- หน้าแรก
- วิถีใจนิรันดร์สะท้านภพ
- บทที่ 515: คัมภีร์มหาอัคคีสุริยันขีดสุด
บทที่ 515: คัมภีร์มหาอัคคีสุริยันขีดสุด
บทที่ 515: คัมภีร์มหาอัคคีสุริยันขีดสุด
ตูม ปัง ปัง!
ท่ามกลางพายุแห่งน้ำและไฟ ทั้งสองคนเข้าปะทะกันอีกครั้ง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ
ในชั่วขณะหนึ่ง ร่างของอวิ๋นอิงอู่ก็กระเด็นถอยหลังออกมา ที่มุมปากมีหยดเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย
“เจ้าแพ้แล้ว”
ชายร่างอ้วนเตี้ยกล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม
ทว่าภายในใจของเขาเองก็รู้สึกประหลาดใจในพละกำลังของอวิ๋นอิงอู่อยู่ไม่น้อย
ชายร่างอ้วนเตี้ยผู้นี้เข้ามาอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ยี่สิบปีแล้ว ทว่าอวิ๋นอิงอู่เพิ่งจะก้าวเข้ามา แต่กลับมีพละกำลังในการต่อสู้ระดับองครักษ์ศักดิ์สิทธิ์ตราทองแดง และสามารถต่อสู้กับเขาได้อย่างสูสีถึงขนาดนี้
เกรงว่าอีกไม่นาน อวิ๋นอิงอู่ก็คงจะก้าวข้ามเขาไป
ดังนั้น แม้ชายร่างอ้วนเตี้ยจะเป็นฝ่ายชนะ ทว่าเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีโอ้อวดหรือหยามหยันแต่อย่างใด
“แม้แต่อวิ๋นอิงอู่ก็ยังพ่ายแพ้”
เจียงเฉินลอบถอนใจออกมา
พละกำลังของอวิ๋นอิงอู่ ในบรรดาอัจฉริยะของอาณาจักรอวิ๋นเจ้า เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสองรองใคร
อวิ๋นอิงอู่เก็บงำความอัปยศไว้ภายในใจและเดินจากไป
เขาพ่ายแพ้อีกครั้ง ไม่มีสิ่งใดต้องกล่าวอ้าง มีเพียงต้องตั้งใจฝึกฝนเพื่อคว้าชัยชนะในครั้งหน้า ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่มีหน้าไปพบเจอผู้ใดอีกแล้ว
ต่อจากนั้น ก็ยังมีการท้าชิงถ้ำฝึกบำเพ็ญเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง
อัจฉริยะจากทั้งสามอาณาจักรต่างพากันสลับสับเปลี่ยนเพื่อทดสอบพละกำลังของเจ้าของถ้ำในลำดับต้นๆ
“ไม่รู้ว่าคนที่ครอบครองถ้ำหมายเลขสิบเอ็ดจะมีพละกำลังเช่นไร?”
เยี่ยเฉิงเฟิงจ้องมองไปที่ชายผมแดงเนตรแดงคนหนึ่ง
ในการทดสอบของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เขาอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างรั้งท้าย ในยามนี้เขากำลังมองหาคู่ต่อสู้เพื่อท้าชิง จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนใจในตัวชายผมแดงคนนั้น
อัจฉริยะจากอาณาจักรหมานหรงและอาณาจักรอวิ๋นเจ้าต่างก็ไม่ได้คุ้นเคยกับชายผมแดงผู้นี้นัก ทว่าการที่เขาสามารถคว้าอันดับหนึ่งในการทดสอบมาได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ดังนั้นจนถึงยามนี้จึงยังไม่มีใครกล้าเข้าไปลองดีกับเขา
ประดุจดั่งจะสัมผัสได้ถึงสายตาของเยี่ยเฉิงเฟิง ชายผมแดงแค่นเสียงเย็นออกมาหนึ่งครั้ง และเดินมุ่งหน้าขึ้นไปด้านบน
ภาพที่ปรากฏขึ้นนี้ ทำเอาผู้คนมากมายต่างพากันตกตะลึง
เหนือถ้ำหมายเลขสิบเอ็ดขึ้นไป คือเหล่าคนรุ่นก่อนที่เข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้
เมื่อครู่ อวิ๋นอิงอู่เพิ่งจะท้าชิงถ้ำหมายเลขแปดและพ่ายแพ้ไป
“หลี่เซียวอวิ๋นจะทำสิ่งใด? หรือเขาคิดจะท้าชิงกับคนที่อยู่ในสิบถ้ำแรก?”
