เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 วิชาภาพยนตร์

บทที่ 10 วิชาภาพยนตร์

บทที่ 10 วิชาภาพยนตร์


วิชาภาพยนตร์ เจียงอวี่ซีก็ยังคงเตรียมเรื่อง ‘ฉันคือลูกสัตว์อนุบาลผู้ทรงเกียรติ’ กับ ‘ไดอารี่การเติบโตของปินปิน ลูกสัตว์อัจฉริยะ’ ที่เธอเคยเปิดดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าและศึกษามันอย่างจริงจัง ตอนที่อยู่บนยานอวกาศ

นี่คือซีรีส์ลูกสัตว์ ที่ติดอันดับท็อปทรีของยุคดวงดาว ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ในสายตาของเธอมองว่า มันไม่ค่อยเหมาะกับพัฒนาการของลูกสัตว์เท่าไหร่ เธอเลยปัดตกทิ้งไป

‘ฉันคือลูกสัตว์อนุบาลผู้ทรงเกียรติ’ บอกเล่าเรื่องราวของลูกสัตว์เพศเมียที่ชื่อว่าซาซ่า กับการใช้ชีวิตและการเรียนในโรงเรียนอนุบาล

‘ไดอารี่การเติบโตของปินปิน ลูกสัตว์อัจฉริยะ’ เป็นบันทึกการเติบโตของลูกสัตว์เพศผู้ชื่อปินปิน ตั้งแต่อายุสามขวบจนถึงสิบสองขวบ ซึ่งเนื้อหาไม่ได้มีแค่ชีวิตประจำวันในโรงเรียนอนุบาลเท่านั้น แต่ยังมีชีวิตประจำวันนอกโรงเรียนของลูกสัตว์ด้วย

และนี่ก็ถือเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลสำคัญ สำหรับจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนในโรงเรียนอนุบาลของเจียงอวี่ซี ขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้พวกลูกสัตว์ของโรงเรียนอนุบาลแสงตะวัน ได้เรียนรู้วิถีชีวิตประจำวันของลูกสัตว์ในยุคดวงดาวด้วย

วันนี้เปิดเรื่อง ‘ไดอารี่การเติบโตของปินปิน ลูกสัตว์อัจฉริยะ’ ให้ดู เพราะตอนนี้นักเรียนที่รับเข้ามาล้วนเป็นลูกสัตว์เพศผู้ทั้งหมด แน่นอนว่าชีวิตของปินปินย่อมเป็นตัวอย่างให้ศึกษาได้ดีกว่า

“ผมชื่อปินปิน เป็นลูกสัตว์อัจฉริยะฮะ แม่บอกว่าวันนี้ผมอายุสามขวบแล้ว ในที่สุดก็จะได้ไปโรงเรียนอนุบาลแล้วล่ะฮะ...” พร้อมกับบทพูดเปิดตัวด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วและเต็มไปด้วยความร่าเริงสดใสของปินปินในซีรีส์ ความสนใจของพวกลูกสัตว์ก็ถูกดึงดูดไปในทันที

ลูกสัตว์เพศผู้ปินปินในซีรีส์ สำหรับเจียงอวี่ซีแล้ว เขาสมควรได้รับคำว่า 'อัจฉริยะ' จริง ๆ อายุแค่สามขวบ ในวัยที่ลูกสัตว์คนอื่นเพิ่งจะหัดแปลงกายและยังควบคุมร่างไม่ค่อยได้ แถมยังอาจจะพูดจาอ้อแอ้ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ปินปินกลับเก่งกาจรอบด้านเป็นสิบอย่างแล้ว

แปลงกายได้อย่างเสถียร สามารถสลับไปมาระหว่างร่างมนุษย์กับร่างสัตว์ได้อย่างอิสระ

พูดจาฉะฉานชัดเจน เชี่ยวชาญภาษาต่าง ๆ มากมาย รวมถึงภาษาดวงดาวสากลด้วย

ไปโรงเรียนอนุบาลแล้วร้องไห้งอแง กินข้าวก็ต้องให้ผู้ปกครองคอยโอ๋ ตอนกลางคืนทำการบ้านของโรงเรียน ก็ต้องให้ผู้ปกครองช่วยหรือถึงขั้นทำให้ ปัญหาจุกจิกพวกนี้ ที่เจียงอวี่ซีเคยเห็นจนชินตาจากเด็กอนุบาลในความทรงจำ กลับไม่ปรากฏให้เห็นในตัวของปินปินเลยแม้แต่น้อย

