- หน้าแรก
- ระบบนักอ่าน สู่ชีวิตอันไร้ที่ติ
- บทที่ 13: คะแนนรวม 485 คะแนน!
บทที่ 13: คะแนนรวม 485 คะแนน!
บทที่ 13: คะแนนรวม 485 คะแนน!
บทที่ 13: คะแนนรวม 485 คะแนน!
คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเจียงซวินพุ่งทะยานจากเจ็ดสิบกว่าคะแนนขึ้นมาเป็น 134 คะแนน ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่
อันดับหนึ่งของห้อง อันดับสามของระดับชั้น!
เขาเป็นรองแค่ยวี่เซิงจากห้องสองที่ทำไปได้ 138 คะแนน และหลิวเจียงจากห้องหนึ่งที่ทำไปได้ 136 คะแนนเท่านั้น
คะแนนระดับนี้ ในห้องสอบที่ 22 ต่อให้มีข้อสอบหลุดออกมาก่อน ก็เป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะจดจำคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดได้อย่างไร้ที่ติ
แสดงว่าเจียงซวินทำข้อสอบด้วยตัวเองจริงๆ งั้นเหรอ?
ผู้คนต่างจ้องมองเจียงซวินที่เดินไปรับกระดาษข้อสอบหน้าชั้นเรียนด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นสีหน้าของเขาที่ยังคงเรียบเฉยเหมือนเคย จู่ๆ พวกเขาก็รู้สึกเหมือนเขาเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
จูเจ๋อเจียง ครูประจำชั้นของเขาได้กล่าวชมเชยและให้กำลังใจเจียงซวินไปตามธรรมเนียม
แม้ลึกๆ แล้วเขาจะไม่เชื่อว่าเจียงซวินจะมีพัฒนาการก้าวกระโดดได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะไปบั่นทอนความมั่นใจของเด็กนักเรียน
ส่วนความจริงจะเป็นยังไง ไว้รอดูจากการสอบครั้งต่อไปก็รู้เอง
เมื่อเทียบกับคะแนน 134 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ที่สร้างความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงแล้ว คะแนน 78 คะแนนในวิชาฟิสิกส์ของเจียงซวินที่ตามมานั้นกลับสร้างความฮือฮาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ปกติเขาสอบได้สามสิบกว่าคะแนน ตอนนี้ก็แค่เพิ่มขึ้นมา 40 คะแนนเอง
แค่... 40 คะแนนงั้นเหรอ? ฟังดูไม่ค่อยจะคุ้นหูเท่าไหร่นะ
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น คะแนนวิชาเคมีและชีววิทยาของเจียงซวินรวมกันได้แค่ประมาณ 60 คะแนน ซึ่งในที่สุดก็ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติเสียที
แต่พอประกาศคะแนนรวม มันก็ยังทำให้ทุกคนรู้สึกเหลือเชื่ออยู่ดี
คะแนนรวมของเจียงซวินสูงถึง 485 คะแนน พุ่งพรวดจากรั้งท้ายห้องขึ้นมาเป็นอันดับที่ 23 เลยทีเดียว แถมคะแนนยังเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นร้อยกว่าคะแนนด้วย!
ในมณฑลเฉียน คะแนนตัดเกรดของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศสำหรับนักเรียนสายวิทย์ในช่วงสองปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 450 คะแนน ส่วนมหาวิทยาลัยระดับรองอยู่ที่ 380 คะแนนเท่านั้น
เดิมทีคะแนนของเจียงซวินจะต้องพยายามอย่างหนักถึงจะเข้ามหาวิทยาลัยระดับรองได้ แต่ตอนนี้เขากลับทำคะแนนทะลุเส้นตัดเกรดของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศไปกว่า 30 คะแนนแล้ว!
มหัศจรรย์! มหัศจรรย์เกินไปแล้ว!
แค่ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนช่วงเดียว เจียงซวินไปเจออะไรมากันแน่เนี่ย
ตอนเปิดเทอมใหม่ๆ เขาก็ยังคงเอาแต่อ่านนิยายและนอนหลับอุตุทั้งวันเหมือนเมื่อก่อนแท้ๆ
เพิ่งจะมาเริ่มทำเป็นตั้งใจเรียนเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของเขามันกลับสูงลิ่วจนน่าตกใจ
หรือว่าเขาจะแอบซุ่มอ่านหนังสืออย่างหนักมาตั้งแต่ช่วงปิดเทอมแล้ว และที่ทำตัวเหลวไหลตอนเปิดเทอมใหม่ๆ ก็เพื่อตบตาทุกคน หวังจะมาทำเซอร์ไพรส์ให้ทุกคนตกตะลึงในการสอบย่อยครั้งนี้น่ะเหรอ?
