- หน้าแรก
- ราชันย์อารยธรรมเหนือสรรพสิ่ง
- บทที่ 2022 : จุดเปลี่ยน | บทที่ 2023 : เจนี่ดูบ้าน
บทที่ 2022 : จุดเปลี่ยน | บทที่ 2023 : เจนี่ดูบ้าน
บทที่ 2022 : จุดเปลี่ยน | บทที่ 2023 : เจนี่ดูบ้าน
บทที่ 2022 : จุดเปลี่ยน
พวกเผ่าเอลฟ์ที่นี่ล้วนเป็นเพียงลูกจ้างในต้าโจว เนื่องจากการที่ไม่ได้เป็นพลเมืองของต้าโจว พวกเขาจึงทำได้เพียงงานพื้นฐานที่สุด และไม่มีหนทางที่จะได้ทำงานที่มีรายได้สูง
แน่นอนว่าต้าโจวนั้นใจกว้างต่อผู้คนที่เคารพกฎหมาย ตราบใดที่คุณขยันขันแข็ง งานที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เพียงพอที่จะทำให้คุณมีกินมีใช้ไม่ขัดสน
แต่ถ้าเป็นเรื่องการซ่อมแซมบ้านครั้งใหญ่ หรือการซื้อเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก นั่นถือเป็นเรื่องที่เกินตัวไปอีกระดับหนึ่ง
เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับคุณเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาที่ไม่อยากอยู่หอพักรวม ไม่อยากเช่าห้องราคาถูก แต่อยากจะอยู่คอนโดหรูแบบห้องชุดขนาดใหญ่
ซึ่งนั่นเป็นภาระที่รับไม่ไหวจริงๆ
คุณอาจจะต้องทุ่มเงินรายได้ทั้งเดือนลงไปถึงจะพอจ่ายไหว
แต่ปัญหาคือถ้าเอาเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้านหมด แล้วค่ากินอยู่ประจำวันล่ะจะทำอย่างไร?
ดังนั้นในระยะนี้ เมื่อดูจากสถานะของพวกเอลฟ์ในป่าเอลฟ์ พวกเขาจึงไม่สามารถหาเงินก้อนโตได้ และไม่มีโอกาสที่จะทำได้ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่แรงงานส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ พวกเขาจึงใช้เงินมือเติบ พอถึงวันหยุดก็พากันเข้าเมืองไปจับจ่ายใช้สอย จนแทบไม่เหลือเงินเก็บสักแดงในแต่ละเดือน
ส่วนพวกที่รักดีหน่อย นานๆ ทีเวลากลับบ้านก็อาจจะซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันหรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กๆ ติดมือกลับมาบ้าง แค่นั้นก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
แต่ส่วนใหญ่ที่กลับมา ก็มีแต่ตัวกับปากท้องเท่านั้น
การจะไปคาดหวังให้พวกเขาซ่อมแซมบ้านเก่าคร่ำครึในป่าเอลฟ์ จึงไม่ต่างอะไรกับการจะเอาชีวิตพวกเขาเลยทีเดียว
ในบรรดาเอลฟ์ที่ออกไปทำงานต่างถิ่น 'เจนี่' ถือว่าเป็นคนที่มีอนาคตไกล ทุกครั้งที่กลับบ้านเขามักจะมีของติดไม้ติดมือมาฝากทางบ้านเสมอ
แต่สำหรับเรื่องซ่อมบ้านครั้งนี้ แม้แต่เจนี่เองก็จนปัญญา
ในตอนแรกเขาอาศัยการตัดสินใจที่เฉียบขาด ลงทุนซื้ออุปกรณ์ทำงานส่วนตัวเพื่อให้ทำงานได้เหนือกว่าคนอื่น จนประสิทธิภาพงานสูงขึ้นและกลายเป็นคนที่ทำเงินได้มากที่สุดในกลุ่มเอลฟ์รุ่นเดียวกัน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เนื้องานยังคงเหมือนเดิม ในขณะที่คนอื่นๆ ก็เริ่มหาซื้ออุปกรณ์มาใช้กันบ้างแล้ว
นานวันเข้า ความได้เปรียบของเจนี่จึงค่อยๆ หมดไป และตัวเจนี่เองก็ตระหนักได้ชัดเจนว่า นี่คือขีดจำกัดสูงสุดที่เขาทำได้ในตอนนี้แล้ว
การกลับมาครั้งนี้ เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องที่พ่อเอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหัน เจนี่จึงอดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในห้วงความคิด
จริงๆ แล้วพ่อของเจนี่ก็แค่พูดเปรยๆ ไปอย่างนั้นเอง เพราะไม่ว่าเผ่าพันธุ์ไหน พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะมีปัญหาคล้ายๆ กัน คือไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรกับลูก
พอนั่งด้วยกัน ถ้าไม่เงียบกริบตลอดเวลาก็พาลจะคุยแต่เรื่องที่ทำให้ลูกรำคาญใจ
แต่ทว่าเจนี่กลับเก็บเอาคำพูดนั้นมาคิดจริงๆ หลังจากลังเลอยู่นาน เขาก็ค่อยๆ เอ่ยปากขึ้นมา...
