- หน้าแรก
- เงามรณะแห่งโลกผู้วิเศษ เส้นทางสายอมตะ
- บทที่ 1004 - เหล่าผู้สำรวจ
บทที่ 1004 - เหล่าผู้สำรวจ
บทที่ 1004 - เหล่าผู้สำรวจ
บทที่ 1004 - เหล่าผู้สำรวจ
“เช่นนั้นหมายความว่า ท่านเอนโซยินดีที่จะร่วมเดินทางไปทวีปที่สาบสูญกับพวกเราแล้วใช่หรือไม่คะ?”
ใบหน้าของจอมเวทหญิงปรากฏความยินดีออกมาอย่างเห็นได้ชัด การมาหาเอนโซในครั้งนี้ เดิมทีพวกเขาเพียงแค่ต้องการจะมาลองเสี่ยงโชคดูเท่านั้น ทว่าหากเอนโซตอบตกลง ในการเดินทางไปทวีปที่สาบสูญครั้งนี้ ทุุกคนย่อมจะได้รับหลักประกันความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้นแน่นอน
เอนโซพยักหน้าเบาๆ
ในเมื่อในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เขาไม่สามารถเดินทางออกจากโลกจอมเวทได้ การเดินทางไปยังทวีปที่สาบสูญก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก
อย่างไรเสีย หากสามารถได้รับมรดกของพระแม่ธรณีมาครอบครองจริงๆ เอนโซย่อมจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
......
ในเวลาเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง
มหาโลกอเวจี ชั้นที่ 75
บนผืนดินที่รกร้างและดำมืดสนิท ทอดสายตามองไปทางไหนก็พบเห็นแต่ความเหี่ยวเฉาและความตายที่เงียบสงัด เทพมารจอมตะกละยืนตระหง่านอยู่บนผืนดินด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ประดุจยักษ์ แผ่กลิ่นอายที่น่าหวาดหวั่นออกมาจนสิ่งมีชีวิตโดยรอบต่างพากันสั่นสะท้านและพากันหลบหนีไปจนหมดสิ้น
ที่ฝั่งตรงข้ามนั้น มีเทพอสูรร่างยักษ์อีกตนหนึ่งยืนอยู่
อีกฝ่ายครอบครองร่างกายที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเทพมารจอมตะกละเลยแม้แต่น้อย ทั่วทั้งร่างปกคลุมด้วยเกล็ดสีทองคำชาด ที่เหนือศีรษะมีเขาที่โค้งงอและแหลมคมงอกเงยออกมา เท้าเปล่าเหยียบย่ำลงบนผืนดิน ดวงตาทั้งสองข้างฉายประกายที่ดูแคลนทุุกสรรพสิ่ง ราวกับว่าในโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างภัยคุกคามให้แก่เขาได้เลย
หนึ่งในเจ็ดบาปแห่งอเวจี เทพมารแห่งความโอหัง เลปาร์ด!
ในฐานะหนึ่งในเจ็ดจ้าวแห่งอเวจีเช่นเดียวกัน นับตั้งแต่ที่เทพมารจอมตะกละกลืนกินเทพมารจอมโลภเข้าไป ข้อตกลงดั้งเดิมระหว่างเจ็ดนายเหนือแห่งอเวจีก็ถูกทำลายลง เลปาร์ดซึ่งสำคัญตนว่าเป็นผู้นำของเหล่าเจ็ดบาปมาโดยตลอด จึงได้นำพาเทพมารแห่งความโกรธแค้นและเทพมารแห่งตัณหา เปิดฉากไล่ล่าสังหารเทพมารจอมตะกละเรื่อยมา
ทว่า เทพมารจอมตะกละกลับเลือกที่จะหลบเลี่ยงการปะทะมาโดยตลอด
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจงใจแสดงความอ่อนแอออกมา ด้วยการยอมสละอาณาเขตจำนวนมากให้แก่เทพมารทั้งสาม เพื่อแลกกับการรักษาเสถียรภาพชั่วคราว
เทพมารแห่งความโอหังเลปาร์ด ได้สั่งสอนเทพมารจอมตะกละไปไม่น้อย
ทว่า การแสดงความอ่อนแอและความเคารพยำเกรงที่อีกฝ่ายแสดงออกมานั้น แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น เมื่อข่าวเรื่องที่เทพมารแห่งความเกียจคร้านสลอธถูกเทพมารจอมตะกละกลืนกินแพร่ออกมา เทพมารแห่งความโอหังก็ระเบิดโทสะออกมาถึงขีดสุด เขาตัดสินใจที่จะสังหารเทพมารจอมตะกละให้ได้ และในครั้งนี้เขาก็ไม่ได้แจ้งข่าวให้เทพมารแห่งตัณหาและเทพมารแห่งความโกรธแค้นได้รับทราบเลย
เทพมารแห่งความโอหังเลปาร์ด มีความมั่นใจในพละกำลังของตนเองอย่างมาก!