แม้ทฤษฎีนี้จะฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ แต่มันก็ดูเหมือนจะเป็นคำอธิบายเพียงข้อเดียวที่เป็นไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเชื่อมโยงกับผลงานอันยอดเยี่ยมของเขาในคลาสสาธิตวิชาคณิตศาสตร์ก่อนหน้านี้ได้อย่างลงตัวอีกด้วย
แน่นอนว่ามันก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่ว่าเขาอาจจะใช้วิธีโกงข้อสอบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เพราะวิธีแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ในปัจจุบัน
เพียงแต่เรื่องแบบนี้มันไม่มีหลักฐานยืนยัน ก็เลยไม่มีใครกล้าพูดจาพล่อยๆ
"เทพเจียง! นายทำได้ไงเนี่ย บอกฉันมาเถอะนะ ถือว่าฉันขอร้อง!"
สวี่เฉียว เพื่อนร่วมโต๊ะคว้าไหล่ของเจียงซวินเขย่าไปมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น ราวกับพร้อมจะกราบไหว้เขาเป็นพ่อบุญธรรมหากเขายอมบอกเคล็ดลับให้
ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวหรอกนะ นักเรียนหลายคนในห้องก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจียงซวินทำได้ยังไง
แม้แต่หยางข่ายอี้ก็ยังดูสูญเสียความเยือกเย็นที่เคยมี สายตาของเธอมักจะเหลือบมองไปทางเจียงซวินอยู่บ่อยครั้ง พร้อมกับประกายแห่งความอยากรู้อยากเห็น
ภาพเงาร่างสูงโปร่งและสง่าผ่าเผยจากคลาสสาธิตวิชาคณิตศาสตร์ รวมถึงแววตาที่มุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเขาผุดขึ้นมาในหัวของเธอ
ไม่รู้ทำไม เธอถึงเลือกที่จะเชื่อใจเจียงซวิน แววตาแบบนั้นถ้าไม่มีความมั่นใจมากพอก็คงแสดงออกมาไม่ได้หรอก
และคะแนน 134 คะแนนก็ดูเหมือนจะเป็นเครื่องยืนยันความมั่นใจของเจียงซวินได้เป็นอย่างดี
แม้ว่าคะแนนรวมของหยางข่ายอี้จะสูงถึง 597 คะแนน ทำให้เธอคว้าอันดับสามของห้องไปครองได้ แต่ดูเหมือนว่าช่องว่างระหว่างเธอกับเจียงซวินจะยังคงห่างไกลกันอยู่มาก
ทว่า 134 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่เธอทำได้แค่ฝันถึงจริงๆ
ชั่วขณะหนึ่ง เธอดูเหมือนจะหวนนึกไปถึงช่วงเทอมแรกของชั้นมัธยมปลายปีหนึ่ง ที่เธอมักจะเอาการบ้านไปถามเจียงซวินบ่อยๆ
ตอนนั้นผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของเจียงซวินนำโด่งเพื่อนร่วมชั้นไปไกลลิบ แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะลืมเรื่องนี้กันไปหมดแล้ว
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หยางข่ายอี้เลือกที่จะเชื่อใจเจียงซวิน เธอรู้ดีว่าถ้าเจียงซวินตั้งใจเรียนจริงๆ อย่างน้อยๆ วิชาคณิตศาสตร์ของเขาก็ต้องยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม คนในห้องที่เชื่อใจเจียงซวินมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเฉินซือเสวียน เธอรู้ดีว่าเจียงซวินไม่ได้โกงข้อสอบแน่ๆ
แม้เธอจะรู้สึกว่าการทำคะแนนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยคะแนนภายในเวลาแค่เดือนสองเดือนมันจะดูเวอร์ไปหน่อย แต่นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าเจียงซวินมีพื้นฐานที่ดีและพยายามอย่างหนักมาโดยตลอด
เนื่องจากเฉินซือเสวียนเป็นนักเรียนสายศิลป์และผลการเรียนของเธอเองก็ค่อนข้างย่ำแย่ เธอจึงชื่นชมนักเรียนหัวกะทิเป็นอย่างมาก
แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เป็นพวกแพ้ความหล่อ เธอไม่ชอบคนฉลาดที่หน้าตาไม่ดี และก็ไม่ชอบคนหน้าตาดีแต่ไม่เอาไหนเหมือนกัน
ดังนั้น แม้เธอจะมีเพื่อนผู้ชายเยอะแยะ แต่ก็ไม่มีใครสามารถคว้าหัวใจของเธอไปครองได้จริงๆ สักคน
ทว่าเจียงซวินในตอนนี้ ดูเหมือนจะค่อยๆ ขยับเข้าใกล้สเปกหนุ่มในฝันของเธอเข้าไปทุกที
เพียงแต่เธอมักจะรู้สึกว่าหมอนี่ชอบทำตัวเย็นชาใส่เธอ ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอแอบหงุดหงิดอยู่ลึกๆ...
