เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 440: พ้นจากสถานะขุมกำลังภายใต้การปกครอง

บทที่ 440: พ้นจากสถานะขุมกำลังภายใต้การปกครอง

บทที่ 440: พ้นจากสถานะขุมกำลังภายใต้การปกครอง


หลังจากสงครามครั้งใหญ่ระหว่างทั้งสองฝ่ายยุติลงชั่วคราว ฝ่ายแคว้นฉู่ต่างก็พากันยินดียิ่ง

พวกเขาสามารถสะกดข่มกำลังพลของฝ่ายศัตรูไว้ได้ และทำให้เฉินอวี่กลับมาได้อย่างปลอดภัย เรื่องนี้เปรียบเสมือนการตบหน้าเผ่าภูเขาหิมะอย่างรุนแรง และนับเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่

ทว่า เมื่อทุกคนได้รับรู้ถึงผลงานการรบโดยละเอียดของเฉินอวี่แล้ว ต่างก็ยิ่งพากันตกตะลึงมากขึ้นไปอีก

เผ่าหลานติ่งเกือบจะถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก หัวหน้าเผ่าถูกสังหาร

ต่อมา เมื่อต้องเผชิญกับการลอบโจมตีของเผ่าหมานถูและยอดฝีมือคนอื่นๆ เฉินอวี่กลับสามารถสังหารกลับได้อีกครั้ง โดยการปลิดชีพยอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดอีกคนของเผ่าหลานติ่ง และยังสังหารยอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดของเผ่าปี้ไห่ไปได้อีกหนึ่งคน

การที่ยอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดต้องตกตายไปถึงสามคนในคราวเดียว สำหรับเผ่าภูเขาหิมะทั้งเก้าแล้ว ย่อมนับเป็นการสูญเสียที่ใหญ่หลวงนัก

ขุมกำลังของเผ่าภูเขาหิมะถูกบั่นทอนลง เช่นนี้โอกาสชนะของสามแคว้นแดนใต้ย่อมมีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นี่ก็ยังไม่ใช่ข่าวที่สั่นสะเทือนใจผู้คนมากที่สุด

เมื่อข่าวเรื่องการปรากฏตัวของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ถูกเผยแพร่ออกไป ยอดฝีมือระดับแนวหน้าของแคว้นฉู่นับไม่ถ้วนต่างก็ไม่อาจสงบใจลงได้ รวมไปถึงแคว้นฉีและแคว้นเยี่ยน ต่างก็เกิดคลื่นลมพัดโหมครั้งใหญ่ จนต้องส่งยอดฝีมือมาเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ที่แท้จริง

ความแข็งแกร่งของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีบันทึกไว้เพียงในตำนาน สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ไม่เพียงแต่จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งและมีวิชาความรู้อันเลิศล้ำเท่านั้น แต่สายเลือดของมันยังแข็งแกร่งอย่างไร้ผู้เปรียบ และยังสามารถสะกดข่มเหล่าสัตว์อสูรและสัตว์โบราณระดับต่ำได้อย่างสิ้นเชิง

สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เพียงตัวเดียว ก็ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การรบอย่างมหาศาลแล้ว

หลังจากเรื่องทั้งหมดนี้ถูกประกาศออกไป ทั้งสามแคว้นก็สั่นสะเทือน ยอดฝีมือมากมายต่างพากันมาเข้าพบเฉินอวี่ รวมไปถึงเจ้าสำนักทั้งสาม ผู้อาวุโสสูงสุด และเจ้าวังฝู รวมถึงยอดฝีมือระดับแนวหน้าคนอื่นๆ ของแคว้นฉู่

ทว่าเฉินอวี่ที่กำลังพักผ่อนอยู่ในเขตหวงห้ามสำหรับการฝึกฝน กลับปฏิเสธการเข้าพบทั้งหมด

ในอดีต หากคนเหล่านี้ต้องการจะพบเฉินอวี่ เขาไม่อาจปฏิเสธได้ และยังต้องเป็นฝ่ายเดินทางไปพบด้วยตนเอง

แต่ในยามนี้ เมื่อคนเหล่านี้ต้องการจะพบเฉินอวี่ ถึงขั้นต้องเดินทางมาหาถึงที่ เฉินอวี่กลับสามารถปฏิเสธได้ และพวกเขาก็ไม่ได้มีความขุ่นเคืองใจอะไรมากมายนัก

นี่ก็คือการเปลี่ยนแปลงของพละกำลัง ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฐานะ

พื้นที่ภายใต้การดูแลของสำนักกระบี่เหล็ก

“เขามีสัตว์เลี้ยงจิตวิญญาณระดับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไรกัน?”