ลูกสัตว์ตัวกะเปี๊ยกเดียว แต่ทุกเช้ากลับตื่นนอนตรงเวลาด้วยตัวเอง อาบน้ำแปรงฟัน กินข้าวไม่เลือกกิน เข้าเรียนตรงเวลา ตารางชีวิตเป็นระเบียบเป๊ะ ตั้งใจเรียนวิชาในโรงเรียนอนุบาล กระตือรือร้นเข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างความรู้ แถมยังรู้จักหาหนังสือมาอ่านเองอีกต่างหาก

ตอนที่ได้ดูช่วงแรก ๆ เจียงอวี่ซียังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ในยุคดวงดาวจะมีลูกสัตว์อัจฉริยะที่เก่งกาจขนาดนี้อยู่ด้วย นี่มันยังนับว่าเป็นลูกสัตว์อยู่เหรอ? ทั้งความสามารถในการเรียนรู้ ความมีระเบียบวินัยในตัวเอง และความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ผู้ใหญ่อย่างเธอยังต้องยอมแพ้และละอายใจเลย

แต่ทว่าคอมเมนต์ที่ลอยผ่านหน้าจอ และข้อความแสดงความคิดเห็นของซีรีส์เรื่องนี้ กลับทำให้เธอจำต้องเชื่อว่า ในยุคดวงดาวมีลูกสัตว์ที่เก่งกาจขนาดนี้อยู่จริง ๆ แถมยังเห็นได้ทั่วไปซะด้วย

“อัจฉริยะอะไรกัน ลูกสัตว์ที่บ้านฉันอายุยังไม่ทันจะสามขวบ ก็ขับหุ่นเกราะจิ๋วจำลองได้พริ้วสุด ๆ แล้ว แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าอัจฉริยะของจริง โอเค้?” นี่คือคอมเมนต์จากชาวเน็ตที่ชื่อ ‘คนรักลูกสัตว์ตัวยงแห่งท้องดาว’

“ลูกสัตว์บ้านฉันน่ะ ยังไม่ทันเกิดก็ฟังประมวลกฎหมายดวงดาวแล้ว พอพูดได้ก็ท่อง ‘กฎหมายดวงดาว’ ได้ขึ้นใจเลย” นี่คือคอมเมนต์ที่ลอยผ่านหน้าจอจากชาวเน็ตชื่อ ‘ลูกรักบ้านฉันที่หนึ่งในยุคดวงดาว’

...

“แค่แปลงกายเสถียร สลับสองร่างไปมาได้อย่างอิสระ นี่ก็นับว่าเป็นข้อดีของลูกสัตว์อัจฉริยะแล้วเหรอ? ลูกสัตว์บ้านฉันตั้งแต่แปลงกายครั้งแรก ก็บรรลุเทคนิคการแปลงกายได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่เห็นต้องสอนเลยสักนิด การแปลงกายเสถียรเนี่ย มันเป็นแค่ความสามารถพื้น ๆ ของพวกลูกสัตว์ที่ไม่เห็นจะน่าเอามาอวดเลยด้วยซ้ำ” นี่คือคอมเมนต์ของชาวเน็ตชื่อ ‘บ้านฉันมีลูกสัตว์ฮือฮือ’ ตอนที่เห็นซีรีส์อวยปินปินว่าอายุแค่นี้ ก็สามารถสลับสองร่างไปมาได้อย่างอิสระ

พอคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็ก้มมองดูนักเรียนที่อยู่ด้านล่าง

มีแค่เฮยม่อกับกาซิโอเท่านั้น ที่ยังคงรักษาร่างมนุษย์เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ยกเว้นดวงตาที่เปลี่ยนเป็นม่านตาแนวตั้ง

หูสัตว์ครึ่งวงกลมสีน้ำตาลทองอ่อนของจู๋เซี่ยโผล่ออกมาแล้ว เพียงแต่ใบหูของจู๋เซี่ย เธอมักจะรู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เผ่าหมี... เป็นหมีสีน้ำตาลหรือเปล่านะ?

