนเตียง น้ำตาก็ไหลรินออกจากดวงตาไม่ขาดสาย
“ท่านแม่~”
พวกเขาทรุดตัวลงข้างเตียง คว้าแขนที่ยังคงอุ่นของหญิงสาวมาเขย่า หวังเพียงให้นางตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
ซ่งจินเจาเดินออกจากห้องข้างๆ เข้ามายังโถงกลาง สตรีที่นอนอยู่บนเตียงคือมารดาของร่างนี้ ส่วนเด็กสองคนที่หมอบร้องไห้อยู่ข้างเตียงคือน้องชายและน้องสาวร่วมสายเลือดของเจ้าของร่างเดิม
ท่านย่าซ่งอุ้มทารกในผ้าห่อตัวเดินเข้ามา เมื่อเห็นซ่งจินเจายืนอยู่ที่ประตูห้อง แววตาเศร้าสร้อยของนางก็ฉายประกายแห่งความประหลาดใจ
“จินเจา เจ้าตื่นแล้ว! ร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง?”
ซ่งจินเจาก้มหน้าหลบตาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ กังวลว่าตนจะถูกจับได้ว่ามีพิรุธ
นางพยายามเลียนแบบน้ำเสียงของเจ้าของร่างเดิมแล้วตอบกลับไปว่า “ท่านย่า ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
เมื่อวานเจ้าของร่างเดิมถูกงูพิษกัดขณะเก็บผักป่า นางเป็นลมล้มพับอยู่ที่ตีนเขาและถูกหญิงชาวบ้านที่เดินผ่านมาช่วยแบกกลับมา
หลังจากเชิญท่านหมอมาตรวจดู เขาก็บอกว่าเกินเยียวยาแล้ว ให้เตรียมจัดงานศพได้เลย แต่มารดาของเจ้าของร่างเดิมไม่ยอมตัดใจ ยังคงยืนกรานให้ท่านหมอสั่งยาให้อย่างถึงที่สุด
นางเฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอดทั้งคืนด้วยความรัก ใครจะรู้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อสองชั่วยามก่อน ซ่งต้าหลางและซ่งเอ้อหลางกลับแบกร่างไร้วิญญาณของบิดาเจ้าของร่างเดิมกลับมาจากเมืองซีหนิง
ความสะเทือนใจที่ประดังประเดเข้ามาทำให้มารดาของซ่งคลอดก่อนกำหนด คนทั้งบ้านจึงต้องวุ่นวายไปตามหมอตำแยมาช่วย
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ในที่สุดเจ้าของร่างเดิมก็ไม่อาจทนพิษงูได้ไหว และสิ้นใจไปอย่างเงียบเชียบในห้องข้างๆ
เมื่อได้ยินเสียงพูดคุย ซ่งฉี่หมิงและซ่งซือเสวี่ยที่มีคราบน้ำมูกน้ำตาเต็มใบหน้าก็หันกลับมา ราวกับว่าพวกเขาได้พบที่พึ่งพิงสุดท้ายในทันที
พวกเขาวิ่งเข้าไปคว้าชายเสื้อของซ่งจินเจาแล้วซบหน้าลงบนร่างของนาง
“พี่ใหญ่ ท่านแม่จากไปแล้ว พวกเราไม่มีท่านแม่อีกแล้ว”
การสูญเสียบุพการีทั้งสองในวันเดียวกัน นับเป็นความตกตะลึงและสะเทือนใจครั้งใหญ่สำหรับเด็กอายุเพียงสิบขวบ พวกเขาเปรียบดั่งจอกแหนที่ลอยคว้างในน้ำ ไม่รู้ว่าจะก้าวเดินต่อไปอย่างไร
ในชีวิตก่อน ซ่งจินเจาไร้พ่อขาดแม่ เติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เล็ก ไม่เคยได้สัมผัสถึงความรักความผูกพันในครอบครัวเลย
ทว่าเมื่อเผชิญกับการพึ่งพิงของเด็กทั้งสอง ในใจของนางกลับเกิดความรู้สึกอยากปกป้องขึ้นมาอย่างประหลาด
หรือนี่คือสัญชาตญาณที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือด?