“พ่อกับแม่... แล้วก็ปู่กับย่า ย้ายไปอยู่ที่ต้าโจวกับผมไหมครับ?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ พ่อแม่ของเจนี่ที่อยู่ในบ้านถึงกับชะงักไปเห็นได้ชัด นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลย
ส่วนเจนี่ก็ยังคงพูดต่อ...
“จริงๆ แล้วช่วงสองสามปีมานี้ผมพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง น่าจะพอเช่าบ้านหลังใหญ่ๆ ในต้าโจวได้ ให้พวกเราทั้งครอบครัวอยู่ด้วยกัน ถึงตอนนั้นพ่อกับแม่ก็หางานทำที่ต้าโจวได้ เราสามคนช่วยกันหาเงิน จ่ายค่าเช่าและค่ากินอยู่ได้สบายๆ ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ”
พ่อกับแม่ของเจนี่หันมาสบตากัน พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธในทันที แต่สีหน้าแสดงออกถึงความลังเลอย่างชัดเจน
พวกเขาเคยนั่งรถไฟไปเที่ยวที่ต้าโจวมาก่อน จึงรู้ดีว่าที่นั่นเจริญและน่าอยู่แค่ไหน
แต่พอคิดว่าต้องให้เจนี่แบกรับภาระค่าเช่าบ้านที่แพงขึ้น และต้องไปสร้างความลำบากให้ลูก พวกเขาก็เกิดความลังเล
เจนี่รู้จักพ่อแม่ของตัวเองดี แค่เห็นปฏิกิริยาก็รู้แล้วว่าพวกท่านกำลังคิดอะไรอยู่
“ไม่ต้องห่วงครับ เรื่องนี้ผมคิดมานานแล้ว ผมตั้งใจว่าจะเช่าบ้านอยู่เองตั้งนานแล้วครับ”
พูดมาถึงตรงนี้ เจนี่ก็ชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นดูเหมือนเขาจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ จึงพูดขึ้นว่า...
“ความจริงแล้ว... ผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาพ่อกับแม่ด้วยครับ”
ท่าทีของเจนี่ทำให้พ่อแม่แปลกใจไม่น้อย
เพราะจากนิสัยการทำงานและการใช้ชีวิตของเจนี่ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นเด็กที่ไม่เคยทำให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงเลยตั้งแต่เล็กจนโต
ซึ่งนั่นมักจะหมายความว่า ลูกคนนี้สามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ แม้จะสบายใจ แต่ก็แอบรู้สึกขาดการมีส่วนร่วมในชีวิตลูกไปบ้าง
พอได้ยินว่าเจนี่มีเรื่องอยากจะ 'ปรึกษา' ! ทั้งคู่ก็หูผึ่ง กระตือรือร้นขึ้นมาทันที
“ว่ามาสิลูก พ่อกับแม่ฟังอยู่”
เจนี่สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดประโยคที่อัดอั้นอยู่ในใจมานานออกมา
“ผมอยากเข้าร่วมกับต้าโจวครับ!”
พูดจบ เหมือนกลัวว่าพ่อแม่จะไม่เข้าใจความหมาย เจนี่จึงรีบเสริมต่อทันที
“หมายถึงว่า... ผมอยากจะโอนสัญชาติเป็นพลเมืองอย่างถูกต้องของต้าโจวครับ!”