แม้ว่าเทพมารจอมตะกละจะเพิ่งกลืนกินเทพมารแห่งความเกียจคร้านและเทพมารจอมโลภเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ทว่าเขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าตนเองมีพละกำลังที่เหนือกว่าอีกฝ่ายอยู่ดี
“เตรียมสั่งเสียไว้แล้วหรือยัง เกรนไนต์!”
เทพมารแห่งความโอหังเลปาร์ดยืนอยู่บนผืนดินพลางจ้องมองไปที่เทพมารจอมตะกละเกรนไนต์ ใบหน้าปรากฏความเย็นชาออกมาอย่างชัดเจน
“เฮ้อ! เลปาร์ด”
เทพมารจอมตะกละเกรนไนต์ลอบทอนหายใจพลางส่ายหน้า “ข้าคิดมาตลอดว่าพวกเราคือพี่น้องกัน เหตุใดจึงต้องมาเข่นฆ่ากันเองถึงเพียงนี้เล่า?”
“ขอเพียงเจ้าพยักหน้า ข้ายินดีที่จะยอมสยบต่อเจ้าเช่นเดิม!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเกรนไนต์ เทพมารแห่งความโอหังเลปาร์ดก็ยังมีใบหน้าที่เรียบเฉย
“เกรนไนต์ เจ้ากำลังดูถูกสติปัญญาของข้าอยู่รึ?”
น้ำเสียงของเลปาร์ดเย็นเยียบถึงขีดสุด เขาเอ่ยเสียงเข้ม “การถูกเจ้าหลอกลวงเมื่อครั้งก่อน คือความอัปยศที่ข้าไม่อาจชะล้างได้ชั่วชีวิตนี้”
“หรือเจ้าคิดว่า ความผิดพลาดแบบเดิม ข้าจะยอมให้มันเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง?”
ในขณะที่พูด เลปาร์ดก็ยกมือขึ้น หอกสีทองคำชาดค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาอย่างช้าๆ ซึ่งนั่นก็คือยุทโธปกรณ์ในระดับศาสตราเทพขั้นสูงนั่นเอง
“หอกมารเจ็ดราชา!”
เมื่อจ้องมองหอกในมือของเลปาร์ด ดวงตาของเทพมารจอมตะกละเกรนไนต์ก็ฉายประกายแห่งความโลภออกมาวูบหนึ่ง
เจ็ดเทพมารแห่งบาปเจ็ดประการ ต่างก็ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกันในยุคบรรพกาล
ทว่า แม้เทพมารทั้งเจ็ดจะถูกขนานนามว่าบาปเจ็ดประการเช่นเดียวกัน ทว่าอำนาจปกครองและพละกำลังที่ครอบครองกลับมีความแตกต่างกัน สาเหตุที่เลปาร์ดได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำของเหล่าเจ็ดบาป นอกจากพละกำลังส่วนตัวแล้ว สาเหตุสำคัญก็คือการที่เขาครอบครองศาสตราเทพขั้นสูงชิ้นนี้นี่เอง
หอกมารเจ็ดราชา!