ชายชราผมเงินที่แบกกระบี่สีส้มไว้บนหลัง มีสีหน้าเหม่อลอย แววตาดูมึนงงอยู่บ้าง

ยอดฝีมือสำนักกระบี่เหล็กคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้าง ต่างก็ยากจะเชื่อเช่นเดียวกัน

“ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าเด็กนี่ในยามนี้ ผนวกกับสัตว์เลี้ยงระดับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะกลาง ก็เกรงว่าจะสังหารเขาได้ยาก!”

ยอดฝีมือระดับสูงคนหนึ่งกล่าวขึ้น หลังจากพูดจบเขาก็รู้สึกใจหายวูบขึ้นมาเอง

ทว่า นี่คือความจริง

สายเลือดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น การท้าทายข้ามระดับย่อมเป็นเรื่องปกติ และความแข็งแกร่งของตัวเฉินอวี่เองก็ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ยังเคยเอาชนะเมิ่งชื่อสยงมาได้ ต่อให้ยอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะกลางมาด้วยตนเอง ก็คงต้องรู้สึกลำบากใจ

“เป็นไปไม่ได้ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์มีฐานะสูงส่ง ย่อมไม่มีทางยอมทำพันธสัญญาที่ต้องสยบยอมโดยสิ้นเชิงเช่นนั้นแน่ พันธสัญญาระหว่างทั้งสองฝ่ายต้องมีปัญหา สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นย่อมไม่ได้ยอมทำตามคำสั่งของเฉินอวี่ไปเสียทุกเรื่องหรอก”

หลู่เถี่ยจู่แค่นเสียงหึออกมา พลางคาดเดาไปตามความคิด

การคาดเดาของเขานั้นไม่ได้ไร้หลักฐาน และมีความน่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย

สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้องอาจ มีหรือจะยอมก้มหัวให้เฉินอวี่!

“ผู้อาวุโสสูงสุด แล้วเรื่องความแค้นระหว่างท่านกับเฉินอวี่เล่า?”

เจ้าสำนักกระบี่เหล็กเอ่ยถามหยั่งเชิงออกไป

ในยามนี้ชื่อเสียงของเฉินอวี่กำลังโด่งดังขจรขจาย เป็นวีรบุรุษของทั้งสามแคว้น ยอดฝีมือจากหลายขุมกำลังสำนักต่างก็พากันยื่นไมตรีมาให้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี

มีเพียงสำนักกระบี่เหล็กเท่านั้นที่ยังไม่เคลื่อนไหวใดๆ นั่นเป็นเพราะหลู่เถี่ยจู่และเฉินอวี่มีความแค้นที่ยากจะคลี่คลายต่อกัน

“เรื่องเหล่านี้พวกเจ้าไม่ต้องสนใจไปหรอก ช่วงนี้ก็จงสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเฉินอวี่ไปก่อนเถิด”

หลู่เถี่ยจู่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมา และกล่าวออกไป

“ตกลง!”

เจ้าสำนักกระบี่เหล็กถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขานึกเกรงว่าหลู่เถี่ยจู่จะดึงดันสู้ตายกับเฉินอวี่ต่อไป

หากพิจารณาถึงความสำคัญแล้ว เฉินอวี่และสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าหลู่เถี่ยจู่

หากหลู่เถี่ยจู่ดึงดันจะสู้กับเฉินอวี่ ขุมกำลังอื่นๆ หากไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ ก็ย่อมต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเฉินอวี่แน่ เรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นผลเสียต่อหลู่เถี่ยจู่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสำนักกระบี่เหล็กอีกด้วย

หลังจากที่ทุกคนจากไปแล้ว หลู่เถี่ยจู่ที่นั่งอยู่ด้านบนสุดก็มีสีหน้าเคร่งเครียดลง

“ความแค้นระหว่างข้ากับเจ้าเด็กนี่ไม่อาจคลี่คลายได้ มันแข็งแกร่งขึ้นจนถึงระดับนี้แล้ว คงไม่อาจกำจัดทิ้งได้อีก แต่หากมันคิดจะสังหารข้า ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!”

