เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10  นางรู้ถึงความร้ายกาจของฉมวกไม้ไผ่

บทที่ 10  นางรู้ถึงความร้ายกาจของฉมวกไม้ไผ่

บทที่ 10  นางรู้ถึงความร้ายกาจของฉมวกไม้ไผ่


บทที่ 10  นางรู้ถึงความร้ายกาจของฉมวกไม้ไผ่

หญิงสาวที่สง่างามรวมทั้งจำนวนคนมากมายทำให้เผ่าต้าเจียงทำได้แค่หยุดยืนมองและไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม

ไป๋หยา  พยายามทำให้จิตใจสงบ นางวิ่งตาม มู่เฟิง ไปและเห็นผู้หญิงชุดขาวที่งดงามนั่งอยู่บนหลังสัตว์ นางรู้สึกอับอายจึงก้มหัวลงโดยไม่รู้ตัว

คนรอบข้างไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของจิตใจของหญิงสาว ความสนใจของพวกเขามุ่งเน้นไปที่กลุ่มแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

หลี่หูเดินไปด้านหลัง มู่เฟิง  มองดูจำนวนคนและเครื่องแต่งกายตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  หลังจากเห็นหญิงสาวในเสื้อคลุมสีขาวแถมพาหนะที่นางขี่ หลี่หูพูดเสียงต่ำ “มังกรดินหุ้มเกราะ!”

“มังกรดินหุ้มเกาะอย่างนั้นหรอ?” มู่เฟิง ตกตะลึง เขาสื่อสารกับระบบอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้นก็มีข้อมูลของมังกรดินหุ้มเกราะ ความจริงแล้วมันเป็นลูกหลานของมังกรหัวค้อนไดโนเสาร์กินพืชในสมัยโบราณ ทั้งตัวสวมเกราะศีรษะและหางเป็นก้อนขนาดใหญ่บนตัวมีเกล็ดปกคลุม

พูดกันตามความจริงแล้วมังกรดินที่สวมเกราะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นสัตว์ป่า หญิงสาวที่สามารถใช้อสูรเกราะเป็นพาหนะได้แน่นอนว่าฐานะและภูมิหลังของนางจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

แตกต่างจากความกังวลใจของหลี่หู  มู่เฟิง กำลังครุ่นคิดถึงความทรงจำอย่างละเอียดด้วยสีหน้าผ่อนคลาย เขาใช้มารยาทของชนเผ่าโบราณโดยการใช้มือซ้อนทับที่อก

“ขอถามหน่อยว่าเบื้องบนมาที่นี่ด้วยเรื่องอะไรหรือ”

“เบื้องบน” การพูดถึงคำว่าเบื้องบน เป็นการยกย่องเผ่าใหญ่หรือไม่ก็พันธมิตรของเผ่า

เพียงคําเดียวที่ มู่เฟิง แสดงออกถึงท่าทีออกมาหญิงสาวที่อยู่บนมังกรดินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

นางเป็นลูกสาวที่หยิ่งยโสในเผ่า นางเคยไปเผ่าเล็กๆมามากมายและเคยชินกับความกระวนกระวายใจเมื่อมีคนได้พบเห็นนาง พวกเขาไม่เคยมีใครกล้ามองนางตรงๆ แต่เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนอายุพอๆกับนางนั้นยังคงดูสงบนิ่งและไม่ตื่นตระหนกอะไรเลย?

เขารู้ถึงมารยาทของชนเผ่าโบราณได้อย่างไร อีกทั้งเขายังอายุน้อยทำไมถึงออกมายืนแถวหน้าได้?

ชายหนุ่มคนหนึ่งสูงกว่า 180 เซนติเมตรและแข็งแกร่งกว่า หมิงกวง เสียงดังว่า

“เจ้ากล้าดีอย่างไรในเมื่อรู้ว่าพวกเราเป็นเบื้องบนทำไมยังไม่คุกเข่าคำนับอีก!”

“หืม?” หัวใจของ มู่เฟิง จมดิ่งเขาหรี่ตาและมองไปที่ชายคนนั้น เห็นได้ชัดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ชายคนนั้นถูกมอง เขารู้สึกไม่สบายใจมาก ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและก้าวออกมาด้านหน้า

สีหน้าของหลี่หูและ หมิงกวง เปลี่ยนไปพวกเขาเองก็ก้าวออกมาด้านหน้าพร้อมกัน คาดไม่ถึงว่าหญิงสาวชุดขาวผู้นั้นจะเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับนกไนติงเกล

“อากู่ลี่ อย่าหยาบคาย!”

เมื่อพูดเช่นนั้นหญิงสาวก็กระโดดลงจากมังกรดินและก้าวไปข้างหน้า 1ก้าว  สองมือของนางซ้อนทับกันเหมือนกับ มู่เฟิง เพียงแต่นางไม่ได้วางมันลงบนหน้าอก การแสดงออกของนางเป็นมิตร

“สวัสดี ข้าชื่อ เคอฉางหนิง ข้ามาจากเผ่าวิหคเขียว!”

