- หน้าแรก
- ทะลุมิติสู่ยุคดวงดาว สตรีมไลฟ์สอนลูกสัตว์บำเพ็ญเพียร
- บทที่ 7 วิชาภาษาดวงดาวสากล = วิชาภาษา
บทที่ 7 วิชาภาษาดวงดาวสากล = วิชาภาษา
บทที่ 7 วิชาภาษาดวงดาวสากล = วิชาภาษา
วันนี้เป็นวันเปิดเรียนอย่างเป็นทางการวันแรก
เวลา 7:50 น. ตอนเช้า เจียงอวี่ซีรับพวกลูกสัตว์มาจากมือผู้ปกครองที่หน้าประตู
เวลา 8:00 น. เป็นเวลาออกกำลังกายยามเช้า แต่วันนี้เป็นวันแรกของการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ จึงเปลี่ยนมาจัดโฮมรูมแทน
ผ่านการโฮมรูมสั้น ๆ เธอได้ทดสอบพรสวรรค์ของนักเรียน และถือโอกาสเลือกหัวหน้าห้องไปด้วยเลย
“หน้าที่หลักของหัวหน้าห้อง ก็คือการช่วยครูใหญ่ซีซีกับครูหนึ่งหนึ่งเก็บและแจกจ่ายการบ้าน แล้วก็คอยดูแลเพื่อน ๆ นะจ๊ะ” ครูหนึ่งหนึ่งก็คือหุ่นยนต์หนึ่งหนึ่งนั่นแหละ เจียงอวี่ซีตัดสินใจใช้งานมันให้คุ้มค่าตัวที่สุด นอกจากจะให้เป็นเบ๊ทำสารพัดอย่างแล้ว ก็ให้ควบตำแหน่งครูพี่เลี้ยงไปด้วยเลย
อย่างเช่นการเก็บการบ้าน คอยคุมนักเรียนอ่านหนังสือตอนเช้า คาบเรียนด้วยตัวเอง และตอนนอนกลางวัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหน้าที่ของครูหนึ่งหนึ่ง
“นี่คือครูหนึ่งหนึ่งนะจ๊ะ อาหารที่เรากินกันทุกวัน ส่วนใหญ่ก็เป็นฝีมือของครูหนึ่งหนึ่งทั้งนั้นเลยนะ อ้อ แล้วก็ครูหนึ่งหนึ่งอายุค่อนข้างเยอะแล้ว พวกเราต้องช่วยกันดูแลรักษาครูหนึ่งหนึ่งให้ดีนะ” เธอแอบกลัวจริง ๆ ว่าเด็กพวกนี้จะซนเป็นลิงเหมือนพวกลูกสัตว์วิเศษในโลกบำเพ็ญเพียร ที่เอะอะก็วิ่งชนดะ เจออะไรก็อ้าปากงับไปซะสองคำ พอเจอของแข็งเคี้ยวไม่เข้าก็รวมหัวกันรุมกัด ถ้ากัดไม่พังก็ไม่ยอมเลิกรา
“ครูหนึ่งหนึ่งเก่งจังเลยฮะ” น้ำเสียงใสแจ๋วของเบอร์นีเต็มไปด้วยความทึ่ง
“ครูใหญ่ซีซีฮะ ต่อไปพวกเราจะปกป้องครูหนึ่งหนึ่งเองฮะ!” กาซิโอกำหมัดน้อย ๆ แน่น ให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจัง
“คุณครูฮะ ผมอยากเป็นหัวหน้าห้อง” ในขณะที่ความสนใจของทุกคนกำลังพุ่งเป้าไปที่หุ่นยนต์หนึ่งหนึ่ง เสียงนุ่มนิ่มแต่เด็ดเดี่ยวของเฮยม่อก็ดังขึ้น
เจียงอวี่ซีปรบมือให้กับเด็กน้อยผู้กล้าหาญ “มีใครอยากจะลงสมัครอีกไหมเอ่ย?”