ดวงตาของซ่งจินเจาชื้นขึ้นเล็กน้อย นางลูบหัวน้องชายและน้องสาวอย่างไม่คุ้นมือนัก พลางปลอบโยนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ไม่ต้องกลัว ยังมีพี่ใหญ่อยู่ทั้งคน”
ชาติก่อนนางเคยอิจฉาเพื่อนร่วมชั้นที่มีพ่อแม่และญาติพี่น้อง ตอนนี้กลับมีน้องเพิ่มขึ้นมาถึงสามคนในคราวเดียว ความรู้สึกแบบนี้ก็ดูไม่เลวนัก
ท่านย่าซ่งมองเด็กทั้งสามคน แล้วก้มลงมองทารกในอ้อมแขน
หมอตำแยบอกว่าเด็กคนนี้เลี้ยงยาก ซ่งซานหลางกับภรรยาก็ตายไปแล้ว ต่อไปจะใช้ชีวิตกันอย่างไร นางยื่นเด็กให้ซ่งจินเจา “อุ้มน้องแล้วพาฉี่หมิงกับซือเสวี่ยออกไปก่อน ข้ากับป้าสะใภ้ทั้งสองของเจ้าต้องช่วยแต่งกายให้แม่เจ้าเป็นครั้งสุดท้าย”
อากาศร้อนอบอ้าว ร่างของซ่งซานหลางยังคงวางอยู่ในลานบ้าน ท่านปู่ซ่งกังวลว่าศพจะเน่าเปื่อย จึงตัดสินใจนำไปฝังภายในวันนี้
ซ่งจินเจาขยับทารกในอ้อมแขนอย่างเบามือ นางมีวิชาแพทย์ติดตัว โดยปกติทารกชายอายุครรภ์แปดเดือนควรมีน้ำหนักสี่ถึงห้าจิน แต่เด็กคนนี้กลับหนักไม่ถึงสามจินด้วยซ้ำ
ไม่นานนักลานบ้านก็เต็มไปด้วยผู้คน ชาวบ้านที่ได้ยินข่าวร้ายต่างทยอยกันมาช่วยจัดงานศพ
พวกเขาพากันกระซิบกระซาบเป็นระยะ สายตาที่มองมายังซ่งจินเจา ซ่งฉี่หมิง และคนอื่นๆ เต็มไปด้วยความเวทนาสงสาร
ร่างไร้วิญญาณถูกห่อด้วยเสื่อหญ้าแล้วบรรจุลงในโลงศพบางๆ ที่ทำจากแผ่นไม้ ก่อนจะถูกหามไปยังตีนเขาหลังหมู่บ้านเพื่อทำพิธีฝัง
ที่ตีนเขามีหลุมศพใหม่ขุดเตรียมไว้แล้วสองหลุม ซ่งต้าหลาง ซ่งเอ้อหลาง และคนอื่นๆ ช่วยกันยกโลงศพวางลงในหลุมอย่างระมัดระวัง
ซ่งจินเจาอุ้มน้องคนสุดท้อง จูงซ่งฉี่หมิงและซ่งซือเสวี่ยคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพ เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญอันน่าเวทนาอยู่ข้างๆ นางก็อดหลั่งน้ำตาออกมาตามความรู้สึกไม่ได้
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฝัง ก็มีเพียงแผ่นไม้สีคล้ำสองแผ่นปักลงในดิน บนนั้นมีป้ายหลุมศพที่แกะสลักอย่างหยาบๆ ด้วยแท่งเหล็ก
“เจ้าพาน้องๆ กลับบ้านไปก่อน” ท่านปู่ซ่งสั่งซ่งจินเจาเพียงประโยคเดียว แล้วเดินกลับบ้านเก่าไปโดยไม่พูดอะไรอีก ซ่งต้าหลางและซ่งเอ้อหลางสบตากันแวบหนึ่งก่อนจะรีบพาภรรยาของตนตามไป
เหลือเด็กสี่คนทิ้งไว้เบื้องหลัง อย่างไรเสียก็ต้องมีวิธีจัดการ
ซ่งจินเจามองตามครอบครัวซ่งที่จากไป ซ่งฉี่หมิงและซ่งซือเสวี่ยจับมือนางไว้แน่นด้วยความกังวลใจและกระวนกระวาย พลางเรียกเบาๆ ว่า “พี่ใหญ่...”
ซ่งจินเจามองทารกที่หลับใหลอยู่ในผ้าห่อตัวแล้วเริ่มก้าวเท้าเดิน “พี่ใหญ่จะพาพวกเจ้ากลับบ้าน”
บ้านซ่งยากจนแสนสาหัส ทุกคนมีผิวซีดเหลือง ร่างกายซูบผอมจนแทบเห็นกระดูก เห็นได้ชัดว่าขาดสารอาหารอย่างรุนแรง
การสูญเสียแรงงานหลักไปสองคนในคราวเดียว แถมเด็กทั้งสี่คนก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ท่านปู่ซ่งย่อมต้องมีการหารือเรื่องที่อยู่ของพวกเขาอย่างแน่นอน
ภายในบ้านเก่าของตระกูลซ่ง ท่านปูซ่งมองลูกชายทั้งสองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ครอบครัวของซานหลางยังมีลูกอีกสี่คน พวกเจ้าเป็นลุงของพวกเขา ก็แบ่งกันเลี้ยงบ้านละสองคนเสีย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซ่งเอ้อหลางก็ร้องโอดครวญขึ้นมาทันที “ท่านพ่อ ท่านก็รู้สถานการณ์บ้านข้าดี เย่าจู่เองยังกินไม่อิ่มเลย จะให้เพิ่มปากท้องมาอีกสองปาก ข้าจะเลี้ยงไหวได้อย่างไร?”
