- หน้าแรก
- หนึ่งเดียวใต้หล้า จอมเซียนผู้ใช้ชีวิตอย่างสโลว์ไลฟ์
- บทที่ 5 - เธอไม่เข้าใจ แต่เธอรู้สึกทึ่งมาก
บทที่ 5 - เธอไม่เข้าใจ แต่เธอรู้สึกทึ่งมาก
บทที่ 5 - เธอไม่เข้าใจ แต่เธอรู้สึกทึ่งมาก
บทที่ 5 - เธอไม่เข้าใจ แต่เธอรู้สึกทึ่งมาก
"นายนี่มันไอ้บื้อจริงๆ!"
เสียงที่ลอดออกมาจากมือถือดังพอที่จะทำให้หลี่เหยียนเห็นรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของพี่สาวพนักงาน
แม้เธอจะไม่ได้พูดอะไร แต่ออกอาการทางใบหน้าแบบนั้น สำหรับนักเรียนมัธยมต้นทั่วไปก็นับว่าทนได้ยากยิ่ง
โชคดีที่หลี่เหยียนไม่ใช่นักเรียนมัธยมต้นแบบปกติ
"ขอบคุณมากครับพี่สาว"
"พ่อหนุ่มหล่อมีมารยาทจริงๆ นะเนี่ย จริงๆ ชานมแก้วนี้จะไม่เอาก็ไม่เป็นไรนะ พี่ขายให้ลูกค้าคนถัดไปได้"
หลี่เหยียนส่ายหัวแล้วยิ้มโดยไม่พูดอะไร
ใครบอกว่าชานมที่เพื่อนสาวจ่ายเงินเลี้ยง จะเอามาง้อเธอไม่ได้ล่ะ
เขาคิดว่าเมื่อกี้ผลลัพธ์มันดูดีออกจะตายไป!
ประตูกระจกถูกผลักจนเกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง เจียงอิ้งจู๋เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ตีหน้าขรึม มือข้างหนึ่งซล้วงกระเป๋า เดินใส่รองเท้าผ้าใบเตะเท้าเข้ามาในร้านชานมอย่างเท่ๆ
"พี่คะ หนูมาไถ่ตัวคนค่ะ! ชานมแก้วนี้เท่าไหร่คะ?"
เธอเดินเข้าไปทักทายที่เคาน์เตอร์ด้วยท่าทางที่ดูคุ้นเคย
"สี่หยวนจ๊ะ"
"อ้อ ได้ค่ะ"
เจียงอิ้งจู๋จ่ายเงินแล้วถือถุงชานมไว้ในมือ พลางชำเลืองมองหลี่เหยียนแวบหนึ่ง
"ตามมาสิ"
หลี่เหยียนยิ้มแล้วเดินตามไป ทั้งสองเดินมาถึงทางเดินชั้นหนึ่งที่ไม่มีคน แสงแดดยามเที่ยงสาดส่องผ่านหน้าต่างดับเพลิงที่มีรอยสนิมเข้ามา ตัดผ่านทางเดินจนเกิดเป็นเงามืดสลับกับแสงสว่างบนพื้นกระเบื้อง
เขามองดูเงาที่ทาบทับกันบนพื้นแล้วพูดว่า:
"แค่อึก... ขอบใจนะ หายโกรธหรือยัง?"
"ฝันไปเถอะ! ชานมแก้วนี้ฉันซื้อเอง นายยังติดค้างฉันอีกแก้วนึงนะ!"
เจียงอิ้งจู๋ฮึดฮัดใส่เธอ พลางใช้ไหล่กระแทกเขาเบาๆ แล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
"ถ้านายไม่ยอมคืนล่ะก็..."
พูดจบ เธอก็หยิบมือถือออกมา แล้วกดปุ่มเล่นเสียง
เสียงของหลี่เหยียนดังออกมาทันที เล่าเรื่องราวความบื้อของตัวเองทั้งหมดอย่างละเอียด
"เอ่อ รีบปิดเถอะน่า พวกเราสนิทกันขนาดไหน เรื่องแค่นี้ฉันจะลืมได้ยังไงล่ะ?"