ผิดคาดที่เด็กคนอื่น ๆ พากันเงียบกริบ บางคนก็มองเธอ บางคนก็หันไปมองเฮยม่อ แต่กลับไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาเลย
“ไม่มีใครลงสมัครแล้วเหรอจ๊ะ? ถ้าอย่างนั้นก็ให้เฮยม่อเป็นหัวหน้าห้องไปก่อนก็แล้วกันนะ” เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีเด็กคนไหนอยากแข่งด้วย เจียงอวี่ซีก็ประกาศผลออกมาทันที
“ทีนี้หัวหน้าห้องช่วยจัดแถวเพื่อน ๆ แล้วเดินตามครูหนึ่งหนึ่งไปกินมื้อเช้าได้เลยจ้ะ”
มื้อเช้าของวันนี้คือซาลาเปาไส้เนื้อ นมสด และไข่ตุ๋นหมูสับ... เอ๊ะ ไม่สิ ต้องเรียกว่านมสัตว์เผ่ามอๆ กับไข่ตุ๋นนกโอ๊กโอ๊กถึงจะถูก
เด็ก ๆ ชอบกันมาก แทบทุกคนล้วนขอเติมอาหารเช้ากันอีกรอบ
หลังจากอยู่เป็นเพื่อนพวกลูกสัตว์จนกินมื้อเช้าเสร็จ ทั้งหมดก็กลับมาที่ห้องเรียน
เมื่อเสียงกริ่งดังขึ้น ก็เข้าสู่วิชาแรกของการเปิดเทอม นั่นคือวิชาภาษาดวงดาวสากล ซึ่งในความเข้าใจของเธอมันก็เท่ากับวิชาภาษานั่นแหละ
ขั้นพื้นฐานของวิชาภาษาจะเน้นไปที่การจดจำตัวอักษร การสะกดคำ และการเขียน หนังสือเรียนเป็นฉบับที่เธอแต่งขึ้นเองในชื่อ ‘ภาษาดวงดาวสากลฉบับแสงตะวัน’ ซึ่งเร่งจัดหน้าและพิมพ์ออกมาสด ๆ ร้อน ๆ ไม่ใช่แค่ตำราเรียนวิชาภาษาเท่านั้นนะ แต่ของวิชาอื่น ๆ เธอก็ทำแบบเดียวกันหมด
“หนังสือเรียนของเทอมนี้อยู่ในลิ้นชักโต๊ะของทุกคนนะจ๊ะ นักเรียนหยิบหนังสือเรียนภาษาดวงดาวสากลขึ้นมาได้เลย เราจะเริ่มเรียนกันแล้วนะจ๊ะ ทุกคนอ่านตามครูนะ มรรคที่อธิบายได้ ไม่ใช่มรรคที่แท้จริง นามที่เรียกขานได้...”
ใช่แล้วล่ะ ในเมื่อไม่สามารถหาหนังสือเรียนเฉพาะสำหรับระดับอนุบาลมาได้ เธอเลยเอาคัมภีร์เคล็ดวิชาของโลกบำเพ็ญเพียรมาแปล แล้วเนียนเอามาใช้เป็นหนังสือเรียนวิชาภาษาซะเลย
แน่นอนว่ารายวิชาอื่น ๆ อย่างเช่นวิชาพละ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาดนตรี วิชางานประดิษฐ์ วิชาศิลปะ และวิชาทำอาหาร ก็ย่อมต้องถูกเธอปรับเปลี่ยนไปเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นกัน
วิชาภาษาในโรงเรียนอนุบาล หรือก็คือวิชาภาษาดวงดาวสากล มันก็แค่การสอนให้รู้จักตัวอักษร อ่านออกเขียนได้ไม่ใช่เหรอ? แล้วการอ่านคัมภีร์เคล็ดวิชามันจะต่างอะไรกับการอ่านตัวอักษรทั่วไปล่ะ?
วิชาคณิตศาสตร์ สิ่งที่เธอเตรียมมาสอนก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ "การคำนวณ" เหมือนกัน ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็ตรงกับคอนเซปต์ของวิชาคณิตศาสตร์เป๊ะเลยไม่ใช่หรือไง?
วิชาพละ ก็คือการออกกำลังกาย แล้วจะมีอะไรสู้ 'วิชากายาอสูร' ที่สำนักเก่าของเธอเตรียมไว้ให้พวกลูกสัตว์วิเศษโดยเฉพาะได้อีกล่ะ?