นั่นคือศาสตราเทพขั้นสูงเพียงชิ้นเดียวในหมู่เจ็ดบาป และนอกจากชิ้นนี้แล้ว ศาสตราเทพที่เทพมารตนอื่นอย่างจอมตะกละ ตัณหา หรือจอมโลภครอบครอง ต่างก็เป็นเพียงศาสตราเทพขั้นกลางเท่านั้น
“เข้ามาสิ เกรนไนต์”
เลปาร์ดกวัดแกว่งหอกในมือ ใบหน้าปรากฏความโอหังออกมาพลางตะโกนลั่น “ในนามของผู้นำแห่งเจ็ดเทพมารแห่งอเวจี ข้าจะสังหารเจ้าลง ณ ที่แห่งนี้!”
ในขณะที่พูด เทพมารแห่งความโอหังก็เริ่มเปิดฉากโจมตีทันที
ทว่าที่ฝั่งตรงข้ามนั้น ใบหน้าของเทพมารจอมตะกละเกรนไนต์ กลับปรากฏรอยยิ้มที่แสนจะประหลาดออกมา เขาเอ่ยเสียงทุ้ม “พวกเราต่างก็เป็นเจ็ดบาปเช่นเดียวกัน เจ้าคิดจริงๆ รึ ว่าจะสามารถสังหารข้าได้แน่นอน?”
“เข้ามาเถอะ เลปาร์ด!”
“งิ้วโรงนี้ เพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น...”
ดวงตาของเทพมารจอมตะกละวาวโรจน์ขึ้น เขาเรียกศาสตราเทพขั้นกลางของตนเองออกมา และเปิดฉากการต่อสู้ที่ดุเดือดกับเทพมารแห่งความโอหังในทันที
......
โลกจอมเวท ทวีปแดนเหนือ
ผืนนภาสีครามกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ดูประดุจดั่งไพลินเม็ดงามที่บริสุทธิ์ ทอดสายตามองไปทางไหนก็ไม่พบเห็นเมฆาแม้เพียงก้อนเดียว
เบื้องหน้าคือระลอกคลื่นที่พัดเข้าหาฝั่งอย่างต่อเนื่อง
เรือสำราญขนาดยักษ์ลอยเด่นอยู่บนผิวน้ำ ดูราวกับเป็นปราการเคลื่อนที่ เอนโซ ฟลอเรสเลย์ และจอมเวทท่านอื่นต่างพากันยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือพลางทอดสายตามองไปที่ที่ห่างไกล
“ออกเดินทางได้!”
ฟลอเรสเลย์โบกมือขึ้น เรือยักษ์ก็เริ่มเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เรือลำนี้คือการสนับสนุนที่สภาแดนเนื้อมอบให้แก่ทุุกคน
เมื่อเรือเริ่มเคลื่อนที่ ทุุกคนก็มุ่งหน้าเดินตรงไปยังทวีปที่สาบสูญ
เอนโซยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ แววตาฉายประกายครุ่นคิด ในการเดินทางไปทวีปที่สาบสูญครั้งนี้ เขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่าจะได้รับผลประโยชน์อันใดกลับมาบ้าง
ทว่า เอนโซก็ยังคงตอบตกลงตามคำขอของฟลอเรสเลย์
อย่างไรเสีย สำหรับเอนโซในยามนี้ โลกอเวจีได้กลายเป็นพื้นที่ที่อันตรายไปเสียแล้ว ดังนั้นหากต้องรั้งอยู่ในโลกจอมเวท ทวีปที่สาบสูญย่อมเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง
“รับเหล้าสายรุ้งสักหน่อยไหมคะ ท่านเอนโซ?”
ในขณะที่เอนโซกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จอมเวทหญิงเอเวอลีนก็เดินเข้ามา ในมือถือแก้วเหล้าสองใบ ก่อนจะยื่นใบหนึ่งมาให้เอนโซ
“นี่คือเหล้าสายรุ้งงั้นรึ?”