พูดพลางเขาก็ยื่นมือไปหมายจะแย่งมือถือมา
จะว่าไปมันก็แค่เรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าถูกเอามาพูดถึงในอนาคตมันจะน่าอายแค่ไหน เขารู้แก่ใจดีที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเอาไปเปิดให้คนอื่นฟังล่ะก็ เขาคงได้ขายหน้าจนอยากจะมุดแผ่นดินหนีแน่ๆ
"จะทำอะไรน่ะ!"
เจียงอิ้งจู๋ไหวตัวทันรีบเก็บมือถือแล้วถอยห่างออกไป พร้อมกับเน้นย้ำว่า
"ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายลืมหรือไม่ลืม แต่คนบางคนน่ะมันไม่มีความใส่ใจเอาซะเลย"
เมื่อความลับถูกกำไว้ในมือเธอ หลี่เหยียนจึงต้องยอมทนรับคำพูดเหน็บแนมนั้นแต่โดยดี
"ก็ได้ๆ ฉันติดค้างชานมเธอหนึ่งแก้ว"
"แบบนี้ค่อยคุยกันรู้เรื่องหน่อย"
......
เมื่อกลับมาถึงห้องเรียน หลี่เหยียนไม่ได้พักผ่อนจริงๆ แต่เขากำลังทดสอบฟังก์ชันต่างๆ ของระบบอยู่
โดยเฉพาะต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่า นอกจากภาษาจีนแล้ว หนังสือเรียนเล่มอื่นๆ จะถูกระบุว่าเป็นวิชาบำเพ็ญเพียรหรือสิ่งอื่นใดที่สามารถฝึกฝนได้หรือไม่
【ติ๊ง! ตรวจพบทักษะ 《พื้นฐานวิชาพยากรณ์ความลับสวรรค์ฉบับเริ่มต้น》...】
【ติ๊ง! ตรวจพบทักษะ 《พื้นฐานการเป็นช่างสรรค์สร้างระดับฝึกหัด เล่ม 2》...】
เขาวางหนังสือคณิตศาสตร์และเคมีชั้นมัธยมสามลง แล้วหยิบหนังสือการเมืองและประวัติศาสตร์ขึ้นมา
ผ่านไปหนึ่งวินาที สองวินาที... หลังจากผ่านไปหนึ่งนาที
ความเงียบในใจของหลี่เหยียนในตอนนี้ช่างดังกึกก้องเหลือเกิน!
ไม่มีอะไรมาก แค่ชาติที่แล้วเขาเรียนสายศิลป์มาน่ะสิ
ให้ตายเถอะ สรุปว่าทวีปเทียนเสวียนนั่นมันเป็นโลกบำเพ็ญเซียนสายวิทยาศาสตร์ใช่ไหมเนี่ย?
แต่ยังดีที่วิชาการเมืองและประวัติศาสตร์มัธยมต้นนั้นง่าย ขอแค่จำได้ว่าเนื้อหาสำคัญในหนังสืออยู่ตรงไหน ก็ทำคะแนนได้สูงแล้ว
เพราะมันเป็นข้อสอบแบบเปิดตำราได้
อย่างพวกข้อสอบปรนัย มันก็ไม่ได้ถามอ้อมค้อมอะไรมากมาย อย่างเช่นถามเรื่องวันก่อตั้งพรรค หรือระบอบสังคมของประเทศเรา
ถึงจะไม่เปิดตำรา ก็คงไม่มีใครตอบผิดหรอกมั้ง?
วิชาภาษาจีนยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่!
เพราะเขามีพื้นฐานเดิมอยู่แล้ว ระบบสามารถแก้โจทย์ยากๆ ทางคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีได้ เขาก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีก
เขาหาหนังสือคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมหนึ่งและมัธยมสองออกมา เพื่อเติมเต็มความรู้พื้นฐานของวิชาพยากรณ์ความลับสวรรค์อะไรนั่น
คาบเรียนบ่ายเริ่มตอนบ่ายสองโมง ช่วงเที่ยงจึงมีเวลาพักผ่อนสองชั่วโมง
หลังจากยืนยันได้ว่าวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ และคณิตศาสตร์สามารถฝากฝังการฝึกฝนได้ หลี่เหยียนก็เริ่มฝากฝังวิชาคณิตศาสตร์ทันที
เพื่อความปลอดภัย เขาเริ่มจากการฝากฝังเพียงครึ่งชั่วโมงก่อน
ในสภาวะฝากฝัง เขาไม่ได้มัวแต่คิดฟุ้งซ่าน แต่เขากำลังสังเกตสถานะของตัวเองภายใต้การควบคุมของระบบ
เมื่อช่วงเช้าเขาใช้เวลาฝากฝังการฝึกฝนไม่นานนัก การฝากฝังฟิสิกส์สองครั้งสั้นๆ ย่อมไม่สามารถอ่านหนังสือจบเล่มได้อยู่แล้ว
แต่หลี่เหยียนพบว่า ระบบจะเริ่มอ่านต่อจากหน้าที่ค้างไว้ล่าสุดโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น หลี่เหยียนจึงสงสัยว่าถ้าอ่านหนังสือจนจบเล่มรวดเดียว จะได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมหรือไม่!