“ทว่า ถ้ำหมายเลขเก้าและสิบต่างก็กำลังปิดด่านฝึกตนอยู่ ส่วนเจ้าอ้วนในถ้ำหมายเลขแปดก็แข็งแกร่งยิ่งนัก และคนในถ้ำหมายเลขเจ็ดเกรงว่าคงจะแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้น”
เหล่าอัจฉริยะอาณาจักรชื่อเซียวต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์
ชายผมแดง “หลี่เซียวอวิ๋น” เดินมาถึงเบื้องหน้าถ้ำหมายเลขสิบ สะบัดมือหนึ่งครั้ง แสงเพลิงสายหนึ่งพุ่งเข้ากระแทกใส่พื้นผิวของถ้ำ
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ เขาจึงเดินไปยังถ้ำหมายเลขเก้าและซัดแสงเพลิงเข้าใส่
ไม่นานนัก เสียงที่ราบเรียบเสียงหนึ่งก็ดังออกมา: “ใครมารบกวนข้า?”
จากนั้นก็เห็นชายหน้าเหลี่ยมคนหนึ่งเดินออกมา
“ผู้น้อยไม่ล่วงรู้ว่าท่านกำลังฝึกตนอยู่ โปรดประทานอภัยด้วย”
ชายผมแดงกล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยคำขอโทษ
“คนเยอะถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ชายหน้าเหลี่ยมเมื่อเห็นสถานการณ์ด้านนอก ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
จากนั้นเขาจ้องมองไปที่หลี่เซียวอวิ๋น: “พวกเจ้าคงจะเป็นสมาชิกสำรองที่เพิ่งมาใหม่ ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ คนที่กำลังปิดด่านฝึกตนอยู่ ต่อให้จะเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า ก็ไม่อาจรบกวนผู้อื่นตามอำเภอใจได้ เห็นแก่ที่เจ้าเป็นคนใหม่ ข้าจะไม่เอาความ จงจำไว้ว่าอย่าทำเรื่องโง่ๆ เช่นนี้อีกในภายภาคหน้า”
ชายหน้าเหลี่ยมสั่งสอนหลี่เซียวอวิ๋นด้วยท่าทีประดุจดั่งศิษย์พี่
“ขอบพระคุณท่านที่เมตตา ทว่าผู้น้อยยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”
หลี่เซียวอวิ๋นกล่าวต่อ
“เรื่องอันใด?”
“อยากจะขอรับการชี้แนะจากท่านสักหน่อย”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่เซียวอวิ๋นพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมในทันที
สีหน้าของชายหน้าเหลี่ยมแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง จ้องเขม็งไปที่หลี่เซียวอวิ๋นด้วยความโกรธแค้น ล่วงรู้ได้ในทันทีว่าตนเองถูกหลี่เซียวอวิ๋นผู้นี้หลอกใช้เสียแล้ว
ท่าทีที่เป็นมิตรของหลี่เซียวอวิ๋นก่อนหน้านี้นั้นล้วนแต่เป็นการเสแสร้ง เพื่อให้ชายหน้าเหลี่ยมไม่เอาความเรื่องที่เขารบกวนการฝึกตนเท่านั้น
“ฮ่าๆๆ เจ้าเด็กนี่ฉลาดจริงๆ ถึงกับหลอกปั่นหัวเหยียนซานซานได้”
ชายร่างอ้วนเตี้ยที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่นออกมา
“เหยียนซานซาน อย่าได้วู่วาม คนผู้นี้เป็นคนที่มีพละกำลังแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสมาชิกสำรองกลุ่มนี้”
ชายร่างสูงอีกคนส่งกระแสจิตเตือน
ทว่าชายหน้าเหลี่ยมในยามนี้กำลังโกรธแค้นถึงขีดสุด เขาจึงไม่ได้สนใจคำเตือนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นก็ให้ข้าได้เห็นหน่อยเถิดว่าเจ้าจะแน่สักแค่ไหน!”
