- หน้าแรก
- หนึ่งเดียวใต้หล้า จอมเซียนผู้ใช้ชีวิตอย่างสโลว์ไลฟ์
- บทที่ 6 - ปีศาจจากที่ไหน
บทที่ 6 - ปีศาจจากที่ไหน
บทที่ 6 - ปีศาจจากที่ไหน
บทที่ 6 - ปีศาจจากที่ไหน
คาบเรียนเสริมช่วงค่ำ
หลี่เหยียนถือกระดาษคำตอบจากคาบที่แล้วไว้ในมือ พลางจ้องมองคะแนนที่ปรากฏอยู่บนนั้น
ผ่านเกณฑ์พอดีเป๊ะ!
"นายได้เท่าไหร่ เอามาให้ฉันดูหน่อยเร็ว"
เจียงอิ้งจู๋หันกลับมาเห็นคะแนนของเขาเข้าพอดี
"เจ็ดสิบสองคะแนน! นี่นายทำเองจริงๆ เหรอ?"
"จะของปลอมได้ยังไงล่ะ เธอก็เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอ"
หลี่เหยียนไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองต่อข้อสงสัยของเธอแต่อย่างใด
ความจริงก็คือ วิชาคณิตศาสตร์ตอนมัธยมต้นของเขานั้นไม่เคยสอบได้เกินหกสิบคะแนนเลยสักครั้ง
ในตอนนั้นเอง หลัวเซิงเพื่อนร่วมโต๊ะ และกานเถียนเถียนเพื่อนร่วมโต๊ะของเจียงอิ้งจู๋ ต่างก็หันมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เรียนร่วมห้องกันมาสองปี ใครมีความรู้แค่ไหนย่อมรู้ไส้รู้พุงกันหมด พวกเขาอยู่ใกล้กันจนเห็นชัดเจนว่าหลี่เหยียนไม่ได้โกงเลยสักนิด
พอได้ยินคะแนนของหลี่เหยียนจากปากเจียงอิ้งจู๋ ทุกคนจึงรู้สึกประหลาดใจมาก
"จู๋จู๋ เธอโดนทิ้งแล้วนะ" กานเถียนเถียนเหลือบมองกระดาษคำตอบสามสิบคะแนนของเจียงอิ้งจู๋
"ชิ แอบไปซุ่มพยายามลับหลังฉันนี่นา!"
ไม่รู้ว่าเจียงอิ้งจู๋นึกอะไรขึ้นมาได้ จู่ๆ เธอก็พึมพำออกมา
"มิน่าล่ะ พักนี้ไฟในห้องนายถึงดับดึกทุกคืน ที่แท้ก็แอบเรียนอยู่นี่เอง ร้ายกาจจริงๆ"
"เจียงอิ้งจู๋ อย่าไปโดนหลอกนะ ฉันได้ยินหวังเจิ้นอวี่บอกว่าหลี่เหยียนอยู่ดึกเพื่ออ่านนิยายต่างหาก เขายังคุยกับคนอื่นอยู่เลยว่าเล่มไหนสนุกบ้าง" เซ่าหมิง หัวหน้าฝ่ายการเรียนที่อยู่อีกฝั่งของทางเดินพูดแทรกขึ้นมา
"เอ๊ะ? เธอเป็นเพื่อนสมัยเด็กของเขาเหรอ?!"
"ปะ... เปล่าสักหน่อย"
"ถ้าไม่ใช่แล้วจะพูดทำไมล่ะ เธอจะมารู้ดีไปกว่าฉันได้ยังไง"
เซ่าหมิงหุบปากทันที พลางชำเลืองมองครูสอนคณิตศาสตร์ ทำไมยังไม่เริ่มสอนสักทีนะ!
เห็นดังนั้น หลี่เหยียนก็ได้แต่ส่ายหน้าขำๆ
ความจริงเขายังจำได้แม่นว่าตัวเขาในช่วงเวลานี้ก่อนที่จะเกิดใหม่นั้น...
