- หน้าแรก
- ทวีปโต้วหลัว ระบบรับคำขอครอบจักรวาลของข้า
- บทที่ 17: เมื่อเด็กเงียบ แปลว่ากำลังซุ่มทำเรื่องซนอย่างแน่นอน
บทที่ 17: เมื่อเด็กเงียบ แปลว่ากำลังซุ่มทำเรื่องซนอย่างแน่นอน
บทที่ 17: เมื่อเด็กเงียบ แปลว่ากำลังซุ่มทำเรื่องซนอย่างแน่นอน
บทที่ 17: เมื่อเด็กเงียบ แปลว่ากำลังซุ่มทำเรื่องซนอย่างแน่นอน
หลายวันต่อมา ภายนอกเมืองสื่อไหลเค่อ
หลังจากถังหยาฟื้นขึ้นมา หลิวหยวนและคนอื่นๆ ก็มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองสื่อไหลเค่ออันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสื่อไหลเค่อทันที
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงที่นี่
"น้องหลิว น้องฮั่ว ให้ข้าพาพวกเจ้าไปลงทะเบียนเถอะ" ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ฮั่วอวี่ฮ่าวได้หมั่นฝึกฝนอย่างหนักจนในที่สุดก็สามารถทะลวงระดับได้สำเร็จ ทำให้เขามีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขการเข้าเรียน
ด้วยเหตุนี้ เป้ยเป้ยจึงเอ่ยปากชวน
"ไม่เป็นไรหรอกขอรับ"
หลิวหยวนโบกมือพร้อมกับยิ้มปฏิเสธอย่างสุภาพ
"การรับสมัครเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น พวกเราไม่ได้รีบร้อนอะไร ดังนั้น พวกเราจึงตั้งใจว่าจะใช้เวลาเดินเล่นรอบๆ เมืองสื่อไหลเค่อสักสองสามวันก่อน เพื่อพักผ่อนหย่อนใจและสัมผัสวิถีชีวิตชาวเมืองไปด้วยในตัว"
ทว่าความเป็นจริงก็คือ หลิวหยวนไม่อยากเข้าเรียนในชั้นเรียนที่หนึ่งของนักเรียนใหม่
ใครๆ ก็รู้ว่าโจวยีนั้นเป็นพวกคลั่งความสมบูรณ์แบบนิดๆ การไปเป็นลูกศิษย์ของนางก็เหมือนการแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ
แล้วจะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไมล่ะ? สู้ไปทีหลังแล้วถูกจัดให้อยู่ในชั้นเรียนของอาจารย์ปกติยังจะดีกว่า แบบนั้นทุกคนก็แฮปปี้กันถ้วนหน้า
"เข้าใจล่ะ"
เป้ยเป้ยไม่ได้เซ้าซี้ต่อ แต่เขาได้บอกทั้งสองคนว่า หากต้องการเข้าเมืองสื่อไหลเค่อ จะต้องเข้าทางประตูทิศเหนือ ทิศตะวันตก หรือทิศใต้เท่านั้น "...ส่วนประตูทิศตะวันออกนั้นเป็นทางเชื่อมเข้าสู่โรงเรียนโดยตรง พวกเราจะรอพบพวกเจ้าในโรงเรียนนะ หากต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็มาหาพวกเราได้เลย"
ด้วยความสนิทสนมกันมากขึ้น หลิวหยวนจึงใช้น้ำเสียงหยอกล้อเล็กน้อย "ถ้าถึงตอนนั้น คงต้องรบกวนคุณชายเป้ยแล้วล่ะ"
เมื่อถูกหยอกล้อเช่นนี้ เป้ยเป้ยก็ไม่ได้รู้สึกขัดเขิน แต่กลับรับมุกอย่างเป็นธรรมชาติ "ทำตัวเงียบๆ ไว้ ทำตัวเงียบๆ ไว้..."
"ไปกันเถอะ!"