เจนี่คิดเรื่องนี้มานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีโอกาส พอได้จังหวะนี้ เขาจึงตัดสินใจบอกความต้องการของตัวเองออกมาตรงๆ
สิ้นเสียงของลูกชาย พ่อกับแม่ของเจนี่ถึงกับมึนงงไปพักใหญ่ ตั้งสติแทบไม่ทัน ผู้เป็นพ่อมองหน้าเจนี่ ปากอ้าพะงาบๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็นึกคำพูดไม่ออก
ต้องยอมรับว่าคำพูดของเจนี่นั้นเหนือความคาดหมายของพวกเขามากเกินไป จนทำเอาพวกเขาไปไม่เป็น
“ทำไมลูกถึงมีความคิดแบบนี้ล่ะเจนี่?”
“เพราะผมอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ครับ”
ใบหน้าของเจนี่ขณะพูดเต็มไปด้วยความจริงจัง
“ถ้าผมยังเป็นแค่ 'แรงงานต่างด้าว' ในต้าโจว ผมก็ทำได้แค่รับจ้างทำงานพื้นฐานที่ได้ค่าแรงน้อยนิด”
“แต่ถ้าผมได้เป็นพลเมืองของต้าโจวอย่างถูกต้อง ผมก็จะหลุดพ้นจากปัญหานี้ สามารถหางานที่ดีกว่า ได้รายได้ที่สูงกว่า และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ”
ระหว่างนั้น เมื่อเจนี่สังเกตเห็นว่าพ่อแม่ทำท่าเหมือนอยากจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง เขาจึงยกมือขึ้นห้ามปรามเล็กน้อยเพื่อขอเป็นฝ่ายพูดให้จบก่อน
“ดูอย่างบ้านที่ทั้งอับชื้นและตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นราหลังนี้สิครับ ที่ 'ต้าโจว' น่ะ แม้แต่หอพักที่ราคาถูกที่สุดก็ยังไม่มีสภาพแย่ขนาดนี้เลย ความเป็นอยู่ของทั้งสองที่มันแตกต่างกันมากจริงๆ”
“ประสบการณ์ตลอดหลายปีมานี้ ทำให้ผมมั่นใจแล้วว่าที่ต้าโจวนั้นดีกว่าที่นี่มาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกคนก็น่าจะสัมผัสได้เหมือนกันว่าพวกเอลฟ์ที่ไปทำงานที่นั่น แทบไม่มีใครอยากกลับมาเลย หรือถึงกลับมาก็อยู่ได้ไม่นาน สิ่งนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนพอแล้วครับ”
“แน่นอนครับ ผมรู้ว่าพ่อกับแม่กังวลเรื่องอะไร แต่ที่ต้าโจวเองก็มีเอลฟ์อาศัยอยู่เหมือนกัน เราไม่ได้แปลกแยกไปจากคนอื่นหรอกครับ ถ้าพวกเขาอยู่ที่นั่นแล้วลำบาก ก็คงอยากจะกลับมาหาพวกพ้องทางนี้กันหมดแล้ว ไม่ทนอยู่ที่นั่นต่อหรอก”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เจนี่ก็มองสบตาพ่อแม่ด้วยความจริงใจ
“พ่อกับแม่ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจตอนนี้ก็ได้ครับ เอาอย่างที่ผมเสนอเมื่อกี้ เราลองไปใช้ชีวิตที่ต้าโจวด้วยกันสักพัก แล้วค่อยตัดสินใจตอนนั้นก็ได้ ดีไหมครับ?”
เมื่อเห็นสีหน้าแววตาที่จริงจังและเว้าวอนของลูกชาย สองสามีภรรยาก็หันมาสบตากัน และเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายได้ในทันที
ลูกชายไปทำงานไกลถึงต้าโจว ปกติก็แทบไม่ได้เจอกัน ในใจคนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมเปี่ยมไปด้วยความห่วงหาอาลัย หากย้ายไปต้าโจวก็จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับลูก เมื่อคิดได้ดังนั้น ทั้งคู่จึงเริ่มใจอ่อนและคล้อยตาม
“ก็ได้ลูก เราตกลง”
บทที่ 2023 : เจนี่ดูบ้าน
ครอบครัวของเจนี่ไม่ได้ออกเดินทางทันทีแน่นอน อย่างไรก็ต้องรอให้เจนี่หาเช่าบ้านในต้าโจวให้เรียบร้อยและยืนยันสถานที่ได้เสียก่อน ไม่งั้นหากมากันทั้งครอบครัวใหญ่แล้วจะไปพักที่ไหน?