เอนโซรับแก้วมา ใบหน้าปรากฏความสนใจออกมาจางๆ สำหรับเหล้าสายรุ้งที่มีชื่อเสียงโด่งดังนี้ เขาก็เคยได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้ว
ในดินแดนภายใต้การปกครองของอารยธรรมจอมเวท จำนวนของมหาโลกนั้นมีอยู่ไม่มากนัก
ในจำนวนนั้น นอกจากมหาโลกปราการที่เป็นแหล่งบ่มเพาะนักรบที่มีชื่อเสียงที่สุดแล้ว มหาโลกสายรุ้งก็นับว่าเป็นมหาโลกดวงหนึ่งภายใต้อาณัติของอารยธรรมจอมเวทเช่นกัน
เพียงแต่ สิ่งที่แตกต่างจากมหาโลกปราการคือ มหาโลกสายรุ้งไม่มีอัศวินระดับเจ็ดคอยปกปักษ์อยู่
มหาโลกสายรุ้งไม่มีสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งมากนัก และทรัพยากรในโลกทั้งใบก็ไม่ได้นับว่าอุดมสมบูรณ์เท่าใด ทว่ากลับครอบครองขนาดพื้นที่ในระดับมหาโลก
ในเวลาเดียวกัน มหาโลกสายรุ้ง ก็ยังเป็นสวนสนุกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพหุภพอีกด้วย
ว่ากันว่า ที่นั่นมีโครงการบันเทิงทุุกรูปแบบเท่าที่เจ้าจะจินตนาการได้ จอมเวทระดับอมตะมากมายต่างก็ชื่นชอบที่จะเดินทางไปยังโลกสายรุ้งเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ
ที่นั่น เจ้าสามารถเสพสุขกับความรื่นรมย์ได้ทุุกประการ
และเหล้าสายรุ้งก็คือหนึ่งในของขึ้นชื่อของมหาโลกสายรุ้งนั่นเอง มูลค่าของเหล้าชนิดนี้สูงล้ำนัก ทุุกคนเมื่อดื่มลงไปแล้วต่างก็ได้รับความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป
ยิ่งไปกว่านั้น มีคนธรรมดาบางคนที่หลังจากดื่มเหล้าสายรุ้งเข้าไปแล้ว ก็สามารถบรรลุเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติได้ในทันที
อึก!
เอนโซดื่มเหล้าสายรุ้งในแก้วจนหมดในอึกเดียว แววตาปรากฏความพร่าเลือนออกมาวูบหนึ่ง ความทรงจำตลอดระยะเวลากว่าหกร้อยปีบนเส้นทางจอมเวท พลันแล่นผ่านเข้ามาในหัวประดุจภาพโคมไฟเดินวน
“นี่คือรสชาติของเหล้าสายรุ้งงั้นรึ?”
เอนโซพึมพำกับตนเอง ในใจเกิดความรู้สึกที่หลากหลายนัก แม้ในฐานะจอมเวทเซนต์โซล เขาจะสามารถต้านทานความรู้สึกที่เกิดจากเหล้าสายรุ้งได้โดยสมบูรณ์
ทว่า ในเมื่อเป็นการพักผ่อน เอนโซจึงไม่ได้เลือกที่จะขัดขวางความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา
เพียงชั่วพริบตาเดียว กาลเวลากว่าหกร้อยปีก็ผ่านพ้นไป
เอนโซสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ใบหน้าปรากฏความสลับซับซ้อนออกมา ขณะมองดูเหล้าสายรุ้งในแก้วที่หมดไปแล้ว ในดวงตาของเขากลับปรากฏร่องรอยของหยาดน้ำตาออกมาจางๆ
ความโศกเศร้าที่หาสาเหตุไม่ได้ผุดขึ้นในใจ ทำให้เอนโซเกิดความสะทกสะท้อนใจอย่างมาก
ทว่าเพียงสามวินาทีต่อมา เอนโซก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ แม้เหล้าสายรุ้งจะมีความอัศจรรย์เพียงใด ทว่าสำหรับจอมเวทเซนต์โซลแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมไม่รุนแรงนัก
“ท่านเอเวอลีน ประสบความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่ขอบเขตอมตะมานานเพียงใดแล้วรึครับ?”
