- หน้าแรก
- พรสวรรค์ระดับเทพสร้าง
- บทที่ 30 ยอดฝีมือรวมพล กองหนุนระดมสู่ป๋ายเหอ
บทที่ 30 ยอดฝีมือรวมพล กองหนุนระดมสู่ป๋ายเหอ
บทที่ 30 ยอดฝีมือรวมพล กองหนุนระดมสู่ป๋ายเหอ
หลังจากเจ้าเมืองหวังถงจากไป หยางเฟิงก็เดินกลับเข้ามาในสวนสาธารณะของหมู่บ้านเจียงหมิง
ชาวบ้านในบริเวณนั้นต่างลอบมองกันไปมา ไม่มีใครกล้าสบตาหยางเฟิงตรงๆ แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดหยางเฟิงถึงดูสนิทสนมกับเจ้าเมืองหวังถงถึงเพียงนั้น แต่ภาพความจริงที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ชัดเจนจนไม่มีใครกล้าสงสัย
ชาวบ้านไม่กี่คนที่เคยพูดจาถากถางหยางเฟิงก่อนหน้านี้ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน พวกเขารู้ดีว่าหากหยางเฟิงคิดจะเอาเรื่อง ต่อให้หนีไปตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น หยางหย่งกั๋วและหยางเสวี่ยเอ๋อร์ก็หมดอารมณ์ที่จะเดินเล่นต่อ ทั้งสามคนจึงพากันเดินกลับเข้าบ้าน เมื่อเห็นว่าหยางเฟิงไม่มีทีท่าจะถือสาหาความ ชาวบ้านเหล่านั้นก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก และตั้งปณิธานกับตนเองว่าจะระมัดระวังคำพูดและท่าทางให้มากขึ้นนับจากนี้
เมื่อกลับถึงบ้าน
ทั้งสามคนนั่งลงบนโซฟา บรรยากาศภายในห้องค่อนข้างหนักอึ้ง
"พี่คะ บอกหนูมาเถอะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" หยางเสวี่ยเอ๋อร์ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวจึงเอ่ยปากถาม
หยางหย่งกั๋วผู้เป็นพ่อก็จ้องมองมาที่ลูกชายเช่นกัน ตอนนี้ทั้งคู่ต่างมีความกระหายใคร่รู้พอกัน พวกเขารู้ดีว่าหยางเฟิงยังไม่สามารถปลุกพรสวรรค์ได้ แต่ทำไมเจ้าเมืองหวังถงถึงได้ดั้นด้นมาหาเขาถึงหมู่บ้านเจียงหมิงด้วยตนเองเช่นนี้
ในมุมมองของพวกเขา เรื่องนี้มันดูเป็นไปไม่ได้เลยจริงๆ
"ที่เจ้าเมืองหวังถงมาหาผม เพราะผมเป็นผู้ฝึกยุทธ์ครับ"
หยางเฟิงตัดสินใจที่จะไม่ปิดบังอีกต่อไป เขาคลี่ยิ้มออกมา การเปิดเผยความจริงในครั้งนี้ยังมีผลดีอีกอย่างคือ เมื่อคนในหมู่บ้านรู้ฐานะของเขา พวกเขาก็จะยำเกรงและให้เกียรติพ่อกับน้องสาวของเขามากขึ้นด้วย
"เสี่ยวเฟิง... ลูกหมายความว่า ลูกปลุกพรสวรรค์ได้แล้วงั้นเหรอ?"
"ครับ" หยางเฟิงตอบสั้นๆ
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง" หยางเสวี่ยเอ๋อร์พึมพำอย่างใช้ความคิด
การจะก้าวขึ้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้นั้นจำเป็นต้องปลุกพรสวรรค์ให้ตื่นขึ้น มิฉะนั้นก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย พลังการต่อสู้พื้นฐานของนักสู้ระดับต้นคือ 2,000 แต้ม ซึ่งมนุษย์ที่ไร้พรสวรรค์ย่อมไม่มีทางไปถึงระดับนั้นได้
"พี่คะ ในเมื่อเจ้าเมืองหวังถงมาหาพี่ด้วยตัวเองแบบนี้ พี่ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่เก่งมากแน่ๆ เลยใช่ไหม?"
ทั้งหยางเสวี่ยเอ๋อร์และหยางหย่งกั๋วต่างคิดตรงกันว่า หากหยางเฟิงเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดา มีหรือที่เจ้าเมืองหวังถงจะให้เกียรติมาพบถึงบ้าน ในตอนนี้ดวงตาของทั้งคู่เป็นประกายวาววับ ต่างอยากรู้ว่าหยางเฟิงก้าวไปถึงระดับไหนแล้ว
นักสู้ชั้นยอดงั้นหรือ? ทั้งคู่ต่างคาดเดาในใจไปในทิศทางเดียวกัน
ท่ามกลางสายตาของพ่อและน้องสาว หยางเฟิงแบมือออก ทันใดนั้นกลุ่มก้อนพลังปราณก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ และมันแปรสภาพกลายเป็นคมดาบที่แหลมคมอย่างรวดเร็ว!