เมื่อคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ พ่อแม่ของเจนี่จึงนำเงินเก็บทั้งหมดที่สะสมมาในช่วงหลายปีนี้ยัดใส่มือเจนี่ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกชายมีเงินไม่พอใช้
พอกลับมาถึงต้าโจว เจนี่ก็ไปทำงานตามปกติ ส่วนวันหยุดก็รีบเข้าเมืองไปดูบ้าน
สิ่งที่น่ากล่าวถึงในที่นี้คือ เมื่อปีก่อนทางรถไฟที่เชื่อมระหว่างท่าเรือเอลฟ์และชายแดนเขตใหม่ได้ขยายเส้นทางเพิ่มแล้ว ตอนนี้เหล่าเอลฟ์จากป่าเอลฟ์สามารถนั่งรถไฟตรงเข้าสู่ใจกลางเมืองได้เลย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยว เยี่ยมชม และช้อปปิ้งได้มากขึ้น
แน่นอนว่าพวกเอลฟ์ที่ทำงานอยู่ตามชายแดนต้าโจวก็ได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วย
นี่คือเหตุผลหลักที่เจนี่คิดจะไปเช่าบ้านในตัวเมือง ตราบใดที่มีรถไฟให้นั่งไปกลับ การเดินทางจากในเมืองไปเหมืองที่เขาทำงานอยู่ก็ใช้เวลาเพียงครู่เดียว
และแน่นอนว่า หลังจากนี้พอเขายื่นเรื่องขอเข้าเป็นพลเมืองต้าโจวอย่างเป็นทางการได้แล้ว เขาก็อาจจะเปลี่ยนไปหางานทำในเมืองเลย ซึ่งนั่นจะยิ่งสะดวกขึ้นไปอีก
พอคิดได้แบบนี้ เจนี่ก็ยิ่งมีไฟขึ้นมา
เขามีความคิดจะเช่าบ้านมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนจะสารภาพเรื่องนี้กับพ่อแม่เสียอีก ช่วงที่เอลฟ์ตนอื่นหยุดงานไปเที่ยวเล่นจับจ่ายใช้สอยในเมือง เขากลับเอาเวลาไปเดินดูบ้าน
ดังนั้นเขาจึงศึกษาข้อมูลเรื่องประเภทห้องและทำเลที่ยังว่างอยู่ รวมถึงราคาค่าเช่าในตัวเมืองไว้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
วันใหม่เริ่มต้นขึ้น คาร์เตอร์ที่เพิ่งกลับมาจากหมู่บ้านกำลังดึงตัวเจนี่ไว้เพื่อบ่นระบายเรื่องที่ปู่ย่าของเขาอยากจะซ่อมแซมบ้านต้นไม้ แต่เจนี่ไม่มีเวลามาสนใจเขา
“เอาล่ะ ฉันต้องออกไปแล้ว”
“นายไปดูบ้านอีกแล้วเหรอ?”
ในฐานะเพื่อนเอลฟ์ที่สนิทกับเจนี่ที่สุดในที่แห่งนี้ คาร์เตอร์ย่อมรู้ดีว่าเจนี่ใช้เวลาวันหยุดไปกับการดูบ้านและต้องการจะย้ายออกจากหอพัก
เจนี่เพียงแค่ตอบรับในลำคอว่า 'อืม' โดยไม่ได้พูดขยายความอะไร
“เดี๋ยวๆๆ ฉันไปด้วย!”
คาร์เตอร์ตะโกนพลางวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว ทำเอาเจนี่ถึงกับรู้สึกแปลกใจ
“วันหยุดนายไม่เข้าเมืองไปเที่ยวหรือไง ไหงถึงนึกอยากมาดูบ้านกับฉันล่ะ?”
เขาจำได้แม่นเลยว่าคาร์เตอร์ไม่ได้สนใจเรื่องนี้สักนิด
“แหะๆ...”