บนใบหน้าขาวจั๊วะน่าหยิก ของฟีลมีหนวดสีขาวเส้นเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาสองสามเส้น ส่วนมือก็เปลี่ยนเป็นอุ้งมือน้อย ๆ สีดำปิ๊ดปี๋ไปแล้ว

ส่วนไลโอก็มีหางเล็ก ๆ สีน้ำตาลแดงที่ดูนุ่มฟูและอวบอ้วนส่ายไปส่ายมาอยู่ด้านหลัง

ทางด้านลูกสัตว์ตัวน้อยสองคนอย่างเบอร์นีและเบิร์ล ใบหูแหลม ๆ สีเทาของทั้งคู่ก็ตั้งชันและกระดิกดิ๊ก ๆ ในปากที่อ้าเผยอออกเล็กน้อยยังมองเห็นฟันน้ำนมซี่จิ๋วสองซี่ด้วย

ส่วนดอริสนั้น เปลี่ยนร่างกลายเป็นก้อนข้าวเหนียวกลมดิ๊กอวบอ้วนไปอย่างสมบูรณ์แบบ กำลังพยายามกระพือปีกเล็ก ๆ บินขึ้นไปบนโต๊ะ ในปากก็ส่งเสียงร้อง “จิ๊บ จิ๊บจิ๊บ” เบา ๆ ที่แท้ก็คือนกติ๊ดหางยาวที่คนตั้งฉายาให้ว่าก้อนอ้วนจิ๊บ ๆ งั้นเหรอเนี่ย?! น่ารักเกินไปแล้ว

ดูจากสถานการณ์ ที่พวกลูกสัตว์ตัวน้อยแสดงออกมาในตอนนี้ เฮยม่อและกาซิโอรักษาร่างมนุษย์ได้ดีที่สุด พรสวรรค์ก็ถือว่าดีที่สุดตามไปด้วย ทว่าสภาพร่างกายของเฮยม่อจะดีกว่ากาซิโออยู่สักหน่อย รองลงมาคือจู๋เซี่ยและไลโอ จากนั้นก็เป็นฟีล เบอร์นี และเบิร์ล ส่วนคนสุดท้ายคือดอริส ซึ่งคืนร่างเป็นสัตว์ไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

ภาพความน่ารักนุ่มนิ่มชวนให้เข้าไปลูบขยำ ของพวกลูกสัตว์ที่สะท้อนอยู่ในสายตาเจียงอวี่ซีในยามนี้ แต่สำหรับชาวมนุษย์สัตว์ในสังคมยุคดวงดาวแล้ว มันกลับกลายเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ในยุคดวงดาว เนื่องจากผลกระทบของค่าความคลุ้มคลั่ง มนุษย์สัตว์ต่างหวาดกลัวว่าตัวเองจะเสื่อมถอย กลายเป็นสัตว์ร้ายที่กระหายเลือด ต่อให้เป็นมนุษย์สัตว์ที่มีค่าความคลุ้มคลั่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ในตอนที่เปลี่ยนเป็นร่างสัตว์ กระบวนการทางความคิดและพฤติกรรมต่าง ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะถูกสัญชาตญาณสัตว์ป่าเข้าครอบงำ

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า มนุษย์สัตว์ที่กลายร่างเป็นสัตว์อยู่บ่อยครั้ง จะยิ่งมีโอกาสเกิดภาวะพลังจิตคลุ้มคลั่ง และเสื่อมถอยกลายเป็นสัตว์ร้ายได้สูงกว่าเดิม เนื่องจากการสัมผัสกับสัญชาตญาณสัตว์ป่า ที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายมากจนเกินไป

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ที่ลูกสัตว์สามารถแปลงกายได้ พวกเขาก็จะถูกสั่งให้รักษาร่างมนุษย์เอาไว้ตลอดเวลา

ลูกสัตว์ ที่ไม่สามารถควบคุมรูปลักษณ์ของตัวเองได้จะถูกเหยียดหยาม และถูกมองว่าเป็นการแสดงออกถึงพรสวรรค์ที่ต่ำต้อย

ต่อให้เป็นมนุษย์สัตว์วัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม นอกเหนือจากเวลาต่อสู้ที่จะเปลี่ยนเป็นร่างสัตว์แล้ว ในเวลาอื่น ๆ โดยเฉพาะในที่สาธารณะ แทบจะไม่มีใครยอมปรากฏตัวในร่างสัตว์ให้เห็นเลย

ทว่าในมุมมองของเจียงอวี่ซี การที่ร่างมนุษย์และสัญชาตญาณสัตว์ป่ายังไม่เสถียรนั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าใส่ใจเลยสักนิด เหตุผลที่มันยังไม่เสถียร ก็แค่เพราะพวกเขายังบำเพ็ญเพียรไปไม่ถึงขั้นก็เท่านั้นแหละ ขอเพียงแค่ทะลวงเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานได้สำเร็จ การแปลงกายของพวกลูกสัตว์ก็จะเสถียรไปเองโดยธรรมชาติ ปกติแล้วไม่เห็นจำเป็นต้องฝืนรักษาร่างเอาไว้เลย ลูกสัตว์รู้สึกว่าอยู่ร่างสัตว์สบายกว่าก็อยู่ในร่างสัตว์ ถ้ารู้สึกว่าอยู่ร่างมนุษย์สะดวกกว่าก็อยู่ในร่างมนุษย์ไปสิ

ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า มนุษย์สัตว์ มนุษย์สัตว์ ตัวตนของพวกเขาก็เป็นทั้งสัตว์และเป็นทั้งมนุษย์อยู่แล้ว เพราะงั้นไม่ว่าจะอยู่ในรูปลักษณ์ไหนมันก็เป็นเรื่องปกติทั้งนั้น ขอแค่มนุษย์สัตว์ชอบ จะรักษาร่างสัตว์เอาไว้ตลอดไปเลยมันก็ทำได้เหมือนกัน

ไม่เห็นเหรอว่าพวกลูกสัตว์วิเศษในโลกบำเพ็ญเพียร ล้วนแต่ชอบที่จะอยู่ในร่างสัตว์กันทั้งนั้น? ไม่เพียงแต่จะช่วยให้บำเพ็ญเพียรได้ดีขึ้น แต่พลังการต่อสู้ยังแข็งแกร่งกว่าด้วย

ส่วนมนุษย์สัตว์ในยุคดวงดาว เป็นเพราะยีนของมนุษย์ได้หลอมรวมเข้ากับยีนของเผ่าสัตว์มายาวนานนับหมื่นปี ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นร่างสัตว์หรือร่างมนุษย์ มันก็ล้วนเป็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมนุษย์สัตว์อยู่ดี เอาจริง ๆ ไม่เห็นจะมีความจำเป็นต้องไปแบ่งแยกให้มันชัดเจนเลย

ส่วนตัวเธอที่ไม่ชอบกลายร่างเป็นสัตว์ ก็เป็นเพราะสองชาติก่อนเธอเกิดเป็นเผ่ามนุษย์มาตลอด ไม่เคยเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตในร่างสัตว์มาก่อน แน่นอนว่าเธอย่อมไม่กลายร่างเป็นสัตว์บ่อย ๆ อยู่แล้ว

เจียงอวี่ซี มองดูพวกลูกสัตว์ที่แสนจะนุ่มนิ่มน่ารักในห้องเรียน พลางคิดคำนวณแผนการบางอย่างอยู่ในใจ เผื่อเอาไว้ว่าวันหลังพวกลูกสัตว์อยากจะใช้ร่างสัตว์ตอนเรียนหนังสือ เธอคงต้องล่วงหน้าเตรียมการสร้างรังนอนแสนสบายให้ลูกสัตว์แต่ละตัวซะแล้วสิ

ก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะว่าเมื่อไหร่จะได้ลงมือลูบขยำจริง ๆ จัง ๆ สักที นอกจากเฮยม่อแล้ว ร่างสัตว์ของลูกสัตว์คนอื่น ๆ ล้วนแต่มีขนปุกปุยกันทั้งนั้น มันต้องฟัดเพลินสุด ๆ แน่นอนเลย

แต่พอคิดได้ว่าเพิ่งจะรู้จักกับพวกลูกสัตว์ได้ไม่นาน เธอก็ต้องข่มใจและรั้งสองมือที่สั่นระริกอยากจะพุ่งเข้าไปฟัดเอาไว้ก่อน

แต่จะว่าไปก็โชคดีจริง ๆ นั่นแหละ นักเรียนทั้งแปดคนที่เข้ามาเรียนล้วนแต่ยอดเยี่ยมกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ พรสวรรค์ หรือว่าจะเป็น... อะแฮ่ม หน้าตาก็ด้วย

ดวงตาของเจียงอวี่ซี ทอประกายระยิบระยับไปด้วยรอยยิ้ม ขณะทอดสายตามองลูกสัตว์ตัวน้อยด้านล่างอย่างอ่อนโยน

โอ๊ยยย เจ้าก้อนอ้วนจิ๊บ ๆ ตัวกะเปี๊ยกเดียว พอเห็นปินปินหัดร้องเพลง ก็ยังส่งเสียงจิ๊บ ๆ ร้องคลอตามจังหวะด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยด้วย

จะบอกให้นะ โน้ตเพลงยังเป๊ะสุด ๆ ไปเลยด้วย ดูท่าพรสวรรค์ของเจ้าก้อนอ้วนจิ๊บ ๆ อย่างตั๋วตั๋วจะไปเทให้ด้านดนตรีซะหมดแล้วล่ะมั้ง

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 10 วิชาภาพยนตร์

คัดลอกลิงก์แล้ว