ผ่านไปห้าสิบนาที ระบบเพิ่งจะอ่านคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมสามจบ
ด้วยความเร็วระดับนี้ หลี่เหยียนประเมินระดับความหิวของตัวเองแล้ว คิดว่าคงต้องใช้เวลาอ่านไปอีกครึ่งช่วงบ่ายแน่ๆ
"หือ?"
ในขณะที่หลี่เหยียนคิดว่าระบบจะควบคุมให้เขาอ่านคณิตศาสตร์มัธยมสองต่อ
เขากลับพบว่าร่างกายหยุดนิ่ง เหมือนกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่
【ติ๊ง! ตรวจพบว่า 《พื้นฐานวิชาพยากรณ์ความลับสวรรค์ บทที่ 3》 จำเป็นต้องมีเคล็ดวิชาลับประกอบการฝึกฝน ระบบกำลังตรวจสอบเคล็ดวิชาลับของโฮสต์】
หลี่เหยียนชะงักไป เรื่องบ้าอะไรเนี่ย?
【ตรวจสอบพบว่าโฮสต์ไม่มีเคล็ดวิชาลับ ระบบจะมอบให้คุณฟรีๆ โดยอัตโนมัติ กำลังสแกนหาเป้าหมายที่เหมาะสม...】
เมื่อได้ยินการแจ้งเตือนนี้ หลี่เหยียนก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีนัก
【สแกนเสร็จสิ้น】
วินาทีต่อมา เขาพบว่าตัวเองลุกขึ้นยืนโดยพลัน เดินออกจากที่นั่ง และมุ่งหน้าไปยังโต๊ะของเจียงอิ้งจู๋
ท่ามกลางใบหน้าของเธอที่เงยขึ้นมองมาด้วยความสงสัย เขายื่นมือเข้าไปที่หน้าอกของเธอ...
ไม่ใช่สิ เข้าไปในลิ้นชักใต้โต๊ะของเธอ แล้วหยิบสมุดแบบฝึกหัดเล่มใหม่เอี่ยมออกมาอย่างแม่นยำ ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่เดิม
เจียงอิ้งจู๋: ???
หลี่เหยียน: ????
"นายจะทำอะไรน่ะ?!"
หลี่เหยียนไม่พูดไม่จา เขาเปิดไปหน้าที่ยังไม่ได้ทำ แล้วเริ่มลงมือทำโจทย์ทันที
"นั่นมันการบ้านของฉันนะ นายจะมาเขียนของฉันทำไม"
เจียงอิ้งจู๋เบิกตากว้าง มองดูแบบฝึกหัดที่ครูคณิตศาสตร์สั่งไว้เมื่อเช้า กำลังถูกเขาจัดการทีละข้ออย่างใจเย็นและรวดเร็ว
เธอไม่เข้าใจสิ่งที่เขาทำ แต่มันช่างน่าทึ่งเหลือเกิน จนเธอไม่กล้าขัดจังหวะ
"นะ นะ นะ นายอยากเขียนก็เขียนไปเถอะ"
เพื่อนสาวถอนหายใจ แล้วเชิดคางขึ้นพูดด้วยความทิฐิว่า:
"อย่าคิดว่าทำแบบนี้แล้ว เรื่องเมื่อเช้าจะจบลงง่ายๆ นะ เมื่อเช้านัดกันไว้แล้วว่าจะไปร้านเกมกันน่ะ"
ได้ยินดังนั้น หลี่เหยียนถึงเพิ่งนึกออกว่าทำไมเธอถึงไม่พอใจ
เขาจำได้ว่าตอนมัธยมสาม มีร้านเกมเปิดใหม่ใกล้ๆ โรงเรียน
เขาและเจียงอิ้งจู๋เคยไปเล่นมาแล้ว แต่ไปแค่ครั้งเดียวก็ไม่ไปอีกเลย
เพราะร้านนั้นมันหลอกลวง ชื่อว่าเป็นร้านเกม แต่จริงๆ แล้วข้างในมีแต่ตู้สล็อต
สถานที่นั่นวุ่นวายและอันตรายมาก!