การที่ถูกสมาชิกสำรองที่เพิ่งเข้ามาใหม่หลอกปั่นหัวเช่นนี้ เขาจะข่มตาหลับลงได้อย่างไร
เขายังคงเป็นสมาชิกสำรอง ทว่าเขาก็อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาถึงยี่สิบปีแล้ว อีกทั้งยังมีพละกำลังระดับองครักษ์ศักดิ์สิทธิ์ตราทองแดง และกำลังเตรียมตัวที่จะออกไปทดสอบที่หอคอยทลายเมฆาอยู่พอดี
ตูม!
หลี่เซียวอวิ๋นเริ่มเปิดฉากโจมตีในทันที เขาซัดฝ่ามือออกมาหนึ่งครั้ง ปรากฏหัตถ์อัคคีขนาดมหึมาพุ่งเข้าตะปบใส่ชายหน้าเหลี่ยม
ชายหน้าเหลี่ยมชักหอกยาวออกมาหนึ่งเล่ม สะบัดหอกอย่างแรง ปราณหอกสีฟ้าครามพุ่งแทงออกไปอย่างรวดเร็ว
“พละกำลังของเจ้า ก็เพียงเท่านี้เอง!”
หลี่เซียวอวิ๋นหัวเราะออกมาจางๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างลำพองใจ
ทันใดนั้น เขาก็ซัดฝ่ามือออกมาอีกครั้ง อานุภาพนั้นแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ฝ่ามือนี้ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีเหลืองทอง ในชั่วพริบตาที่ซัดออกไป อุณหภูมิโดยรอบประดุจดั่งจะถูกมันสูบกลืนไปจนหมดสิ้น ทำให้อากาศเย็นยะเยือกลงในทันที
ตูม ปัง!
ทั้งสองคนเข้าปะทะกันอีกครั้ง ในครั้งนี้เพลงหอกของชายหน้าเหลี่ยมดูประดุจดั่งจะถูกฝ่ามือนั้นลดทอนอานุภาพลงไปหลายส่วน จนเริ่มกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ชายหน้าเหลี่ยมรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก เขาเริ่มเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง
หลังจากปะทะกันได้ไม่กี่ครั้ง สีหน้าของชายหน้าเหลี่ยมก็ยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้นไปอีก: “วรยุทธ์ที่เจ้าฝึกฝนคือ 'คัมภีร์มหาอัคคีสุริยันขีดสุด'”
“นั่นคือหนึ่งในสิบยอดวิชาพิสดารยุคบรรพกาลที่เขาฝึกฝนอย่างนั้นหรือ?”
ฟู่ซานกวงพึมพำอยู่ที่ด้านข้าง
หากจะกล่าวว่า 'คัมภีร์อักขระลับเทวมาร' คือวรยุทธ์ที่มีพลังป้องกันแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสิบยอดวิชา เช่นนั้น 'คัมภีร์มหาอัคคีสุริยันขีดสุด' ก็คือวรยุทธ์ที่มีพลังในการทำลายล้างรุนแรงที่สุดเช่นกัน
“เจ้าก็นับว่ามีความรู้ความเห็นอยู่บ้าง”
หลี่เซียวอวิ๋นกล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม
ในวินาทีต่อมา ร่างกายของเขาก็เปล่งประกายแสงสีทอง เปลวเพลิงพุ่งสูงขึ้น ทั่วทั้งร่างประดุจดั่งมนุษย์เพลิงที่กำลังแผดเผา คอยสูบกลืนอุณหภูมิรอบกายมาเป็นพลังของตนเองอย่างต่อเนื่อง
“ต้องรีบตัดสินผลแพ้ชนะให้เร็วที่สุด”
แววตาของชายหน้าเหลี่ยมหดเล็กลง เขาควงหอกยาวด้วยความเร็วที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ปรากฏร่างเงาหอกที่หนักอึ้งนับสิบสายพาดผ่านระหว่างฟ้าดิน
“ฝ่ามืออัคคีผลาญสิ้น!”