อยู่ดึกเพื่ออ่านนิยายจริงๆ นั่นแหละ
นิยายเรื่องแรกที่พาเขาเข้าวงการคือ "สัประยุทธ์ทะลุฟ้า"
หลังจากนั้นเขาก็หลงมัวเมาไปกับนิยายชุด "บอดี้การ์ดสุดหล่อกับดาวโรงเรียน", "ท่านประธานกับสาวน้อย" หรือ "ราชาทหารรับใช้" อะไรพวกนั้นจนโงหัวไม่ขึ้น
แต่ถ้าให้เขากลับไปอ่านนิยายแนวบอดี้การ์ดหรือราชาทหารในตอนนี้ หลี่เหยียนรู้สึกว่าเขาอ่านไม่ลงจริงๆ
"เอาล่ะทุกคน เงียบได้แล้ว เฉลยเสร็จเร็วพวกเธอก็จะได้เลิกเรียนเร็ว!"
อาจารย์หยาง ครูสอนคณิตศาสตร์พูดอยู่บนโพเดียม
"การทดสอบย่อยในคาบ พวกเธอได้คะแนนเท่าไหร่พวกเธอย่อมรู้แก่ใจดี นักเรียนบางคนชอบเล่นตุกติก นอกจากจะหลอกตัวเองแล้วเธอยังหลอกใครได้อีก?
ฉันจะไม่พูดมากแล้วกัน ใกล้จะสอบมัธยมปลายแล้ว รับผิดชอบตัวเองด้วย ต่อไปเรามาดูข้อแรกกัน..."
หลี่เหยียนเลิกคิ้วขึ้น เขารู้ว่าอาจารย์หยางกำลังเหน็บแนมพวกที่ลอกคำตอบเพื่อให้ได้คะแนนสูงๆ
ในสายตาของอาจารย์หยาง เขาเองก็น่าจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
แต่เขาไม่ได้ใส่ใจอะไร จากกระดาษคำตอบแผ่นนี้ เขาพอจะเข้าใจระดับ "เริ่มมองเห็นหนทาง" ที่ระบบตัดสินแล้ว
มันน่าจะอยู่ในระดับที่ผ่านเกณฑ์พอดีนั่นเอง!
หลี่เหยียนตั้งใจฟังคำสอน เมื่อมีพื้นฐานอยู่บ้างเขาก็เริ่มฟังรู้เรื่องขึ้นมา
เขาอาศัยการเฉลยโจทย์ของอาจารย์หยางเพื่อวิเคราะห์จุดที่เขาเสียคะแนนไป
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากใช้ระบบฝากฝังการเรียน แต่ช่วงพักสั้นๆ แค่ครึ่งชั่วโมงนั้นไม่พอแม้แต่จะกินข้าว ไม่ต้องพูดถึงการฟื้นฟูพลังกายเลย
สู้ฟังอาจารย์สอนเองดีกว่า ยังไงเขาก็ฟังเข้าใจอยู่แล้ว
คาบเรียนเสริมช่วงค่ำหนึ่งชั่วโมงนี้จะมีเฉพาะช่วงมัธยมสามเทอมสองเท่านั้น
ปกติครูแต่ละวิชามักจะปล่อยก่อนเวลาตามสถานการณ์
แต่วิชาคณิตศาสตร์นั้นต่างออกไป แม้อาจารย์หยางจะบอกทุกครั้งว่าถ้าเฉลยจบเร็วจะให้เลิกเร็ว แต่ก็น้อยครั้งนักที่เขาจะทำตามคำพูดนั้น
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง แสงไฟตามท้องถนนเริ่มสว่างไสว
อาจารย์หยางยกกระบอกน้ำสเตนเลสขึ้นมาจิบชา พลางสะบัดกระดาษในมือ
"เหลือข้อสุดท้ายแล้ว เฉลยเสร็จก็ไปได้"
"เฮ้อ—!"