หลังเลิกเรียนเสริมภาคค่ำ เจียงซวินกลับมาถึงบ้าน แม่ของเขาก็เตรียมมื้อดึกเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เป็นเกี๊ยวทำเองชามโต
นี่คือของโปรดของเจียงซวินเลยล่ะ เขาฟาดเรียบไปยี่สิบสามสิบตัวได้แบบสบายๆ ไม่ได้โม้
เดิมทีพ่อของเขากำลังเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ แต่พอเขากลับมา พ่อก็ดูเหมือนจะละความสนใจจากโทรศัพท์มาที่เขาแทน แถมยังคอยส่งซิกให้แม่ทางสายตาอยู่บ่อยๆ
เจียงซวินสังเกตเห็นท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ของพ่อ เขารู้ดีว่าพ่อกำลังบอกให้แม่ถามเรื่องผลสอบของเขา ซึ่งนั่นก็ทำให้เขารู้สึกทั้งขบขันและเศร้าใจไปพร้อมๆ กัน
ในฐานะครอบครัวชนบทแบบฉบับของชาวจีน ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อก็เหมือนกับคนแปลกหน้า มีหลายเรื่องที่ต้องให้แม่เป็นคนกลางช่วยสื่อสารให้
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา พ่อของเขาต้องออกไปทำงานต่างถิ่นตั้งแต่เขายังเด็ก พอมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยก็เลยไม่ค่อยมีเรื่องให้คุยกันมากนัก
ผลก็คือเวลาที่พ่อลูกอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ก็มักจะยืนเงียบๆ ใส่กันตลอด แม้แต่ตอนคุยโทรศัพท์ก็ยังคุยกันไม่เกินสามประโยคเลย
เจียงซวินรู้สึกว่าเขาควรจะหาวิธีค่อยๆ สานสัมพันธ์กับพ่อให้ดีขึ้น ไม่อย่างนั้นในอนาคตเขาอาจจะต้องมานั่งเสียใจทีหลังที่ไม่ได้คุยกับพ่อให้มากกว่านี้
"พ่อครับ แม่ครับ ผลสอบย่อยครั้งแรกของผมออกแล้วนะครับ" เจียงซวินเป็นฝ่ายหยิบกระดาษข้อสอบแต่ละวิชาออกมาจากกระเป๋าเป้ แล้ววางเรียงไว้บนโต๊ะ
"เร็วขนาดนี้เลยเหรอ" เจิ้งอวิ๋นผู้เป็นแม่แอบประหลาดใจและดีใจไปพร้อมๆ กัน การที่ลูกชายเป็นฝ่ายเอากระดาษข้อสอบออกมาให้ดูเองโดยที่เธอไม่ต้องถาม แสดงว่าเขาต้องทำคะแนนได้ดีแน่ๆ
เจียงเจี้ยนกั๋วกับเจิ้งอวิ๋นสบตากัน ก่อนจะหยิบกระดาษข้อสอบขึ้นมาดูคนละสองใบ
"ภาษาจีน 118 ลูกรัก ภาษาจีนของลูกดีขึ้นนะ เก่งมาก เก่งมาก" แค่เห็นกระดาษข้อสอบใบแรก เจิ้งอวิ๋นก็ยิ้มแก้มแทบปริแล้ว
"ทำไมวิชาเคมีถึงได้แค่ 31 คะแนนล่ะ" เจียงเจี้ยนกั๋วขมวดคิ้วแล้วถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"โธ่เอ๊ย ถ้าลูกทำได้ไม่ดี ก็คือทำได้ไม่ดีนั่นแหละน่า คราวหน้าก็ค่อยพยายามใหม่สิ คุณจะไปดุลูกทำไมเนี่ย" เจิ้งอวิ๋นรีบถลึงตาใส่เจียงเจี้ยนกั๋วทันที
เจียงซวินไม่ได้เถียงกลับอย่างที่พ่อแม่คาดคิด แต่เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
"ผมยังทบทวนวิชาเคมีไม่ทันน่ะครับ ช่วงที่ผ่านมาผมมัวแต่ทบทวนวิชาฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ คราวหน้าผมน่าจะทำคะแนนได้ดีกว่านี้ครับ"
"โอเคๆ ลูกกินไปเถอะ ไม่ต้องสนใจพวกเราหรอก" เจิ้งอวิ๋นตบแขนสามีเบาๆ เป็นการส่งสัญญาณให้เขาพูดให้น้อยลงหน่อย
เจียงเจี้ยนกั๋วเองก็รู้ตัวว่าเขาใช้น้ำเสียงไม่ค่อยดีนัก แต่ก็อายเกินกว่าจะเอ่ยปากขอโทษลูกชาย จึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาดูข้อสอบใบต่อไปอย่างเงียบๆ
"ภาษาอังกฤษ 92 เหรอ"
"คณิตศาสตร์ 134 เหรอ"
สองสามีภรรยาเบิกตากว้างพร้อมกัน ถึงขนาดคิดว่าตัวเองตาฝาดไปแล้วด้วยซ้ำ
"ฟิสิกส์ก็ 78 แถมชีวะอีก 33 คะแนนรวมได้เท่าไหร่เนี่ย ตาเฒ่าเจียง รีบคิดเลขเร็วเข้า"
เจิ้งอวิ๋นรู้สึกได้เลยว่าเสียงของตัวเองกำลังสั่นเครือ ราวกับกำลังลุ้นคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ยังไงยังงั้นแหละ
"แม่ครับ ไม่ต้องคิดให้เสียเวลาหรอกครับ 485 คะแนนครับ" ในจังหวะนั้นเอง เจียงซวินก็พูดอู้อี้เพราะมีเกี๊ยวอยู่เต็มปาก