หลี่เซียวอวิ๋นตะโกนลั่น สะบัดหัตถ์อัคคีที่ควบแน่นจนแข็งแกร่งและเปล่งประกายสีเหลืองทองออกมาหนึ่งฝ่ามือ
ฝ่ามือยักษ์นั้นมีอานุภาพที่แข็งแกร่งยิ่งนัก เมื่อปราณหอกพุ่งเข้ามาถึง อานุภาพของมันกลับถูกอุณหภูมิที่ร้อนแรงนั้นแผดเผาจนลดทอนพลังลงไปหลายส่วน
จากนั้น ฝ่ามือยักษ์ก็พุ่งเข้ากระแทก ทำลายปราณหอกเหล่านั้นจนแหลกสลายไปหมดสิ้น
“หมัดสุริยันระเบิด!”
หลี่เซียวอวิ๋นพุ่งเข้าประชิดตัวชายหน้าเหลี่ยม และสำแดงวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งออกมาอีกครั้ง
หมัดที่เขาซัดออกมานั้น ดูประดุจดั่งดวงสุริยันที่กำลังแผดเผา พุ่งเข้าชนอย่างรวดเร็ว
ชายหน้าเหลี่ยมมีสีหน้าที่ตื่นตระหนก เขารีบเค้นพลังปราณต้นกำเนิดออกมาอย่างสุดกำลังเพื่อต้านทานการโจมตีนี้
ตูม ปัง!
หมัดสุริยันนั้นระเบิดออก ก่อเกิดเป็นคลื่นความร้อนที่ร้อนแรงแผ่กระจายออกไป ทำให้อากาศรอบด้านกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง
ส่วนชายหน้าเหลี่ยมนั้นถูกซัดจนกระเด็นถอยหลังไปกว่ายี่สิบก้าว เขาขบฟันแน่น ที่มุมปากมีเลือดไหลซึมออกมา เสื้อผ้าบนร่างกายถูกแผดเผาจนหลอมละลายไปบางส่วน
“เจ้าแพ้แล้ว ถ้ำฝึกบำเพ็ญแห่งนี้เป็นของข้า”
แสงเพลิงบนร่างกายของหลี่เซียวอวิ๋นเลือนหายไป เขาร่อนกายลงมาและเดินเข้าไปในถ้ำหมายเลขเก้า
“บัดซบ... นึกไม่ถึงว่าข้าจะพ่ายแพ้ให้แก่เขา”
ชายหน้าเหลี่ยมสั่นสะท้านไปทั้งร่าง และมุดหายเข้าไปในถ้ำหมายเลขสิบเอ็ดแทน
“คนผู้นี้แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
เยี่ยเฉิงเฟิงประเมินออกมาสั้นๆ สีหน้าดูเคร่งเครียดไม่น้อย
จากการสังเกตเมื่อครู่นี้ ต่อให้เป็นเขาที่ต้องรับมือกับหลี่เซียวอวิ๋น ก็เกรงว่าคงจะไม่มีความมั่นใจเท่าใดนัก
ในบริเวณใกล้เคียงยังมีการท้าชิงเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง จำนวนผู้คนเริ่มเบาบางลง
การแข่งขันที่นี่รุนแรงเกินไป การจะเอาเวลามานั่งดูการประลองหรือเที่ยวท้าชิงไปทั่ว ไม่สู้เอาเวลาไปฝึกฝนให้มากขึ้น รอจนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมแล้วค่อยออกมาท้าชิงจะดีกว่า
หลังจากวันแรกผ่านพ้นไป การท้าชิงถ้ำฝึกบำเพ็ญก็ลดน้อยลงมาก
ภายในถ้ำ เฉินอวี่เริ่มปิดด่านฝึกตน เขาขับเคลื่อน 'คัมภีร์อักขระลับเทวมาร' เพื่อขัดเกลาพลังปราณต้นกำเนิดอย่างต่อเนื่อง
สภาพแวดล้อมในการฝึกฝนที่นี่ดีกว่าสำนักศึกษาไร้มารมากนัก อีกทั้งการที่มีอัจฉริยะมากมายเช่นนี้ ก็สร้างแรงกดดันให้แก่เฉินอวี่อยู่ไม่น้อย เขาจึงสัมผัสได้ว่าตนเองใกล้จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะกลางเข้าไปทุกทีแล้ว