ไม่คิดเลยว่าจะเป็นช่วงเวลานี้นี่เอง
เดี๋ยวนะ ตู้สล็อตเหรอ?
หลี่เหยียนเกิดความคิดแวบขึ้นมาในหัว เขาพบนหนทางหาเงินในระยะสั้นเข้าให้แล้ว
แน่นอนว่าไม่ใช่การไปเล่นพนันอะไรพวกนั้น แต่เป็นการแจ้งจับ!
จำได้ว่าหลังจากจบมัธยมต้น ร้านเกมที่แขวนป้ายบังหน้าแต่ข้างในเน่าเฟะนั่นก็ถูกแจ้งจับไป
ได้ยินว่าหวังฟู่กวี้ ครูประจำชั้นของพวกเขานั่นแหละที่เป็นคนแจ้ง เพราะเขาไปเสียเงินที่นั่นมาตั้งหลายพันหยวน ด้วยความโมโหเลยแจ้งจับซะเลย!
เห็นว่ายังได้รับเงินรางวัลนำจับไม่น้อยเลยด้วย
ไอ้หมาหวังยังทำได้ แล้วทำไมเขาจะทำไม่ได้ล่ะ?
หลี่เหยียนจดบันทึกความคิดนี้ไว้ในใจ แล้วมองดูสมุดแบบฝึกหัดบนโต๊ะที่เริ่มมีตัวหนังสือเต็มพรึ่บขึ้นมาเรื่อยๆ
เขารู้สึกพูดไม่ออก สรุปว่านี่คือเคล็ดวิชาลับที่ว่านั่นเหรอ?
นึกถึงการแจ้งเตือนของระบบเมื่อครู่ที่บอกว่า 'มอบให้ฟรี' ดูเหมือนจะเป็นการชิงทรัพย์แบบมีเป้าหมายชัดเจนซะมากกว่า
แต่จะว่าไป ในลิ้นชักโต๊ะของเขาไม่มีไอ้ของพรรค์นี้จริงๆ นั่นแหละ?
แต่ต้องยอมรับเลยว่า ในกระบวนการแก้โจทย์นั้น ความเข้าใจในความรู้คณิตศาสตร์มัธยมสามที่เพิ่งซึมซับเข้าสู่สมองไปเมื่อกี้ ดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ
แต่ก็มีจุดที่น่าประหลาดใจอยู่บ้าง
อย่างเช่นเวลาเจอโจทย์ที่ต้องใช้ความรู้ของมัธยมหนึ่งหรือมัธยมสอง แม้ระบบจะสามารถแก้โจทย์ได้อย่างไหลลื่น แต่ในหัวของเขากลับเหมือนมีหมอกปกคลุมอยู่ ไม่มีความรู้สึกว่าเข้าใจมันจริงๆ เลย
เห็นชัดว่าเป็นเพราะเขายังไม่มีความรู้ในส่วนนั้นนั่นเอง
เมื่อเข้าใจกลไกการทำงานของระบบแล้ว ช่วงเวลาต่อจากนั้น หลี่เหยียนจึงปล่อยตัวปล่อยใจให้ล่องลอยอยู่ในทะเลแห่งความรู้อย่างเต็มที่!
จนกระทั่งถึงเวลาเข้าเรียน
คาบบ่ายคาบแรกเป็นวิชาภาษาอังกฤษ เจียงอิ้งจู๋เอาบัตรอาหารไปคืนครูหลังจากที่ครูเดินเข้ามาแล้ว
หลี่เหยียนยังคงฝากฝังการฝึกฝนคณิตศาสตร์ต่อไป
ครูภาษาอังกฤษเห็นเขาแล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ช่างเขาเถอะ
จะได้ไม่ต้องเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก!