เมื่อเจอความสงสัยของเจนี่ คาร์เตอร์ก็ยอมสารภาพตามตรง
“เงินหมดแล้ว”
เจนี่เข้าใจได้ในทันที
ไม่ใช่ว่าคาร์เตอร์จะขอยืมเงินเขา แต่เจ้าเด็กนี่ใช้เงินเกลี้ยงกระเป๋าแล้วต่างหาก
ต้องรู้ก่อนว่าความบันเทิงส่วนใหญ่ในเมืองล้วนมาจากการใช้จ่าย ทั้งกินดื่มเที่ยว แต่ถ้าไม่มีเงิน ก็ทำได้แค่เดินเตร็ดเตร่มองตาละห้อย
แต่เรื่องแบบนั้น คาร์เตอร์ก็เคยทำมาแล้ว และเขาก็ไม่ใช่บ้านนอกเข้ากรุงวันแรก ลำพังแค่เดินดูเฉยๆ มันไม่ตอบโจทย์เขาแล้ว
ดังนั้นเขาเลยกะว่าช่วงถังแตกจะกลับไปอยู่หมู่บ้านสักสองวัน ทั้งฆ่าเวลาและจะได้ไม่ต้องโดนพ่อแม่ปู่ย่าบ่นว่าไม่ยอมกลับบ้าน
ผลคือพอกลับไป ปู่ย่าก็เอาแต่พร่ำบ่นเรื่องซ่อมบ้านต้นไม้ แถมอากาศช่วงนี้ในหมู่บ้านก็ชวนอึดอัดสุดๆ เขาต้านทานไม่ไหวเลยหนีกลับมาก่อนกำหนด
พอกลับมาก็เจอเจนี่กำลังจะไปดูบ้านในเมืองพอดี วันหยุดหายากทั้งที คาร์เตอร์ไม่อยากอุดอู้อยู่ในหอพักคนเดียวจนราขึ้น เลยขอตามไปด้วยเพื่อฆ่าเวลา
เพราะการไปดูบ้าน อย่างมากก็จ่ายแค่ค่าตั๋วรถไฟ เงินแค่นั้นเขายังพอมีอยู่
เจนี่เองก็ไม่ได้ว่าอะไร มีเพื่อนร่วมทางแก้เหงาสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน
ต่างจากตอนเริ่มดูบ้านแรกๆ ครั้งนี้เขามาเพื่อคัดเลือก
ถ้าครอบครัวเขาจะมาอยู่กันห้าชีวิต บ้านก็ต้องใหญ่หน่อย
ดังนั้นพวกห้องขนาดเล็กที่เคยดูว่าใช้ได้ก่อนหน้านี้จึงต้องตัดทิ้งไป ครั้งนี้เขาจะไปตระเวนดูอพาร์ตเมนต์ห้องใหญ่ที่เหมาะสมอีกรอบ แล้วเลือกห้องที่ใช่ที่สุดออกมาสักห้อง
คาร์เตอร์เดิมทีคิดว่าการดูบ้านคงน่าเบื่อ แต่เรื่องราวกลับน่าสนใจกว่าที่คิดไว้เยอะ
“โฮะๆๆ...”
ทันทีที่ประตูอพาร์ตเมนต์เปิดออก เผยให้เห็นพื้นที่กว้างขวาง คาร์เตอร์ก็หลุดหัวเราะแปลกๆ ออกมาพร้อมกับวิ่งถลันเข้าไปอย่างอดใจไม่ไหว
ผนังที่ทาสีไว้อย่างประณีต และพื้นไม้ที่ปูเรียบเนียนให้สัมผัสดีเยี่ยม ช่างแตกต่างจากกำแพงปูนในหอพักของพวกเขาอย่างสิ้นเชิงราวฟ้ากับเหว
ก่อนมาที่นี่ คาร์เตอร์ไม่เคยคิดเลยว่าช่องว่างระหว่างที่พักอาศัยจะแตกต่างกันได้ขนาดนี้
ถึงแม้อพาร์ตเมนต์นี้จะยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์ แต่แม้กระนั้น ก็ยังกินขาดหอพักรูหนูของพวกเขาไปแล้ว
หลังจากกวาดสายตาสำรวจรอบๆ อย่างรวดเร็ว คาร์เตอร์ก็เดินไปที่หน้าต่าง วินาทีที่ผลักหน้าต่างออก ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็เปิดกว้าง ตึกรามบ้านช่องและถนนหนทางที่ถูกวางผังไว้อย่างเป็นระเบียบปรากฏแก่สายตา พอมองจากที่สูงลงไป มันให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างบอกไม่ถูกจนคาร์เตอร์ถึงกับตะลึงงัน
และเผลอหลุดปากพูดออกมาว่า...
“พี่เจนี่ ให้ฉันย้ายมาเช่าอยู่กับนายด้วยดีไหม?”
“...”
“ฉันออกค่าเช่าคนละครึ่ง แต่เดือนนี้ฉันหมดตูดแล้วนะ ต้องรอเดือนหน้า”
“ไม่ได้”
“ฮะ? ทำไมล่ะ?”