เสียงถอนหายใจดังระงมไปทั้งห้อง
หลี่เหยียนไม่ได้รีบร้อนอะไรเพราะบ้านเขาอยู่ใกล้แค่นี้ แต่เจียงอิ้งจู๋เริ่มนั่งไม่ติดที่ เธอแอบชะโงกหน้าไปกระซิบกับเพื่อนข้างๆ
"เถียนเถียน เธออยากเข้ามัธยมปลายที่ไหนเหรอ?"
"ดูคะแนนก่อนน่ะ ถ้าเข้ามัธยมสองได้ก็ดีที่สุด แล้วเธอล่ะ?"
"อืม... ฉันก็ต้องดูคะแนนเหมือนกัน"
"เธอใช้โควต้านักกีฬาไม่ใช่เหรอ คะแนนก็น่าจะถึงอยู่นะ"
"ฮึ่มๆ ยังไงก็ต้องดูนั่นแหละ"
เจียงอิ้งจู๋ส่ายหัว
กานเถียนเถียนมองเธออย่างครุ่นคิด ก่อนจะเหลือบไปมองหลี่เหยียนที่กำลังตั้งใจฟังครูสอนอยู่ด้านหลัง แล้วเผยรอยยิ้มแบบมีเลศนัยออกมา
"เธอยิ้มได้เจ้าเล่ห์มากเลยนะ"
"เปล่าสักหน่อย"
......
บ้านของหลี่เหยียนตั้งอยู่ในละแวกเดียวกับโรงเรียนมัธยมสิบห้า ออกจากประตูโรงเรียนแล้วเลี้ยวโค้ง เดินเท้าไปเพียงห้าร้อยเมตรก็ถึง
บ้านของเจียงอิ้งจู๋อยู่ติดกับเขา ห้องนอนของทั้งสองคนห่างกันเพียงกำแพงกั้น
"เดี๋ยวมาที่บ้านฉันนะ มากินข้าวด้วยกัน"
หลี่เหยียนพูดก่อนจะเข้าประตูบ้าน
"อื้อ"
เจียงอิ้งจู๋พยักหน้าแล้วเปิดประตูบ้านของตัวเองเข้าไป
เมื่อเปิดไฟ ห้องชุดขนาดสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นนั้นเงียบเหงาและว่างเปล่า มีรองเท้าสลิปเปอร์วางอยู่ที่ทางเข้าสองคู่
คู่หนึ่งเป็นของเธอ ส่วนอีกคู่ก็เป็นของเธอเช่นกัน
แต่คู่หลังเป็นรองเท้าผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเธอซื้อมาไว้ให้หลี่เหยียนใส่
เจียงอิ้งจู๋เดินเข้าห้องนั่งเล่นแล้วขดตัวลงบนโซฟาราวกับแมว ทิ้งตัวลงไปบนหมอนอิง
ในตอนนั้นเอง มือถือก็ดังขึ้น
หน้าจอแสดงคำว่า "ตาแก่เจ้าปัญหา" (เหล่าเติง)
เจียงอิ้งจู๋เม้มปาก พลางกดรับสายอย่างไม่เต็มใจนัก
"ฮัลโหล พ่อ"
"จู๋จู๋ กลับถึงบ้านหรือยังลูก?"
"ถึงแล้วๆ ถามได้ทุกวัน ถ้าไม่กลับจะไปไหนได้ล่ะ ไปหาเมียน้อยพ่อหรือไง!"
"แค่ก... นั่นเป็นเรื่องของ..." เสียงชายหนุ่มชะงักไป ก่อนจะอ่อนเสียงลง
"ช่างเถอะ กลับถึงบ้านก็ดีแล้ว ใกล้จะสอบมัธยมปลายแล้ว พ่อควรจะหาติวเตอร์ให้ลูกไหม..."