เอนโซถามขึ้นกะทันหัน ในการเดินทางไปทวีปที่สาบสูญครั้งนี้ นอกจากเขาที่เป็นจอมเวทเซนต์โซลแล้ว อีกหกท่านที่เหลือต่างก็เป็นจอมเวทว่านหลิงระดับสี่ทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาทั้งหมดต่างก็เดินบนเส้นทางผู้พิทักษ์ด้วยกันทั้งสิ้น
นอกจากฟลอเรสเลย์แล้ว จอมเวทว่านหลิงสายผู้พิทักษ์อีกห้าท่านที่เหลือ ต่างก็มีอายุขัยไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นปีทั้งสิ้น
“ประมาณหนึ่งหมื่นสามพันปีได้แล้วค่ะ”
เอเวอลีนลอบทอนหายใจพลางกล่าวเสียงแผ่ว “นับตั้งแต่ก้าวเดินบนเส้นทางจอมเวทสายผู้พิทักษ์ หลังจากที่ก้าวเข้าสู่ระดับอมตะแล้ว ข้าก็รั้งอยู่ในโลกจอมเวทมาโดยตลอด”
“คาดไม่ถึงเลยว่า เพียงชั่วพริบตาเดียว เวลาจะผ่านพ้นไปนานถึงเพียงนี้”
“การสิ้นสุดของยุคพุทธันดรที่สาม สำหรับท่านเอนโซแล้วอาจจะเป็นโอกาสครั้งสำคัญ ทว่าสำหรับจอมเวทสายผู้พิทักษ์อย่างพวกเรา มันกลับไม่ใช่เรื่องดีเลยแม้แต่น้อย”
เมื่อได้ยินคำพูดของเอเวอลีน ใบหน้าของเอนโซก็ปรากฏแววครุ่นคิด
ในโลกจอมเวท เส้นทางผู้พิทักษ์และเส้นทางผู้พิชิต คือสองเส้นทางหลักที่ดำรงอยู่คู่กันมาโดยตลอด โดยหน้าที่ของผู้พิทักษ์คือการปกปักษ์รักษาโลกจอมเวท ในขณะที่ผู้พิชิตคือเหล่านักรบที่ทำหน้าที่ขยายอำนาจให้แก่อารยธรรมจอมเวท ซึ่งย่อมครอบครองพละกำลังที่แข็งแกร่งกว่าจอมเวทสายผู้พิทักษ์
แน่นอนว่า ในยามที่ได้รับพลังมา ก็ย่อมต้องแบกรับภาระหน้าที่ตามไปด้วย
เมื่อเทียบกับหน้าที่ของจอมเวทสายผู้พิทักษ์แล้ว ผู้พิชิตจำเป็นต้องเปิดศึกสงครามในจักรวาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้รับโอกาสในการทะลวงเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น
และมูลค่าที่ต้องจ่ายคืนมา ก็คืออัตราการดับสูญที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
ในอดีต สภาสูงสุดเคยทำการเก็บรวบรวมสถิติเอาไว้ว่า ในระดับเดียวกัน จำนวนของจอมเวทสายผู้พิชิตและผู้พิทักษ์ มีความแตกต่างกันอยู่ที่ประมาณหนึ่งต่อสิบส่วน
หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในหมู่จอมเวทระดับอมตะสิบท่าน จะมีจอมเวทสายผู้พิชิตเพียงท่านเดียวเท่านั้น ส่วนอีกเก้าท่านที่เหลือล้วนแต่เป็นสายผู้พิทักษ์ทั้งสิ้น
ตามหลักการคำนวณเช่นนี้ จำนวนของจอมเวทสายผู้พิชิต ควรจะเป็นเพียงหนึ่งในสิบส่วนของสายผู้พิทักษ์เท่านั้น
ทว่า ในความเป็นจริงกลับมิได้เป็นเช่นนั้นเลย
หลังจากก้าวเข้าสู่ขอบเขตอมตะแล้ว จอมเวทสายผู้พิทักษ์จำนวนมากต่างก็พากันพึงพอใจในสิ่งที่ตนมี และไม่อยากจะเสียเวลาไปกับการไล่ล่าไขว่คว้าหาสัจธรรมอีกต่อไป ทว่ากลับเลือกที่จะใช้ชีวิตเพื่อเสพสุขอย่างไร้ขอบเขต ในขณะที่จอมเวทสายผู้พิชิตส่วนใหญ่ยังคงรบพุ่งอยู่ในสมรภูมิ
ด้วยเหตุนี้ อัตราการดับสูญของจอมเวทสายผู้พิชิตจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไป ความแตกต่างของจำนวนระหว่างจอมเวทสายผู้พิชิตและผู้พิทักษ์ในโลกจอมเวท จึงพุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับที่น่าหวาดหวั่น
สถานการณ์ในทวีปแดนเหนือนับว่ายังดูดีอยู่บ้าง
ทว่าในทวีปอื่นบางแห่ง กลับปรากฏเหตุการณ์ที่ทั้งทวีปมีจอมเวทสายผู้พิทักษ์ระดับอมตะถึงหลายร้อยท่าน ทว่ากลับไม่มีจอมเวทสายผู้พิชิตถือกำเนิดขึ้นมาเลยแม้แต่ท่านเดียว
ยุคพุทธันดรที่สามกำลังจะสิ้นสุดลง พหุภพกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการปฏิรูป
เรื่องนี้สำหรับจอมเวทสายผู้พิชิตอย่างเอนโซแล้ว อาจจะเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง ทว่าสำหรับเหล่าจอมเวทสายผู้พิทักษ์เหล่านั้น มันกลับไม่ใช่เรื่องดีเลย
อย่างไรเสีย จอมเวทสายผู้พิทักษ์ที่ก้าวเข้าสู่ระดับอมตะมานานปี ส่วนใหญ่ต่างก็คุ้นชินกับชีวิตที่แสนจะสุขสบายเสียแล้ว
สถานการณ์เช่นนี้ในยุคพุทธันดรแรกและยุคที่สอง อาจจะยังไม่แจ่มชัดนัก ทว่าเมื่อยุคที่สามมาเยือน อารยธรรมจอมเวทก็ก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เหล่าจอมเวทที่เคยอ่อนแอในอดีต บัดนี้กลับกลายเป็นจ้าวผู้ปกครองพหุภพไปเสียแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงค่อยๆ สูญเสียสัญชาตญาณในการระแวดระวังภัยไป
ในโลกจอมเวทปัจจุบัน มีคนจำนวนมากที่ยึดถือความคิดเช่นนี้
นั่นคือพากเพียรบำเพ็ญพลังเพื่อที่จะได้เป็นอมตะ จากนั้นก็รั้งอยู่ในโลกจอมเวท เพื่อที่จะเสพสุขกับชีวิตให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างไรเสีย เมื่อครอบครองชีวิตที่เป็นอมตะแล้ว พวกเขาก็ย่อมจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ชั่วนิรันดร์
แทนที่จะเสียเวลาไปกับการไล่ล่าหาสัจธรรม มิสู้นำเวลานั้นมาใช้เพื่อเสพสุขกับความรื่นรมย์ที่ชีวิตมอบให้จะดีกว่าหรือ
ทว่า ในยามนี้ยุคพุทธันดรที่สามกำลังจะสิ้นสุดลง ชีวิตของพวกเหล่าเสพสุขทั้งหลายก็ถูกทำลายลง ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โลกอเวจีได้เปิดฉากรุกรานขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง
อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งปี จำนวนของจอมเวทระดับอมตะที่ต้องดับสูญไปในสงคราม กลับมีมากกว่าในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาเสียอีก
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้จะเป็นพวกเหล่าเสพสุขทั้งหลาย ต่างก็เริ่มที่จะสัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม ดังนั้นพวกเขาจึงพากันเริ่มยกระดับพละกำลังของตนเอง เพื่อที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
บนดาดฟ้าเรือ เอนโซมีสีหน้าที่ครุ่นคิด
พหุภพตกอยู่ในสภาวะสงคราม ทว่าข่าวคราวเกี่ยวกับโลกวิญญาณกลับถูกสภาสูงสุดปิดกั้นเอาไว้ตลอดมา เอนโซเองก็ไม่ล่วงรู้ว่าสาเหตุคืออะไรกันแน่
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดพวกเหล่าเสพสุขขึ้นในโลกจอมเวท นั่นเป็นเพราะความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมจอมเวท ที่ทำให้ผู้คนพึงพอใจในสถานะที่เป็นอยู่
ทว่า พวกเขากลับมิอาจล่วงรู้ได้เลย
พหุภพแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก ต่อให้อารยธรรมจอมเวทในปัจจุบันจะยิ่งใหญ่เพียงใด ทว่าใครเล่าจะรู้ได้ว่าในจักรวาลที่ห่างไกลออกไป จะมีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าอารยธรรมจอมเวทดำรงอยู่หรือไม่ หรือในสายตาของอารยธรรมที่สูงส่งเหล่านั้น อารยธรรมจอมเวทก็อาจจะเป็นเพียงกบในกะลาตัวหนึ่งเท่านั้นเอง
ในยุคพุทธันดรแรก ปฐมจอมเวทได้จุดประกายไฟให้แก่อารยธรรมจอมเวท
และก่อนที่เขาจะสังหารเหล่าทวยเทพและสลายร่างกลายเป็นกฎเกณฑ์พื้นฐานของโลกจอมเวท เขาได้ทิ้งโองการเอาไว้ว่า อารยธรรมจอมเวทจำต้องไล่ล่าหาสัจธรรมอย่างต่อเนื่อง ถึงจะได้รับความนิรันดร์ที่แท้จริงมาครอบครอง
ส่วนสิ่งที่เรียกว่าสัจธรรมนั้น ในอีกแง่หนึ่งก็สามารถตีความได้ว่าคือการสำรวจนั่นเอง!