เมื่อเห็นภาพนั้น หยางหย่งกั๋วและหยางเสวี่ยเอ๋อร์ก็แทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง ความตกตะลึงและความประหลาดใจฉายชัดบนใบหน้าของทั้งคู่
การแปรสภาพพลังปราณ!
ระดับปรมาจารย์!!!
"พี่... พี่เป็นถึงระดับปรมาจารย์เลยเหรอคะ?"
ในวินาทีนี้ หัวใจของหยางเสวี่ยเอ๋อร์และหยางหย่งกั๋วไม่ไม่อาจสงบลงได้เลย มันราวกับพายุที่พัดโหมกระหน่ำ ความจริงที่ว่าหยางเฟิงเป็นถึงระดับปรมาจารย์นั้นสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่พวกเขาทั้งคู่อย่างมหาศาล
พวกเขาเชื่อมาตลอดว่าหยางเฟิงไร้พรสวรรค์ แต่จู่ๆ กลับได้รู้ว่าคนที่พวกเขาคิดว่าแสนธรรมดา แท้จริงแล้วคืยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ผู้ทรงพลัง ทั้งคู่ยืนนิ่งค้างราวกับถูกสตาฟไว้อยู่นาน
ผ่านไปพักใหญ่ สองพ่อลูกก็เริ่มได้สติ ใบหน้าของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความโสมนัสอย่างหาที่สุดมิได้
"พี่สุดยอดไปเลย!" หยางเสวี่ยเอ๋อร์พุ่งเข้าหาหยางเฟิง แต่เขาก็ยกมือห้ามไว้ก่อน
"เสวี่ยเอ๋อร์ โตแล้วนะ ทำอะไรให้มันสำรวมหน่อย"
"ก็หนูดีใจนี่นา" ใบหน้ากลมมนของน้องสาวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
หยางหย่งกั๋วเองก็เช่นกัน เมื่อเขาเริ่มตั้งสติได้ ความดีใจก็เอ่อล้นออกมาจนดวงตามีน้ำตาคลอ! ลูกชายของเขาอายุเพียงสิบแปดปี ปรมาจารย์ในวัยสิบแปดปีหมายความว่าอย่างไรเขาหยั่งรู้ดี หยางหย่งกั๋วรู้ว่าตนเองไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นอะไร และไม่อาจนำเกียรติยศมาสู่บรรพบุรุษได้ด้วยลำพังตัวคนเดียว แต่เมื่อเขามีลูกชายเช่นนี้ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
แล้วทำไมหยางเฟิงจะไม่ดีใจล่ะ? เขาเคยคิดว่าชีวิตต้องจบสิ้นลงด้วยการไร้ซึ่งพรสวรรค์ แต่ใครจะคิดว่าเขาจะได้รับการผูกมัดกับระบบสุดโกงนี้ จากนั้นหยางหย่งกั๋วและหยางเสวี่ยเอ๋อร์ต่างก็รุมซักถามในสิ่งที่พวกเขาอยากรู้อีกมากมาย
สองวันต่อมา
แสงวิญญาณปฐพีในเขตแดนรกร้างเมืองป๋ายเหอก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น เสาแสงสีทองขนาดมหึมาแผ่ขยายวงกว้างกว่าเดิม เสียงระเบิดที่ดังขึ้นเป็นระยะจากแดนรกร้างทำให้ชาวเมืองป๋ายเหอต่างขวัญหนีดีฝ่อ
ในเวลานี้ ยอดฝีมือหลายคนได้เดินทางเข้าสู่ประตูเมืองป๋ายเหอ โดยมีเจ้าเมืองหวังถงและเหล่าข้าราชการระดับสูงคอยให้การต้อนรับ
ในบรรดายอดฝีมือกลุ่มนี้ มีทั้งระดับปรมาจารย์ และกระทั่งระดับมหาปรมาจารย์! เจ้าเมืองหวังถงและเหล่าเจ้าหน้าที่ต่างพากันตื่นเต้นด้วยความหวังว่าความช่วยเหลือมาถึงแล้ว
หลังจากสอบถามชื่อและเมืองที่สังกัด พร้อมกับได้รับความยินยอมเรียบร้อยแล้ว เสียงของเจ้าเมืองหวังถงก็ดังก้องไปทั่วทั้งเมืองป๋ายเหอผ่านทางลำโพงกระจายเสียง
"ปรมาจารย์เหลยไห่ แห่งเมืองเป่ยอวิ๋น!"