จุดประสงค์หลักของดนตรีในยุคดวงดาวมนุษย์สัตว์ คือการช่วยบรรเทาภาวะพลังจิตคลุ้มคลั่ง ซึ่งถ้าพูดถึงการทำจิตใจให้สงบร่มเย็นแล้วล่ะก็ ไม่มีอะไรจะช่วยทำให้จิตใจสงบได้ดีไปกว่าการสวดมนต์ทำวัตรเช้าในโลกบำเพ็ญเพียรอีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในโลกบำเพ็ญเพียรเองก็มีผู้บำเพ็ญสายดนตรีเหมือนกันนี่นา? คิดถึงตอนนั้น เพื่อที่จะดูแลพวกลูกสัตว์ให้ดีขึ้น เธออุตส่าห์ถ่อไปค้นคว้าตำราในหอคัมภีร์ตั้งมากมาย แถมยังไปตื๊อศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งยอดเขาอวิ๋นเหยาให้สอนเคล็ดวิชาสายดนตรีมาตั้งเยอะ
วิชางานประดิษฐ์ สิ่งที่เธอจัดเตรียมไว้ก็นับว่าเป็นงานประดิษฐ์เหมือนกันนั่นแหละ ยังไงซะก็ต้องลงมือทำเองอยู่ดี
วิชาศิลปะ อันนี้ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ มีใครเรียนวาดรูปโดยไม่เริ่มจากการลากเส้นบ้างล่ะ? วิชาศิลปะที่เธอจัดไว้มีแต่การวาดเส้นทั้งนั้นแหละ
วิชาทำอาหาร ก็คือการทำกับข้าว ตอนอยู่สำนัก นอกจากใช้เตาหลอมยาเพื่อปรุงโอสถแล้ว เธอก็ทำอาหารให้พวกลูกสัตว์วิเศษกินนี่แหละ ต่อมาพอไปอยู่บนดาวโลก ตอนที่ไม่มีเตาหลอมยา เตาฟืนกับเตาแม่เหล็กไฟฟ้าก็คืออุปกรณ์คู่ใจในการทำอาหารของเธอนั่นแหละ
ตอนแรกเธอก็ไม่ได้กะจะยัดเยียดวิชาเรียนอะไรมากมายขนาดนี้หรอกนะ แต่พอได้ดูซีรีส์เด็กที่ฮิตที่สุดในยุคดวงดาวเรื่อง ‘ฉันคือลูกสัตว์อนุบาลผู้ทรงเกียรติ’ ลูกสัตว์ตัวน้อยที่ชื่อว่า 'ซาซ่า' ก็เรียนวิชาพวกนี้ในโรงเรียนอนุบาลเหมือนกัน
พูดภาษาดวงดาวสากลได้ฉอด ๆ อย่างคล่องแคล่ว วิชาดนตรีก็เรียนร้องเพลง วิชาเต้นก็เรียนเต้น วิชางานประดิษฐ์ก็เรียนประกอบหุ่นยนต์กับยานอวกาศจิ๋ว วิชาทำอาหารก็หัดทำกับข้าว วิชาศิลปะก็เรียนชื่นชมผลงานและหัดวาดรูป...
ลูกสัตว์ตัวกะเปี๊ยกเดียว เรียกได้ว่าเก่งกาจรอบด้านเป็นสิบอย่างเลยทีเดียว
แข่งขันกันดุเดือดเกินไปแล้ว นี่มันราชาแห่งวงการแข่งกันเรียนชัด ๆ แต่ก็นะ บางทีในสายตาของมนุษย์สัตว์ยุคดวงดาว การมีพรสวรรค์ที่เหนือกว่า ก็ย่อมต้องเรียนรู้ความรู้ให้มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความรับผิดชอบต่อสังคมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในอนาคตล่ะมั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น จากการทดสอบพรสวรรค์ในวันนี้ เธอพบว่าลูกสัตว์ของมนุษย์สัตว์ในยุคดวงดาว มีพรสวรรค์เทียบเท่ากับลูกสัตว์วิเศษระดับสวรรค์ขั้นสุดยอดในสำนักเก่าของเธอเลยล่ะ ลูกสัตว์ที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ มีแค่สำนักใหญ่ที่รากฐานแน่นหนาเท่านั้นแหละที่จะมีกำลังและทุนทรัพย์พอจะปั้นขึ้นมาได้
ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ นักเรียนทั้งแปดคนดันมีพรสวรรค์ระดับสุดยอดแบบหนึ่งในหมื่นเหมือนกันหมด สมกับที่เป็นยุคดวงดาวที่พลังปราณล้นทะลักจริง ๆ คนเกลื่อนกลาดล้วนเป็นอัจฉริยะ!