"ไม่ต้องหรอก ถ้าพ่อมีเงินเหลือใช้จนทนไม่ไหว ก็โอนเข้าบัตรหนูมา"
เจียงอิ้งจู๋พูดจบก็กดวางสายด้วยสีหน้าบึ้งตึง ก่อนจะพลิกตัวไปมาราวกับปลาเค็ม
สายตาเธอบังเอิญไปเห็นรูปถ่ายครอบครัวที่วางอยู่ข้างโทรทัศน์ เธอจึงหลุบตาลงแล้วพลิกตัวกลับไปอีกทาง
เธอนอนอยู่อย่างนั้นนานแค่ไหนไม่รู้ จมูกของเจียงอิ้งจู๋ก็ขยับไปมาเมื่อได้กลิ่นหอมของอาหาร
"หือ? ป้าฟางกลับมาแล้วเหรอ? ไม่เห็นได้ยินเสียงเลย"
เธอลุกขึ้นดูเวลา พบว่าตัวเองนอนไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว
เจียงอิ้งจู๋ลูบพุงที่เริ่มหิว พลางย่องไปที่หน้าประตูตามกลิ่นหอมไป
เธอแน่ใจว่ากลิ่นนั้นลอยมาจากห้องข้างๆ
แววตาเธอฉายแววสงสัย เธอเดินเข้าไปเงียบๆ และเห็นหลี่เหยียนกำลังวุ่นวายอยู่ในครัวตรงทางเข้า
เจียงอิ้งจู๋: ???!
"หยุดนะ! ปีศาจจากที่ไหน รีบออกไปจากร่างหลี่เหยียนเดี๋ยวนี้!!"
เจียงอิ้งจู๋พุ่งเข้าครัวไป พลางทำนิ้วเป็นรูปกระบี่จิ้มไปที่หน้าผากของหลี่เหยียน
"อย่าเล่นน่า"
"หลี่เหยียน นายเปลี่ยนไป นายไม่ใช่หลี่เหยียนคนเดิมแล้ว"
หลี่เหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง เกือบคิดไปว่าความลับเรื่องเกิดใหม่ถูกจับได้เสียแล้ว ก่อนจะเห็นเจียงอิ้งจู๋แอบหยิบหมูผัดพริกเข้าปากชิ้นหนึ่ง
"เมื่อก่อนนายทำหมูผัดพริก นายจะเรียกฉันตลอดเลย แต่นี่ปล่อยจนมันเย็นหมดแล้ว"
"นั่นมันอาหารเหลือจากตอนเที่ยง มันก็ต้องเย็นอยู่แล้วสิ"
เจียงอิ้งจู๋อึ้งไปครู่หนึ่งขณะเคี้ยวเนื้อชิ้นที่เย็นชืด ก่อนจะพบว่ากลิ่นหอมที่ปลายจมูกนั้นแท้จริงมาจากไก่ผัดถั่วลิสงในกระทะต่างหาก
เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแม่ของหลี่เหยียนมักจะเตรียมอาหารไว้ให้พวกเขาทั้งสองคนล่วงหน้า แล้วใส่ไว้ในหม้อหุงข้าวเพื่ออุ่นไว้
พอกลับมาถึงพวกเขาก็สามารถกินได้ทันที
แต่ว่าวันนี้ตอนเที่ยงพวกไม่ได้กลับมากิน
"งั้น..."
"ในกระทะนั่นก็ของเหลือเหมือนกัน"
"เชอะ นึกว่านายลงมือทำเองซะอีก ฉันอยากกินฝีมือนายจัง"
"ไว้คราวหน้าแล้วกัน"
หลี่เหยียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปฏิเสธไป
เพราะในตู้เย็นไม่มีของสดเหลือแล้ว
หลังมื้ออาหาร เจียงอิ้งจู๋ไปล้างจาน ในตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่หน้าประตู
"เหยียนเหยียน กินข้าวหรือยังลูก?"
"กินแล้วครับแม่"
สิ้นเสียงฝีเท้า หลี่เหยียนก็หันไปมองที่ประตูทันที
ผู้หญิงในชุดเครื่องแบบสีดำล้วนปรากฏตัวที่หน้าประตู พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย
เธอดูเหมือนหญิงสาววัยรุ่น แต่ความจริงอายุก็สามสิบกว่าแล้ว
ใบหน้าของเธอดูเด็กมาก ซึ่งหลี่เหยียนก็ได้รับสืบทอดจุดนี้มาด้วย ทำให้บางครั้งเขาดูหน้าใสเหมือนเด็กน้อย
ฟางชิงเยี่ยเดินเข้าบ้านมา "วันนี้ที่ร้านไม่มีแขกเลยได้เลิกงานเร็ว แล้วจู๋จู๋ล่ะ?"