ดังนั้น ตลอดสองคาบเรียนภาษาอังกฤษในช่วงบ่าย หลี่เหยียนจึงใช้เวลาไปกับการฝากฝังวิชาคณิตศาสตร์ทั้งหมด
เมื่อเสียงกริ่งเลิกคาบดังขึ้น การฝากฝังก็สิ้นสุดลงพอดี พร้อมกับที่เขาอ่านคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมหนึ่งจบพอดีเช่นกัน
【ติ๊ง! การฝากฝังเสร็จสิ้น ยินดีด้วยโฮสต์ฝึกฝน 《พื้นฐานวิชาพยากรณ์ความลับสวรรค์ฉบับเริ่มต้น》 ถึงขั้นเริ่มมองเห็นหนทาง】
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือน หลี่เหยียนก็เปิดแผงควบคุมของระบบขึ้นมาดู
ก็พบว่าในส่วนของวิชา 《พยากรณ์ความลับสวรรค์》 มีวงเล็บเพิ่มขึ้นมาข้างหลัง เขียนว่า เริ่มมองเห็นหนทาง
เมื่อเขาส่งกระแสจิตไปที่คำนั้น ก็มีคำอธิบายปรากฏขึ้นมาทันที
ระดับขั้นของทักษะ: เริ่มมองเห็นหนทาง, สำเร็จเล็กน้อย, ก้าวเข้าสู่ห้องโถง, เข้าถึงแก่นแท้, กลับคืนสู่สามัญ...
"เริ่มมองเห็นหนทางนี่มันระดับไหนกันนะ?"
หลี่เหยียนอดไม่ได้ที่จะถามออกไป แต่ระบบกลับไม่มีคำตอบให้
ในตอนนั้นเอง เสียงของเจียงอิ้งจู๋ก็ดังขึ้น
"มองเห็นหนทางอะไรเหรอ? นายนี่ทำตัวแปลกๆ ขึ้นทุกทีนะ คาบหน้าครูคณิตศาสตร์จะสอบเก็บคะแนนนะ นายตื่นเต้นไหม?
เห็นแก่ที่นายช่วยทำหน้าทำการบ้านคณิตศาสตร์ให้ฉันตั้งหนึ่งอาทิตย์ ฉันจะอนุญาตให้ลอกคำตอบได้นะ สนไหม?"
เธอกะพริบตาปริบๆ ใบหน้าดูทะเล้นและเจ้าเล่ห์เหลือเกิน
"เธอเนี่ยนะ?"
หลี่เหยียนเผลอสงสัยออกมาทันที เพราะคณิตศาสตร์ของทั้งสองคนน่ะระดับครึ่งๆ กลางๆ พอๆ กัน
ใครจะได้คะแนนเยอะกว่ากัน มันขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ
"ฉันน่ะไม่ได้หรอก แต่เถียนเถียนทำได้นะ!" เจียงอิ้งจู๋พูดพลางตบบ่ากานเถียนเถียนเพื่อนร่วมโต๊ะด้วยความภูมิใจ
ได้ยินดังนั้น หลี่เหยียนก็นึกออกทันทีว่า เด็กสาวตัวเล็กคนนี้ดูเหมือนจะเป็นระดับอัจฉริยะของห้องเลยนี่นา
"ไม่ล่ะ เมื่อก่อนฉันแค่เล่นเป็นเพื่อนเธอเฉยๆ แต่วันนี้ฉันจะให้เธอเห็นฝีมือที่แท้จริงของฉัน"
"เชอะ ฝีมือที่แท้จริงเหรอ? อะไรในตัวนายที่ฉันไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้บ้าง"
เจียงอิ้งจู๋เบ้ปาก โดยที่เธอไม่ได้สังเกตเลยว่า กานเถียนเถียนที่อยู่ข้างๆ แอบมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ เมื่อได้ยินประโยคนั้น
เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นแบบสุดๆ
"งั้นมาพนันกันไหมล่ะ?"
"พนันอะไร?"
"พนันว่าเธอ..."