ในเมื่อพวกลูกสัตว์ยุคดวงดาวแข่งกันเรียนหนักขนาดนี้ ลูกศิษย์ของเธอก็ต้องไม่น้อยหน้าเหมือนกัน
หลักสูตรพวกนี้เป็นสิ่งที่เธออดหลับอดนอนมาหลายคืน เพื่อร่างตำราเรียนขึ้นมาโดยอิงจากพวกลูกสัตว์ที่เข้ามาเรียนและความต้องการที่แท้จริงของยุคดวงดาว
เธอทุ่มเทสุดกำลังเพื่อหวังจะปั้นลูกศิษย์ทุกคน ให้กลายเป็นนักเรียนดีเด่นผู้เก่งกาจรอบด้านเหมือนในซีรีส์ให้ได้!
เพื่อเงินรางวัลจากการแข่งขันของโรงเรียนอนุบาลระดับดวงดาวแล้ว เธอสู้ตาย!
เริ่มจากเฮยม่อ เสียงท่องจำของพวกลูกสัตว์ก็ค่อย ๆ แผ่วลง นี่พวกเขาสามารถเข้าสู่ขั้นแรกเริ่มของการฝึกเคล็ดวิชาได้แล้วงั้นเหรอเนี่ย
เมื่อเห็นนักเรียนแต่ละคนดำดิ่งเข้าสู่ภวังค์สมาธิ เจียงอวี่ซีก็แอบอิจฉาจนคันไม้คันมือ ไม่ว่าจะในโลกบำเพ็ญเพียรหรือโลกยุคปัจจุบัน พรสวรรค์ของเธอไม่เคยถูกจัดอยู่ในเกณฑ์ดีเลย พรสวรรค์ของเจ้าของร่างเดิมถือว่าไม่เลวเลยล่ะ น่าเสียดายที่ตอนเธอเข้ามาสิงร่าง ทะเลวิญญาณก็พังทลายเละเทะไปแล้ว ร่างกายก็อ่อนแอจนเหลือแค่ลมหายใจรวยริน ตอนนี้เธอเลยต้องยอมทุ่มทั้งเวลา พลังปราณ และโอสถเพื่อค่อย ๆ ฟื้นฟูมันกลับมา
แต่อิจฉาก็ส่วนอิจฉา ริษยาก็ส่วนริษยา ความรู้สึกส่วนใหญ่ของเธอคือความภาคภูมิใจมากกว่า ก็แหม... ลูกสัตว์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ล้วนเป็นลูกศิษย์ของเธอทั้งนั้นเลยนี่นา
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว สองพี่น้องเบอร์นีกับเบิร์ลลืมตาตื่นจากภวังค์สมาธิเป็นคู่แรก ตามมาด้วยฟีล, กาซิโอ, ไลโอ, จู๋เซี่ย, เฮยม่อ และคนที่ตื่นเป็นคนสุดท้ายก็คือดอริสซะงั้น นี่มันเหนือความคาดหมายของเธอจริง ๆ ตอนแรกนึกว่าเฮยม่อจะเป็นคนสุดท้ายซะอีก
ก็ในบรรดานักเรียนทั้งหมดนี่ เฮยม่อคือคนที่มีพรสวรรค์ดีที่สุด และเข้าสู่ภวังค์สมาธิได้เร็วที่สุดนี่นา
วิชาต่อไปคือวิชาพละ ซึ่งจะเรียนกันที่สนามหญ้าหน้าอาคารเรียน
น้ำยาชุบยีนสำหรับลูกสัตว์ที่อาจารย์ของเจ้าของร่างเดิมช่วยดิ้นรนขอมาให้นั้น มีส่วนผสมที่ล้ำเลิศมาก เธอจึงนำน้ำยานั่นมาสกัดหลอมละลายสักหน่อย ผลลัพธ์ที่ได้มันเทียบชั้นได้กับของเหลวชำระกายขั้นต้นสำหรับลูกสัตว์วิเศษที่ได้รับความนิยมที่สุดในอดีตสำนักของเธอเลยล่ะ
ดูท่าชาวมนุษย์สัตว์ในยุคดวงดาวก็ให้ความสำคัญกับการเคี่ยวกรำร่างกายเหมือนกันนะเนี่ย ซึ่งนี่ก็ยิ่งทำให้เธอมั่นใจในหลักสูตรวิชาพละที่เธอแต่งขึ้นมาเองมากขึ้นไปอีก
(จบบท)