"กำลังล้างจานครับ"
"ลูกนี่นะ ไปให้หนูจู๋ล้างจานได้ยังไง"
"คุณป้าคะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หลี่เหยียนเป็นคนทำกับข้าวนี่นา"
"เขาน่ะเหรอจะทำ มีแต่จะเอาของเหลือจากตอนเที่ยงมาอุ่นล่ะสิ" ฟางชิงเยี่ยพูดโดยไม่ต้องมองก็รู้
หลี่เหยียนยกยิ้มมุมปากแต่ไม่ได้พูดอะไร เขาพยายามทำตัวให้ดูเป็นปกติที่สุด
คุณแม่ทำงานเป็นหัวหน้าพนักงานเสิร์ฟในแผนกอาหารของโรงแรม การได้เลิกงานเวลานี้ถือว่าเร็วมาก
เร็วเสียจนเขาแทบยังไม่ได้เตรียมใจที่จะพบกับเธอในเวอร์ชันที่ยังดูสาวแบบนี้
"ยังจะมายิ้มอีก ดูหนูจู๋เป็นตัวอย่างสิ ทั้งขยันแถมยังการันตีที่เรียนมัธยมปลายแล้ว ดูลูกสิ!"
"แม่ครับ นั่งพักเถอะ ไว้ผมจะสอบให้ได้ที่หนึ่งของเมืองให้แม่ดู"
"อย่าเลย ถ้าลูกทำได้จริงๆ ลูกอยากได้อะไรแม่จะซื้อให้หมดเลย"
ได้ยินดังนั้น หลี่เหยียนไม่ได้ใส่ใจอะไร เพียงแต่พยักหน้ายิ้มรับ
ฟางชิงเยี่ยไม่ได้คุยอะไรต่อ เธอเดินเข้าครัวไปไล่เจียงอิ้งจู๋ออกมา
"ไปๆ เดี๋ยวป้าล้างเอง"
เจียงอิ้งจู๋ถูกไล่ออกมา เธอสบตากับหลี่เหยียนแวบหนึ่ง
"มัวยืนบื้อทำไมล่ะ ไปสิ ไปทำการบ้านที่บ้านฉัน"
หลี่เหยียนกะพริบตา พลางเดินไปหยิบของในห้องแล้วตามเจียงอิ้งจู๋ไปเรียนที่บ้านเธอ
จนกระทั่งเวลาสี่ทุ่ม หลี่เหยียนที่กำลังซุ่มเรียนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงน้ำจากฝักบัวในห้องน้ำดังขึ้น
ไม่นานนัก เขาก็รู้สึกว่าโซฟาข้างตัวขยับ พร้อมกับกลิ่นหอมของครีมอาบน้ำที่ฟุ้งกระจายเข้าเต็มจมูก
"สี่ทุ่มแล้วนะ ถ้านายยังไม่กลับ ระวังคุณป้าจะตามมาหวดเอานะ"
หลี่เหยียนพูดไม่ออก เขาไม่ได้สังเกตเวลาเลย
แถมสี่ทุ่มเนี่ยนะ ดึกแล้วเหรอ?