แต่ในตอนนั้นเอง ถังหยาที่เงียบมาตลอดก็โพล่งขึ้นมา นางมุ่งหน้าตรงไปยังประตูทิศตะวันออกโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
สิ่งนี้ทำให้เป้ยเป้ยถึงกับงุนงงเป็นไก่ตาแตก เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนนางยังปกติดีอยู่เลย ทำไมหลังจากล่าวงแหวนวิญญาณเสร็จ อารมณ์ของถังหยาถึงได้ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นคนไร้ความรู้สึกเช่นนี้ได้?
"เสี่ยวหยา รอข้าด้วย!"
เมื่อเห็นว่าเสียงเรียกของตนไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้ถังหยาชะลอฝีเท้าลง แต่กลับทำให้นางเดินเร็วขึ้นไปอีก เป้ยเป้ยจึงทำได้เพียงบอกลาหลิวหยวนกับฮั่วอวี่ฮ่าวอย่างจนใจ แล้วรีบวิ่งตามนางไป
หลังจากทั้งสองคนวิ่งไปไกลแล้ว หลิวหยวนและฮั่วอวี่ฮ่าวก็มุ่งหน้าไปยังประตูทิศใต้เช่นกัน
ระหว่างเดินไปตามทาง ฮั่วอวี่ฮ่าวก็เอ่ยถามขึ้น "พี่หยวน ท่าทีของรุ่นพี่ถังหยาดูแปลกๆ ไปหน่อยไหมขอรับ?"
หลิวหยวนไม่ได้หันหน้าไปมอง "ผู้หญิงก็มักจะมีวันอารมณ์บูดกันทุกเดือนนั่นแหละ บางทีถังหยาอาจจะกำลังอยู่ในช่วงนั้นพอดี แต่เจ้าเพิ่งจะสังเกตเห็นงั้นหรือ?"
"ก็ไม่ใช่เพิ่งสังเกตเห็นหรอกขอรับ..."
เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ฮั่วอวี่ฮ่าวก็ส่ายหน้า "ข้ารู้สึกมาตลอดว่ารุ่นพี่ถังหยาดูซึมๆ ไป พี่คิดว่าเป็นเพราะเราพูดถึงเรื่องความตกต่ำของสำนักถังระหว่างเดินทางหรือเปล่าขอรับ?"
"แต่ความตกต่ำของสำนักถังมันก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี่"
แม้จะฝึกฝนคัมภีร์สมบัติเสวียนเทียน แต่การประเมินสำนักถังของหลิวหยวนนั้นกลับไร้ซึ่งความปรานี
จมปลักอยู่กับความรุ่งเรืองในอดีต ขาดความทะเยอทะยาน
กฎเกณฑ์แข็งทื่อ ไม่รู้จักปรับตัว
เพียงสองข้อนี้ก็เพียงพอที่จะทำลายองค์กรใดๆ ก็ตามให้ย่อยยับได้แล้ว! ดังนั้น ความตกต่ำของสำนักถังจะมีอะไรให้ต้องรู้สึกไม่ยินยอมอีกล่ะ?
หลิวหยวนนึกถึงชีวิตของถังหยา... บางทีในสายตาของนาง ความเจ็บปวดที่แท้จริงอาจไม่ใช่การเสื่อมสลายของสำนักถัง แต่เป็นการที่หลังจากสำนักตกต่ำลง พ่อแม่ของนางต้องตาย รากฐานบรรพบุรุษถูกแย่งชิงไป ทำให้นางต้องกลายเป็นคนไร้บ้านต่างหาก
"นางไม่ได้โกรธเรื่องที่สำนักถังตกต่ำหรอก"
อย่างนั้นหรอกหรือ?
ฮั่วอวี่ฮ่าวเกาหัวแกรกๆ
ความคิดของเขาแล่นไปในทิศทางที่ค่อนข้างแปลกใหม่ "ถ้าอย่างนั้น มันเกี่ยวกับรุ่นพี่เป้ยเป้ยหรือเปล่าขอรับ? หรือว่ารุ่นพี่เป้ยเป้ยจะทำให้รุ่นพี่ถังหยาโกรธ?" ขณะที่พูด เขาก็มองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นเพื่อรอคำตอบ
หลิวหยวน: "..."
ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย!
เขาครองตัวเป็นโสดมาถึงสองชาติแล้วนะ! มาคุยเรื่องนี้กับเขาเนี่ยนะ? เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่าพวกผู้หญิงคิดอะไรอยู่?
ดังนั้น เขาจึงปั้นหน้าเย็นชา "ข้าไม่รู้"
"เอ๋? ทำไมถึงไม่รู้ล่ะขอรับ?"
เมื่อเห็นฮั่วอวี่ฮ่าวยังคงซักไซ้
"โป๊ก—"
หลิวหยวนไม่ได้ใช้ปากตอบ แต่เขาใช้มือแทน เขาเขกหัวฮั่วอวี่ฮ่าวไปหนึ่งทีอย่างจัง "พอได้แล้ว! เจ้าจะคิดมากไปทำไม!? ไว้สักวันเจ้ามีแฟน เมื่อนั้นเจ้าค่อยเอาคำถามนี้ไปขบคิดก็แล้วกัน"
ฮั่วอวี่ฮ่าวทำหน้ามุ่ย เอามือกุมหัวและพูดจาหาเรื่องตายต่อไป "แล้วพี่หยวนล่ะ เมื่อไหร่พี่จะมีแฟนขอรับ?"
"..."
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของหลิวหยวนก็ทนปั้นหน้าต่อไปไม่ไหว เขาพูดด้วยความเขินอายปนโมโหว่า "เลิกเซ้าซี้ได้แล้วน่า!"
"โป๊ก—"
มะเหงกหนักๆ ร่วงหล่นลงบนหัวอีกหนึ่งที
"ไปกันได้แล้ว!"
คราวนี้ฮั่วอวี่ฮ่าวไม่ได้ปริปากพูดอะไรอีก
เขาเอามือกุมหัวแล้วเดินตามหลิวหยวนไปเงียบๆ ก้าวเข้าสู่เมืองสื่อไหลเค่อท่ามกลางฝูงชนที่พลุกพล่าน...
...
ป่าใหญ่ซิงโต่ว เขตแกนกลาง (ดินแดนอันตรายสุดขีด)
"เอ๋ง—" ราชันย์อัคคีร้องหอนอย่างน่าเวทนา
เห็นได้ชัดว่ามันถูกอัดมาอย่างหนักหน่วงทีเดียว
ตี้เทียนจ้องมองราชันย์อัคคีด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "หากมีครั้งหน้าอีกล่ะก็ ข้าจะถลกหนังเจ้าทั้งเป็น!"
"ไม่มีครั้งหน้าแล้ว ไม่มีครั้งหน้าแล้วขอรับ" หัวทั้งสามของมันส่ายรัวๆ แกว่งไปมาอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง
"ฮึ่ม— ไสหัวไป!"
ราชันย์อัคคีไม่ได้พูดอะไร มันเพียงปรายตามองสิงโตทองคำสามตาที่ยังคงถูกตี้เทียนทำโทษให้ยืนอยู่กับที่ ก่อนจะหันหลังและวิ่งหนีออกไปจากริมทะเลสาบแห่งชีวิตอย่างรวดเร็ว
หลังจากราชันย์อัคคีจากไปจนลับสายตา ตี้เทียนก็หันไปมองสิงโตทองคำสามตาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนใจ "เจ้าตัวเล็ก! เจ้านี่มันซุกซนเกินไปแล้วนะ เจ้าน่าจะรู้ว่าตอนนั้นมันอันตรายแค่ไหน จากนี้ไป ห้ามออกไปจากเขตแกนกลางง่ายๆ อีกเข้าใจไหม" น้ำเสียงของเขาแม้จะเต็มไปด้วยความเอ็นดู แต่ก็แฝงไปด้วยความตำหนิติเตียน
"ข้าเข้าใจแล้ว"
ประกายแสงแปลกประหลาดที่แทบจะมองไม่เห็นวาบผ่านดวงตาของสิงโตทองคำสามตาขณะที่นางยอมรับผิดอย่างเงียบๆ "ในช่วงหลายปีต่อจากนี้ ข้าจะทำตัวว่านอนสอนง่ายอย่างแน่นอน ข้าจะไปเก็บตัวฝึกตน แล้วค่อยออกมาหลังจากที่การฝึกคืบหน้าไปบ้างแล้ว"
ทันใดนั้น นางก็ก้มหน้าลง
นางหันหลังกลับและเดินไปอีกทางหนึ่ง
เมื่อมองดูแผ่นหลังของสิงโตทองคำสามตาที่เดินจากไป ความสงสัยก็วาบขึ้นในดวงตาของตี้เทียน "ข้าพูดแรงเกินไปหรือเปล่านะ?"