ต่อให้จะเป็นในยามนี้ที่อารยธรรมจอมเวทยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ทว่าจุดสิ้นสุดของจักรวาลอยู่ที่ใด กลับยังคงเป็นความลับที่อารยธรรมจอมเวทยังไม่อาจเอื้อมถึงได้
ดังนั้น การไล่ล่าหาสัจธรรม จึงควรจะเป็นเจตจำนงของอารยธรรมทั้งมวล!
“เฮ้อ!”
เอนโซสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงหนัก “ยุคพุทธันดรที่สามกำลังจะสิ้นสุดลง นี่คือโอกาส ไม่ว่าจะเป็นจอมเวทสายผู้พิชิตหรือผู้พิทักษ์ก็ตาม!”
ที่ด้านข้างนั้น จอมเวทหญิงเอเวอลีนพยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ
พวกเหล่าเสพสุขในโลกจอมเวท แม้จะถูกจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของจอมเวทสายผู้พิทักษ์ ทว่าโดยเนื้อแท้แล้ว พวกเขาคือตัวตนที่ไม่ควรจะดำรงอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
การสำรวจหาสัจธรรมต่างหาก คือสิ่งที่จอมเวทควรจะพากเพียรไล่ล่าให้ถึงที่สุด
“จริงด้วยค่ะ ท่านเอนโซ”
ในยามนั้นเอง เอเวอลีนก็เอ่ยขึ้นพลางถาม “ท่านล่วงรู้หรือไม่ว่าในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมจอมเวท นอกจากสายผู้พิทักษ์และผู้พิชิตแล้ว ครั้งหนึ่งยังเคยมีกลุ่มภาคีผู้สำรวจดำรงอยู่อีกด้วย?”
“ผู้สำรวจงั้นรึ?”
เอนโซมีแววตาไหววูบ ใบหน้าปรากฏแววครุ่นคิด ข้อมูลมหาศาลพลันผุดขึ้นมาในหัวทันที
“ข้ารู้ครับ”
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เอนโซก็พยักหน้าเบาๆ ใบหน้าปรากฏความสลับซับซ้อนออกมา สิ่งที่เรียกว่าผู้สำรวจนั้น ในยุคบรรพกาลเคยเป็นหนึ่งในสามขั้วอำนาจหลักที่ดำรงอยู่คู่กับสายผู้พิทักษ์และผู้พิชิต
ทว่า ผู้สำรวจกลับดำรงอยู่เพียงในช่วงยุคพุทธันดรแรกเท่านั้น
เมื่อยุคที่สองมาเยือน ด้วยสาเหตุบางประการ สภาสูงสุดของอารยธรรมจอมเวทได้ออกโองการ ห้ามมิให้จอมเวทเลือกที่จะเข้าสู่กลุ่มภาคีผู้สำรวจเพื่อเลื่อนระดับอีกต่อไป
ตั้งแต่นั้นมา กลุ่มภาคีนี้จึงได้เลือนหายไปตามกาลเวลาที่ไหลผ่าน
(จบแล้ว)