ชายคนนั้นถอยหลังออกไปแต่สีหน้าของเขายังคงหยิ่งยโส

หญิงสาวชุดขาวยิ้มราวกับดอกไม้บานในสายลม “ข้าและคนในตระกูลของข้าผ่านมาเท่านั้นไม่ได้มีเจตนาร้าย!”

หลี่หูและ หมิงกวง ค่อยวางใจ พวกเขามองหน้ากัน และมองออกถึงความยินดีในแววตาของอีกฝ่าย แต่ใบหน้าของหลี่หูเผยสีน่าตกตะลึงออกมาอีกครั้ง “เผ่าวิหคเขียวงั้นหรือ?”

เผ่าวิหคเขียวส่วนใหญ่อยู่ทางตะวันตกที่ห่างไกลและเป็นหนึ่งในสามเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก มนุษย์ในเผ่ามีมากกว่าชนเผ่าต้าเจียงหลายร้อยเท่า!

ที่เขารู้ก็เพราะเผ่าต้าเจียงอพยพมาจากดินแดนตะวันตกเช่นกัน แต่ มู่เฟิง ไม่รู้เรื่องนี้อย่างชัดเจนเขามองไปที่หญิงสาวที่เรียกตัวเองว่า “เคอฉางหนิง”ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาพยักหน้าและกล่าวว่า

“ในเมื่อพวกท่านเพียงแค่ผ่านมาพวกเราก็ขอตัวก่อน!”

พร้อมกันนั้น มู่เฟิง ก็ส่งสัญญาณให้หลี่หูและ หมิงกวง

“เดี๋ยวก่อน!” เคอฉางหนิง พูดขึ้น

“ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า!”

“มีเรื่องจะถามข้างั้นหรอ เรื่องอะไร?” มู่เฟิง ประหลาดใจ

“พวกเจ้าจับปลาได้เยอะขนาดนี้ได้อย่างไร?” เคอฉางหนิง มองตรงมายัง มู่เฟิง ดวงตาของนางราวกับมีประกายระยิบระยับ

“หืม?”  มู่เฟิง คิดอย่างรอบคอบ เขากังวลว่าหากเขาพูดวิธีตกปลาออกไปแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่พวกเขาอาจจะสูญเสียแหล่งเสบียงไป

หลี่หูและ หมิงกวง ด้านหลังพูดอย่างร้อนรนว่า “มู่เฟิง!”

มู่เฟิง คิดอย่างรวดเร็วและมองไปที่หญิงสาว ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวังและดวงตาของนางเต็มไปด้วยความจริงใจ เขาจึงตัดสินใจทันทีและกล่าวว่า “ไม่มีปัญหา!”

“โอ้..”เคอฉางหนิงเบิกตากว้าง ใบหน้าประดับไปด้วยความประหลาดใจ

“ไหนเจ้าลองพูดมาสิ!”

มู่เฟิง เล่าเรื่องการขุดน้ำแข็งให้นางฟังหลังจากพูดจบหญิงสาวก็มีสีหน้าประหลาดใจ “แค่นี้งั้นหรือ?”

มู่เฟิง พยักหน้า “แค่นี้แหละ!”

หญิงสาวครุ่นคิดและพูดกับตัวเองว่า

“เหตุผลง่ายๆเช่นนี้ทำไมไม่มีใครคิดออกก่อนหน้านี้ล่ะ!”

หลังจากหยุดไปชั่วครู่นางก็นึกอะไรขึ้นมาได้เงยหน้าขึ้นมามองไปที่ มู่เฟิง และพูดว่า “เจ้าบอกว่าเจ้าทำฉมวกจากไม้ไผ่อย่างนั้นหรือ!”

“ใช่”  มู่เฟิง พยักหน้าและรู้สึกประหลาดใจ

เพียงเพราะหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ามีไอคิว และปฏิกิริยาตอบสนองสูงกว่าคนรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนว่านางจะเห็นความพิเศษของฉมวกไม้ไผ่! เป็นที่ทราบกันดีว่าทุกความคืบหน้าในยุคดึกดำบรรพ์นั้นแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆแต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่นการเจาะไม้จุดไฟ เพื่อให้มนุษย์ไม่ต้องกินเนื้อดิบหรืออาหารดิบ!

การล่าสัตว์ด้วยหินสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่า! แม้แท่งหินที่เรียบง่ายและไม้ก็สามารถครองความได้เปรียบในการต่อสู้ในยุคดึกดำบรรพ์

การใช้ไม้ไผ่ทำฉมวกแทงปลา คนอื่นอาจไม่สังเกตเห็นอะไรแต่ผู้ที่มีความสามารถสามารถรู้ถึงความดีและข้อเสียของมัน!

เพราะมันคือ “อาวุธ”ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

จบบทที่ บทที่ 10  นางรู้ถึงความร้ายกาจของฉมวกไม้ไผ่

คัดลอกลิงก์แล้ว