"ปรมาจารย์หวังเทา แห่งเมืองเป่ยอวิ๋น!"
...
"มหาปรมาจารย์หลี่คุย แห่งเมืองเป่ยอวิ๋น เดินทางมาสนับสนุนเมืองป๋ายเหอ!"
ชาวเมืองป๋ายเหอที่ได้ยินเสียงประกาศต่างพากันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ
"ในที่สุดยอดฝีมือก็มาช่วยเมืองเราแล้ว"
"แบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย สองสามวันที่ผ่านมาฉันนอนไม่หลับเลย"
"ใช่ แถมยังมีระดับมหาปรมาจารย์มาด้วย ไม่ใช่แค่ระดับปรมาจารย์ธรรมดา"
ฟอรัมผู้ฝึกยุทธ์เมืองป๋ายเหอเดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
"แม้แต่มหาปรมาจารย์จากเมืองเป่ยอวิ๋นยังมา เรื่องนี้สุดยอดจริงๆ"
"ตอนนี้ชาวเมืองป๋ายเหอก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้วใช่ไหม?"
"ยอดฝีมือมาถึงขนาดนี้แล้ว จะมีอะไรต้องกลัวอีกล่ะ!"
หลังจากการต้อนรับ เจ้าหน้าที่ได้พายอดฝีมือเหล่านั้นไปยังที่ทำการเพื่อพักผ่อนชั่วครู่ แน่นอนว่ากองหนุนผู้ฝึกยุทธ์ที่จะมาช่วยเมืองป๋ายเหอยังเดินทางมาไม่ครบ
และก็เป็นไปตามคาด อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงของเจ้าเมืองหวังถงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"ปรมาจารย์โจวคังหย่ง แห่งเมืองเถี่ยล่าง!"
"ปรมาจารย์ไป๋ชิงชิง แห่งเมืองเถี่ยล่าง!"
"มหาปรมาจารย์หลี่เทียน แห่งเมืองเถี่ยล่าง เดินทางมาสนับสนุนเมืองป๋ายเหอ!"
ชาวเมืองป๋ายเหอต่างตื่นเต้นกันยกใหญ่ มีอดฝีมือมาช่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และแต่ละคนก็มีระดับไม่ต่ำกว่าปรมาจารย์ทั้งสิ้น
หลังจากนั้น ลำโพงกระจายเสียงทั่วเมืองก็ประกาศเสียงของเจ้าเมืองหวังถงอย่างต่อเนื่อง
"มหาปรมาจารย์จูคุน แห่งเมืองอันหนาน!"
"ปรมาจารย์โจวกวงจู้ แห่งเมืองเจียงเยว่!"
"ปรมาจารย์สือหลิน แห่งเมืองจินสุ่ย!"
...
ภายในวันเดียว มีมหาปรมาจารย์นับสิบและปรมาจารย์นับร้อยหลั่งไหลเข้าสู่เมืองป๋ายเหอ! พวกเขาล้วนเดินทางมาจากเมืองรอบข้างเพื่อมาเป็นกำลังเสริม
ชาวเมืองป๋ายเหอนับล้านคนไม่เคยเห็นยอดฝีมือรวมตัวกันมากมายขนาดนี้มาก่อน พวกเขามั่นใจว่าวิกฤตการณ์ในครั้งนี้จะถูกคลี่คลายลงได้อย่างแน่นอน ทางโทรทัศน์ก็มีการถ่ายทอดสดภาพการเดินทางมาถึงของยอดฝีมือจากเมืองต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
หยางเฟิงก็นั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้านเช่นกัน เขาคิดในใจว่าการที่มีคนระดับสูงหลั่งไหลมาที่เมืองป๋ายเหอมากมายขนาดนี้ แสงวิญญาณปฐพีนั่นคงเป็นของล่อใจที่เย้ายวนเกินทนจริงๆ
เขาไม่ได้มีความรู้สึกตื้นตันใจเหมือนอย่างชาวเมืองคนอื่นๆ
เขารู้ดีว่าหากไม่มีแสงวิญญาณปฐพีปรากฏขึ้นในเขตแดนรกร้างเมืองป๋ายเหอ และหากปรมาจารย์หรือมหาปรมาจารย์เหล่านี้ไม่ได้ต้องการมาแสวงหาโชคลาภ บางทีคงไม่มีใครยอมดั้นด้นมาที่นี่มากขนาดนี้หรอก
เมื่อเห็นว่ายอดฝีมือส่วนใหญ่มาถึงกันครบแล้ว หยางเฟิงก็ลอบยิ้มออกมา
นี่เป็นสัญญาณที่บอกว่า การสำรวจแสงวิญญาณปฐพีกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเร็วๆ นี้!
มาดูกันซิว่าข้างในนั้นจะมีสมบัติอะไรซ่อนอยู่บ้าง!