หลู่เถี่ยจู่พึมพำออกมา แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยว

ในความเป็นจริง หากไม่ใช่เพราะคำทำนายของมหาปุโรหิต หลู่เถี่ยจู่ย่อมไม่มีทางเชื่อว่าเฉินอวี่จะสังหารตนเองได้

แต่ในเมื่อมีคำทำนายออกมาแล้ว หลู่เถี่ยจู่จึงจำต้องเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเฉินอวี่ค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้

เขาหยิบเอากล่องที่ถูกปิดผนึกไว้ออกมาจากถุงมิติ หลังจากคลายม่านพลังต้องห้ามออกแล้ว ก็หยิบคัมภีร์เก่าแก่เล่มหนึ่งออกมา

“นี่คือวิชาต้องห้ามที่บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักกระบี่เหล็กทิ้งเอาไว้ หากฝึกฝนจนสำเร็จ พละกำลังของข้าจะเพิ่มสูงขึ้น และยังมีไพ่ตายในการรักษาชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง เฉินอวี่ย่อมไม่มีทางสังหารข้าได้”

หลู่เถี่ยจู่จ้องมองคัมภีร์เล่มนี้ ภายในใจมีความลังเลอยู่บ้าง แต่ครู่ต่อมาเขาก็ตัดสินใจเปิดมันออก

......

ยอดฝีมือมากมายจากแคว้นฉีและแคว้นเยี่ยนต่างพากันเดินทางมายังแคว้นฉู่ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ที่แท้จริง และเดินทางมาเข้าพบเฉินอวี่ อีกทั้งยังต้องการจะยลโฉมสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นด้วย

ด้วยเหตุนี้ แคว้นฉู่จึงตัดสินใจอาศัยโอกาสนี้จัดการประชุมระดับสูงสุดขึ้นอีกครั้ง

ประการแรก เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เฉินอวี่ และเพื่อเน้นย้ำถึงฐานะและความสำคัญของเขา

ประการต่อมา การที่เฉินอวี่สังหารยอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดฝ่ายศัตรูไปหลายคน และบุกทำลายเผ่าไปได้หนึ่งเผ่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสงครามอย่างมหาศาล จึงถือโอกาสนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสงครามในลำดับต่อไป

เมื่อหนึ่งเดือนก่อน เฉินอวี่ได้รับแจ้งข่าว

เขาไม่ได้สนใจอะไรมากนัก และยังคงตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนต่อไป

ส่วนคนอื่นๆ เมื่อทราบเรื่องนี้แล้ว ต่างก็ไม่ได้ไปรบกวนเฉินอวี่ อย่างไรเสียในการประชุมระดับสูงสุดของสามแคว้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าก็ย่อมต้องได้พบกันอยู่แล้ว

เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งเดือนให้หลัง เสียงระฆังของเมืองชื่อก้ายก็ดังขึ้น

นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เฉินอวี่เข้าร่วมการประชุม เช่นเดียวกับเมื่อก่อน เขามาถึงค่อนข้างเร็ว แต่เมื่อไปถึงตำหนักหารือ เขาก็พบว่าคนอื่นๆ ต่างก็พากันมาถึงนานแล้ว กลายเป็นว่าเขาเป็นฝ่ายที่มาสายไปเสียอย่างนั้น

ทว่า ผู้ที่ติดตามเฉินอวี่มาด้วยก็คือราชันอัคคีแดง ในคำแจ้งข่าวนั้นมีระบุไว้ว่า ขอเชิญกิเลนไฟเข้าร่วมการประชุมด้วย

แม้กิเลนไฟจะเป็นสัตว์ แต่อย่างไรก็เป็นถึงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มีสายเลือดสูงส่ง และมีความสำคัญต่อทั้งสามแคว้นยิ่งนัก ฐานะของมันจึงสูงส่งกว่ายอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดทั่วไปเสียอีก

ราชันอัคคีแดงเชิดหน้าขึ้น เดินเข้าไปในตำหนักหารือ

ทันใดนั้น สายตาของทุกคนต่างก็มารวมอยู่ที่ตัวมัน

“เป็นกิเลนไฟจริงๆ ด้วย!”

“นี่รึคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์?”

เสียงอุทานและเสียงแห่งความสงสัยดังขึ้นมากมาย

“ทุกคนมาครบแล้ว การประชุมระดับสูงสุดของสามแคว้น เริ่มได้ ณ บัดนี้!”

ณ ตำแหน่งสูงสุด น้ำเสียงอันแหบพร่าและทุ้มต่ำของบรรพชนเจวี๋ยอินค่อยๆ ดังออกมา

“ในช่วงที่ผ่านมา ผู้อาวุโสเฉินได้บุกเข้าไปในถ้ำเสือ ทำลายเผ่าหลานติ่งจนราบคาบ เรียกได้ว่าเป็นการตบหน้าเผ่าภูเขาหิมะอย่างรุนแรง เรื่องนี้สำหรับทั้งสามแคว้นแล้ว ถือว่ามีความหมายที่ยิ่งใหญ่นัก...”