“ฉันกะว่าจะอยู่กับพ่อแม่น่ะ”
ระหว่างพูด เจนี่ก็เล่าแผนการที่จะรับครอบครัวใหญ่ย้ายมาอยู่ต้าโจวให้คาร์เตอร์ฟัง
หลังจากมึนงงไปครู่หนึ่ง คาร์เตอร์ก็ถึงบางอ้อทันที
“จริงด้วย! บูรณะบ้านเก่ามันแพง แต่เช่าเอาถูกกว่าตั้งเยอะ! แค่รับทุกคนมาอยู่ที่ต้าโจว ปัญหาก็จบแล้วนี่นา?!”
เมื่อเห็นคาร์เตอร์กระดี๊กระด๊าขึ้นมาทันที เจนี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดดับฝันเขา
“อพาร์ตเมนต์ใหญ่ขนาดนี้ ค่าเช่าไม่ได้ถูกๆ เลยนะ ลำพังนายที่แทบจะไม่มีเงินเหลือเก็บสักแดงในแต่ละเดือนเนี่ย ต่อให้เก็บเงินทั้งปีก็ยังไม่พอจ่ายค่าเช่าเดือนเดียวด้วยซ้ำ”
“เอ่อ...”
คาร์เตอร์เถียงไม่ออก เพราะสิ่งที่เจนี่พูดมันเป็นความจริง
“ผู้อาวุโสคาร์เตอร์น่าจะพอมีเงินอยู่บ้าง เดี๋ยวฉันลองกลับไปคุยกับเขาดู!”
“......”
พอเห็นเจนี่ทำหน้าเอือมระอา คาร์เตอร์ก็เกาท้ายทอยแก้เก้อพลางหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีอย่างปุบปับ ยกมือไหว้ทำท่าขอร้องอ้อนวอน
“รายได้เราสองคนก็น่าจะพอๆ กันนี่นา ต่อให้นายได้เยอะกว่าฉันก็คงไม่เท่าไหร่หรอก สรุปแล้วนายเก็บเงินยังไงกันแน่? สอนฉันหน่อยสิเพื่อน”
“เก็บเงินมันจะมีเคล็ดลับอะไรล่ะ? ก็แค่ใช้น้อยๆ หน่อยไง”
“ไม่น่าใช่นะ ฉันลองคำนวณดูคร่าวๆ แล้ว ด้วยค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ระดับนี้ ถึงตอนนี้นายจะมีเงินเก็บพอเช่าไหว แต่พอผ่านไปสักพักจนเงินเก็บหมด ลำพังแค่รายได้รายเดือนหักค่ากินอยู่ ต่อให้มีคุณลุงคุณป้าช่วย ก็คงไม่พอจ่ายอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?”
พอได้ยินแบบนั้น เจนี่ก็อดหันมามองคาร์เตอร์ด้วยความประหลาดใจไม่ได้
ยากจะเชื่อจริงๆ ว่าเจ้าหมอนี่ที่ปกติทำตัวเหมือนคนไม่มีสมอง บทจะฉลาดก็ดันคิดได้รอบคอบขนาดนี้
ในเมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เจนี่ก็ไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป
“ความจริงคือ... ฉันวางแผนว่าจะยื่นเรื่องขอสัญชาติเป็นพลเมืองทางการของต้าโจวน่ะ ขอแค่ได้เป็นพลเมืองเต็มตัว ฉันก็จะหางานที่รายได้สูงกว่านี้ได้ ถึงตอนนั้นเรื่องค่าเช่าก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว”
สำหรับคาร์เตอร์แล้ว ข่าวนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจสุดขีด
จะว่าคาร์เตอร์ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยก็คงไม่ใช่ แต่ลึกๆ เขายังมีความลังเลหน้าพะวงหลัง ไม่กล้าพอที่จะลงมือทำจริงๆ
ใครจะไปคิดล่ะว่าพี่เจนี่ที่ดูซื่อๆ คนนี้ บทจะเอาจริงขึ้นมา กลับใจกล้าบ้าบิ่นกว่าเขาตั้งเยอะ
‘แต่จะว่าไป พอคาร์เตอร์ลองไตร่ตรองดูดีๆ ก็พบว่าแผนการของเจนี่มันเข้าท่าและเป็นไปได้จริงๆ!’
(หรือว่า... ฉันควรจะลองดูบ้างดีนะ?)