แต่ไม่นานหลังจากนั้น เสียงเคาะประตูที่หนักหน่วงก็ดังขึ้น หลี่เหยียนจึงรู้สึกว่าสี่ทุ่มนี่มันดึกจริงๆ นั่นแหละ
ยังดีที่เจียงอิ้งจู๋ช่วยสะกิดเขาให้หลุดจากสภาวะฝากฝัง
หลี่เหยียนหอบข้าวของกลับบ้าน
"วันนี้ทำไมอยู่นานจัง ปกติอยู่แป๊บเดียวก็กลับแล้วนี่" หลี่เจี้ยนหยวน พ่อของหลี่เหยียนเอ่ยถาม
"วันนี้อารมณ์ดีครับ" หลี่เหยียนตอบ
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เจี้ยนหยวนก็นิ่งไป คิดเพียงว่าเด็กๆ มักจะเอาแน่อะไรไม่ได้ แต่ถ้าเด็กสองคนนั้นสนิทกันเขาก็ยินดีอยู่แล้ว
เสียดายที่เจ้าลูกชายคนนี้ไม่รู้ว่าจะเรียนตามเด็กผู้หญิงคนนั้นทันไหม อย่างน้อยก็ขอให้สอบเข้ามัธยมปลายให้ได้ก็พอ
"สอบมัธยมปลายมีลุ้นไหม?"
"มีครับพ่อ พ่อวางใจเถอะ"
หลี่เหยียนมองดูคุณพ่อที่ผมยังไม่ร่วงจนล้าน พลางเอ่ยรับปากอย่างมั่นใจ
"เอาเถอะ จะเชื่อลูกสักครั้ง มีอะไรต้องการก็บอกนะ"
ใกล้สอบมัธยมปลายแล้ว หลี่เจี้ยนหยวนไม่อยากกดดันอะไรมาก จะสอบได้แค่ไหนก็สุดแท้แต่โชคชะตา
ส่วนหลี่เหยียนเมื่อได้ยินดังนั้น เขาก็บอกความต้องการออกมาจริงๆ
"ขอเงินร้อยหยวนหน่อยครับ ผมจะไปซื้อชุดข้อสอบมาทำเพิ่ม"
เมื่อครู่เขาลองรื้อดูในห้อง พบว่าแบบฝึกหัดที่ยังไม่ได้ทำมีไม่มากนัก
เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบฝากฝังเรียนไปครึ่งๆ กลางๆ แล้วไปแอบขโมยแบบฝึกหัดคนอื่นอีก เขาจึงต้องเตรียมตัวไว้ก่อน
"ได้" หลี่เจี้ยนหยวนพยักหน้า ควักเงินร้อยหยวนให้ทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
"จำไว้ว่ารีบเข้านอนล่ะ"
หลังจากอาบน้ำเสร็จ หลี่เหยียนกลับเข้าห้องมานอนลงบนเตียงที่คุ้นเคย เขามองออกไปที่ความมืดนอกหน้าต่าง และนอนไม่หลับอยู่นาน
เขากลัวจริงๆ ว่าถ้าหลับตาลงแล้วตื่นขึ้นมาจะพบว่าเป็นแค่ความฝัน
ในเมื่อนอนไม่หลับ หลี่เหยียนจึงลุกไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ เพื่อวางแผนระยะสั้นให้ตัวเอง
เป้าหมายแรกคือการสอบมัธยมปลาย ให้ได้ที่หนึ่งของเมืองยิ่งดี
ถ้าทำได้ เขาก็น่าจะได้เงินรางวัลด้วย
พ่อแม่ของหลี่เหยียนเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดา ฐานะทางการเงินไม่ได้มั่งคั่งนัก ถ้าเขาอยากจะทำอะไร เขาต้องหาทางด้วยตัวเอง
อย่างเช่นการซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อมาเขียนนิยายออนไลน์
หรือการทำบัญชีวิดีโอสั้น
แต่เรื่องพวกนั้นคงต้องรอให้สอบมัธยมปลายเสร็จก่อน
ส่วนเรื่องจะเข้าโรงเรียนมัธยมไหน สำหรับเขามันไม่ได้สำคัญนัก
เพราะเขามีระบบอยู่ ทรัพยากรทางการศึกษาที่ดีแค่ไหนก็เทียบไม่ได้หรอก
เรื่องการสอบมัธยมปลายนั้น เริ่มต้นจากการทดสอบพละในอีกหนึ่งสัปดาห์หน้าเลยแล้วกัน
(จบแล้ว)