"ก็อาจจะนะ" หญิงสาวในชุดกระโปรงสีเขียวเดินเข้ามาเคียงข้างตี้เทียน แววตาของนางเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูต่อสิงโตทองคำสามตา "สัตว์มงคลยังเด็กนัก นางไม่เคยถูกดุแบบนี้มาก่อนเลยตั้งแต่เล็กจนโต"
"เฮ้อ—"
เสียงถอนหายใจอย่างอ่อนใจค่อยๆ เล็ดลอดออกจากปากของตี้เทียน "ปี้จี ข้าทำไปก็เพื่อความปรารถนาดีต่อนางทั้งนั้น"
เขาเบือนสายตามองออกไปนอกป่าใหญ่ซิงโต่ว นัยน์ตาสีทองของเขาฉายแววเคร่งเครียด
"เมื่อหลายวันก่อน คลื่นความผันผวนทางจิตวิญญาณนั้นรุนแรงมาก เพียงแค่กลิ่นอายของมันก็ไม่ใช่ระดับมนุษย์อีกต่อไป แต่มันคือระดับเทวะ! ข้ากังวลว่าเทพจากแดนเทพอาจจะเพ่งเล็งมาที่สัตว์มงคล ข้าถึงได้ร้อนใจแบบนั้นไงล่ะ"
"แต่ดูจากตอนนี้แล้ว คงจะเป็นเทพที่กำลังคัดเลือกผู้สืบทอดมรดกในโลกเบื้องล่างมากกว่า มนุษย์พวกนี้!"
ปี้จีนิ่งเงียบ นางเพียงพยายามปลอบประโลมตี้เทียน
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง "เราจะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กไปเก็บตัวฝึกตนระยะยาวจริงๆ หรือ? นางจะทนความเหงาได้หรือเปล่าล่ะ?"
"เรื่องนี้..." ตี้เทียนครุ่นคิดเล็กน้อย "ในเมื่อนางเป็นคนเสนอเอง นางก็คงเอาจริงนั่นแหละ ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเหตุการณ์นี้ เจ้าตัวเล็กก็คงจะเติบโตขึ้นบ้างแล้วล่ะมั้ง"
แต่สิ่งที่ตี้เทียนไม่รู้ก็คือ...
เมื่อเด็กเงียบ แปลว่ากำลังซุ่มทำเรื่องซนอย่างแน่นอน!
หลังจากพ้นสายตาของตี้เทียน สิงโตทองคำสามตากก็ไม่ได้ดูหงอยเหงาอีกต่อไป สัตว์วิญญาณทั้งตัวเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน นางวิ่งกลับไปยังที่พักของตนเองอย่างตื่นเต้น
ทันทีที่นางเอนตัวลงนอน
แสงสีทองเจิดจรัสก็ปกคลุมไปทั่วทั้งร่าง
ภายในแสงสีทองนั้น ร่างกายของสัตว์วิญญาณก็ค่อยๆ เลือนหายไป
และค่อยๆ ปรากฏรูปร่างของมนุษย์ให้เห็นอย่างเลือนราง...