ในยามนี้ราชันอัคคีแดงเองก็เริ่มฝึกตนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สำหรับเขาแล้ว สภาพแวดล้อมการฝึกฝนที่นี่ดูประดุจดั่งจะเพิ่งก้ามข้ามมาตรฐานขั้นต่ำภายในใจของเขามาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากผ่านการติดต่อสื่อสารกันมาระยะหนึ่ง อัจฉริยะจากทั้งสามอาณาจักรต่างก็พอจะล่วงรู้ถึงพละกำลังของกันและกัน คนที่แข็งแกร่งจริงๆ ต่างก็ได้ครอบครองถ้ำฝึกบำเพ็ญในลำดับต้นๆ กันหมดแล้ว
“เจ้าเด็กนี่ยังไม่ออกมาอีกอย่างนั้นหรือ”
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกระทืบเท้าลงที่เบื้องหน้าถ้ำของเฉินอวี่อย่างแรง จากนั้นก็เดินจากไป
อัจฉริยะจากทั้งสามอาณาจักรต่างพอจะล่วงรู้ข้อมูลของกันและกันแล้ว ในสายตาของอัจฉริยะอาณาจักรหมานหรง ในบรรดาถ้ำลำดับต้นๆ มีเพียงเฉินอวี่เท่านั้นที่ดูเหมือนจะได้รับตำแหน่งมาเกินพละกำลังที่แท้จริง นับเป็นเป้าหมายที่น่าเข้าไปแย่งชิง รองลงมาคือซือถูหลินอวี้
ชายร่างสูงคนนั้นพำนักอยู่ที่ถ้ำหมายเลขยี่สิบเอ็ด เขาจ้องมองถ้ำของเฉินอวี่ด้วยความละโมบมานานแล้ว และจะแวะเวียนมาดูทุกๆ สองวัน
ทว่า ยังมีคนอื่นๆ ที่จ้องจะแย่งชิงถ้ำของเฉินอวี่เช่นกัน เพียงแต่แวะมาดูเป็นครั้งคราวเท่านั้น
“ไม่รู้ว่าในยามนี้สถานการณ์จะเป็นอย่างไรบ้าง”
หลังจากฝึกตนมาได้สามเดือน เฉินอวี่ก็ออกจากด่าน
เขามุ่งหน้าไปยังถ้ำของศิษย์พี่หยวนเฉินเป็นอันดับแรก หยวนเฉินพำนักอยู่ที่ถ้ำหมายเลขยี่สิบหก
จากปากของหยวนเฉิน เฉินอวี่ได้รับข่าวคราวมากมาย เช่น เยี่ยเฉิงเฟิงท้าชิงถ้ำหมายเลขสิบห้าได้รับชัยชนะ ทว่าหลังจากนั้นหนึ่งเดือนก็ถูกฝ่ายตรงข้ามชิงคืนไปได้ และยังมีข่าวเรื่องการเปลี่ยนมือของถ้ำฝึกบำเพ็ญของอัจฉริยะคนอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน
ทว่าเรื่องที่น่าสนใจที่สุดคือคนอย่างหลี่เซียวอวิ๋นและฟู่ซานกวง ต่างก็สามารถผ่านบททดสอบชั้นแรกของหอคอยทลายเมฆา และกลายเป็นองครักษ์ศักดิ์สิทธิ์ตราทองแดงได้แล้ว
“ศิษย์น้อง เหตุใดเจ้าจึงไม่ลองไปทดสอบที่หอคอยทลายเมฆาดูบ้างเล่า?”
หยวนเฉินถามออกมา
ในสายตาของเขา เฉินอวี่น่าจะมีพละกำลังเพียงพอที่จะกลายเป็นองครักษ์ศักดิ์สิทธิ์ตราทองแดงได้แล้ว
“รออีกสักหน่อยเถิด”
เฉินอวี่มีการวางแผนภายในใจไว้แล้ว เขาตัดสินใจว่าจะรอให้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะกลางเสียก่อน ค่อยไปทดสอบที่หอคอย
หลังจากสนทนากันครู่หนึ่ง เฉินอวี่ก็ลาจาก และเตรียมตัวจะไปหาซื้อสมุนไพรล้ำค่าเพื่อการฝึกฝน
“เจ้าเด็กนี่ ที่แท้เจ้าแอบไปหลบอยู่ในถ้ำของคนอื่นนี่เอง”
เสียงตะโกนลั่นดังมาจากเบื้องบน
เฉินอวี่เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำและสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังแผดร้องคำรามอยู่ที่เบื้องหน้าถ้ำของเขา