ป้าสะใภ้รองซ่งพูดเสริม “ท่านพ่อ ท่านกับท่านแม่อยู่กับบ้านใหญ่ มีคนช่วยเหลืองานอยู่ทุกวัน แต่บ้านข้ามีลูกอยู่แล้วสามคน หากต้องรับมาเพิ่มอีกสองคน ข้าดูแลไม่ไหวจริงๆ ถ้าจะให้เลี้ยงจริงๆ บ้านข้าขอรับแค่จินเจา ส่วนบ้านพี่ใหญ่มีลูกน้อย ควรจะรับเลี้ยงเพิ่มอีกคน”
สองสามีภรรยาบ้านรองรู้ดีว่า ในบรรดาเด็กทั้งสี่คนนี้พวกเขาคงเลี่ยงไม่พ้น แต่หากเป็นไปได้ ก็อยากลดภาระให้เหลือน้อยที่สุด
ป้าสะใภ้ใหญ่ซ่งหันไปถลึงตาใส่น้องสะใภ้ “จินเจาปีนี้อายุสิบสี่แล้ว อีกสองปีก็แต่งงานออกเรือนได้ ต้องให้เจ้าดูแลลำบากที่ไหนกัน? ถ้าเจ้าจะเอาตัวจินเจาไป ก็ต้องพาน้องคนสุดท้องไปดูแลด้วย!”
ในบรรดาเด็กสี่คน พวกเขากลับจะเลือกรับไปเพียงเด็กสาวที่โตที่สุด เพราะนอกจากจะทำงานบ้านได้แล้ว อีกสองปีข้างหน้าเมื่อแต่งงานออกไป ก็ยังจะได้รับเงินสินสอดมาฟรีๆ ช่างคำนวณได้ผลประโยชน์เข้าตัวเสียนี่กระไร
ป้าสะใภ้รองซ่งร้อนใจขึ้นมา “ไม่ได้! ทารกแรกเกิดจะปล่อยคลาดสายตาไม่ได้เลย ต้องมีคนดูแลตลอดเวลา อีกอย่างเด็กที่คลอดก่อนกำหนดร่างกายก็ไม่แข็งแรง หากโชคร้ายสิ้นลมไปแต่เล็ก คนภายนอกจะไม่ตราหน้าว่าพวกเราดูแลไม่ดีหรือ?”
“หมอตำแยก็เตือนแล้วว่าต่อให้รอดมาได้ ต่อไปก็ต้องพึ่งพายาต้มไม่ขาดปาก นั่นต้องใช้เงินเท่าไร? บ้านข้าเลี้ยงไม่ไหวหรอก”
ซ่งต้าหลางโต้กลับอย่างฉุนเฉียว “เจ้าก็รู้ว่าต้องดูแลไม่ให้คลาดสายตา จินเจาอายุมากที่สุด พอดีเลยที่จะให้นางดูแลเจ้าคนสุดท้อง พวกเขาสองคนต้องไปอยู่ด้วยกัน!”
ซ่งเอ้อหลางขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “จินเจาอีกสองปีก็จะแต่งงานแล้ว อย่างมากนางก็ช่วยดูได้แค่สองปี หลังจากนั้นจะทำอย่างไร?”
ท่านปูซ่งฟังลูกชายคนโตและคนรองพร้อมครอบครัวโต้เถียงกันไม่หยุด ในใจพลันรู้สึกหงุดหงิดและลำบากใจยิ่งนัก
ทารกแรกเกิดนั้นเลี้ยงดูยากจริงๆ ยิ่งเป็นเด็กที่ร่างกายอ่อนแอยิ่งแล้วใหญ่
เขาจึงตัดสินใจด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “จินเจาโตพอจะทำงานได้แล้ว ต่อไปแต่งงานก็ยังมีค่าสินสอด ใครจะรับเลี้ยงจินเจา ก็ต้องรับเจ้าคนสุดท้องไปด้วย พวกเจ้าเลือกเอาเอง!”
บ้านใหญ่และบ้านรองเงียบงันลงพร้อมกันในทันที
เด็กอายุสิบขวบพอจะทำงานได้และเลี้ยงดูไม่เปลืองแรงมากนัก แต่ก็เริ่มกินจุและจำความได้แล้ว ทำให้เลี้ยงไม่เชื่อง
ส่วนเจ้าคนสุดท้องที่คลอดก่อนกำหนดนั้นเป็นภาระที่ยุ่งยากและสิ้นเปลืองที่สุด แต่สิ่งแลกเปลี่ยนคือเด็กสาวที่กำลังจะถึงวัยออกเรือน ซึ่งหมายถึงเงินสินสอดและของขวัญที่จะตามมาในอนาคต