หลี่เหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อหันไปเห็นแววตาของกานเถียนเถียนภายใต้กรอบแว่นที่เริ่มเป็นประกายขึ้นมาด้วยความอยากเผือก
ไม่นึกเลยว่า บางคนภายนอกดูเหมือนเป็นเทพเจ้าแห่งการเรียน แต่ลับหลังกลับเป็นเทพเจ้าแห่งการเผือกซะงั้น
"พนันด้วยไฟล์เสียงที่อยู่ในมือถือนั่นแหละ"
"ฝันไปเถอะ ฉันไม่พนันกับนายหรอก"
เจียงอิ้งจู๋กอดอกบ่นอุบพึมพำ เธอเห็นอยู่ว่าทั้งบ่ายหมอนี่ไม่สนใจเธอเลย มัวแต่นั่งดูคณิตศาสตร์อยู่นั่นแหละ
ถึงจะมาเร่งอ่านเอาตอนนี้ ก็น่าจะทำคะแนนได้ดีกว่าเธอแน่นอนอยู่แล้ว
แถมเธอแอบไปตรวจแบบฝึกหัดที่หลี่เหยียนเขียนให้ พบว่ามันเกือบจะถูกทั้งหมดเลยด้วย!
หมอนี่ต้องจำได้แน่ๆ ว่าครูบอกเมื่อเช้าว่าบ่ายนี้จะสอบ
เขาก็เลยแอบเตรียมตัวมาเพื่อจะแกล้งเธอโดยเฉพาะ!
แต่เขาคิดผิดแล้วล่ะ เพราะเธอ เจียงอิ้งจู๋ ผู้นี้ทั้งฉลาดหลักแหลมและช่างสังเกต เธออ่านแผนของเขาออกตั้งนานแล้ว
เธอหันหลังกลับไป ก็พอดีกับที่ถังผิงผิง หัวหน้าวิชาคณิตศาสตร์ เดินถือสมุดแบบฝึกหัดเดินเข้ามาพอดี
"จู๋จู๋ การบ้านคณิตศาสตร์ของเธอที่ส่งมาพรุ่งนี้ฉันตรวจเสร็จแล้วนะ ถูกเยอะมากเลยล่ะ"
"ขอบใจจ๊ะ คืนนี้ไปกินชานมร้านประจำกัน!"
เจียงอิ้งจู๋แอบชำเลืองมองหลี่เหยียนแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้สังเกตเห็นเธอที่ล่วงรู้แผนการของเขาแล้ว เธอก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
โชคดีที่ครูคณิตศาสตร์ชอบทำตามครูประจำชั้น คือสั่งให้นักเรียนช่วยตรวจการบ้านกันเอง ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีทางรู้เรื่องนี้ตอนเดินผ่านโต๊ะแน่ๆ
หลี่เหยียนไม่ได้สนใจท่าทางของเจียงอิ้งจู๋จริงๆ นั่นแหละ เพราะหลังจากเรียนหนักมาเกือบสี่ชั่วโมงเต็ม
เขารู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจและหิวมาก เหมือนเพิ่งอดนอนมาทั้งคืน
หลี่เหยียนประเมินว่า ในสภาวะที่จิตใจแจ่มใสและอิ่มท้อง ระบบจะสามารถฝากฝังได้นานที่สุดเพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้น
เสียงกริ่งดังขึ้น ครูคณิตศาสตร์เดินถือปึกข้อสอบเข้ามาในห้อง
การสอบเก็บคะแนนเริ่มขึ้นแล้ว
หลี่เหยียนควงปากกาเล่นไปมา เขาพบว่าโจทย์บนหน้ากระดาษสอบนั้น แม้จะไม่ได้ใช้ระบบช่วยฝากฝัง เขาก็สามารถทำมันออกมาได้อย่างไหลลื่น
อย่างน้อยก็ไม่มีข้อไหนที่ทำไม่ได้เลย!
อีกทั้งการที่เขาได้ลงมือคิดและทำด้วยตัวเองอีกรอบ มันทำให้เขารู้สึกว่าความรู้ที่เพิ่งได้รับมานั้น มันฝังลึกและชัดเจนขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเลยทีเดียว
"เอาล่ะ หมดเวลา แถวแรกช่วยเก็บรวบรวมข้อสอบมาส่งที เดี๋ยวคาบเรียนเสริมช่วงค่ำเราจะเฉลยข้อสอบกัน"
(จบแล้ว)