อันดับแรก เจ้าวังฝูเริ่มบรรยายถึงผลงานการรบอันรุ่งโรจน์ของเฉินอวี่

“ผู้อาวุโสเฉินช่างเป็นวีรบุรุษผู้เก่งกล้าเหนือคนธรรมดา ข้าน้อยขอนับถือ!”

“ผู้อาวุโสเฉินถึงขั้นสังหารหัวหน้าเผ่าหลานติ่งได้ ช่างเป็นเรื่องที่สะใจยิ่งนัก!”

ภายในตำหนัก ผู้เข้าร่วมประชุมมากมายต่างพากันกล่าวชมเชยเฉินอวี่พร้อมรอยยิ้ม

จากนั้น เจ้าวังฝูก็ถือโอกาสแนะนำกิเลนไฟต่อทันที ซึ่งก็ได้เรียกเอาเสียงเยินยอขึ้นมาในทันควัน

“ด้วยเหตุนี้ จึงขอมอบรางวัลให้แก่ผู้อาวุโสเฉินและกิเลนไฟคนละห้าแสนแต้มความดีความชอบ ทุกท่านไม่มีข้อโต้แย้งกระมัง”

เจ้าวังฝูกล่าวสรุปในตอนท้าย

หนึ่งล้านแต้มความดีความชอบนับเป็นจำนวนที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทรัพยากรอันมหาศาลได้อย่างล้นหลาม

“ผู้อาวุโสเฉิน กิเลนไฟ พวกท่านมีอะไรจะกล่าวหรือไม่?”

เจ้าวังฝูเอ่ยถาม

เฉินอวี่ยืนขึ้น พลางเอ่ยถามว่า “ผู้อาวุโสสูงสุดต้วนมู่ ไม่ทราบว่าการมาครั้งนี้ท่านสามารถเป็นตัวแทนของสำนักหลิงเจี้ยนได้หรือไม่?”

“ย่อมได้ ทว่าหากเป็นเรื่องสำคัญเป็นพิเศษ ข้าก็ยังต้องรายงานต่อบรรพชนของสำนักก่อน!”

ผู้อาวุโสสูงสุดต้วนมู่กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“ข้าต้องการจะสนทนากับท่านเกี่ยวกับสัญญาการเป็นสำนักภายใต้การปกครองระหว่างสำนักอวิ๋นเยวี่ยและสำนักหลิงเจี้ยน!”

เฉินอวี่กล่าวออกมาอย่างนุ่มนวล

“ความคิดของผู้อาวุโสเฉินข้าเข้าใจดี ในยามนี้สำนักอวิ๋นเยวี่ยมีผู้อาวุโสเฉินอยู่ ด้วยขุมกำลังสำนักที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ การจะเป็นสำนักภายใต้การปกครองต่อไปย่อมไม่เหมาะสมจริงๆ”

ผู้อาวุโสสูงสุดต้วนมู่ไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจ เขาตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

แท้จริงแล้ว ก่อนจะเดินทางมายังแคว้นฉู่ สำนักหลิงเจี้ยนได้หารือเกี่ยวกับเรื่องนี้กันแล้ว

ผู้อาวุโสไฉยืนกรานที่จะไม่ยอมปล่อยสำนักอวิ๋นเยวี่ยไป เพื่ออาศัยจังหวะนี้ทำให้สำนักตนเองแข็งแกร่งขึ้น ส่วนผู้อาวุโสสูงสุดต้วนมู่แนะนำให้ผูกมิตรกับเฉินอวี่ เพื่อให้ได้มาซึ่งมิตรภาพของสำนักอวิ๋นเยวี่ย

สุดท้าย ผู้ที่สนับสนุนผู้อาวุโสสูงสุดต้วนมู่มีมากกว่า

ดังนั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ สำนักหลิงเจี้ยนจึงได้ตัดสินใจไว้ตั้งนานแล้ว เพียงแต่ต้องรอให้เฉินอวี่เป็นฝ่ายเสนอขึ้นมาเอง เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เฉินอวี่ และขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้สำนักหลิงเจี้ยนเสียศักดิ์ศรีด้วย

“แม้สำนักอวิ๋นเยวี่ยจะพ้นจากสำนักหลิงเจี้ยนไปแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองสำนักย่อมไม่ห่างเหินกัน กลับจะยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก”

ผู้อาวุโสสูงสุดต้วนมู่กล่าวต่อ พลางเสนอความร่วมมือ

“ย่อมเป็นเช่นนั้น”

ด้วยเหตุนี้ สำนักอวิ๋นเยวี่ยจึงไม่เป็นสำนักภายใต้การปกครองอีกต่อไป อีกทั้งยังได้บรรลุความสัมพันธ์ความร่วมมือกับสำนักหลิงเจี้ยนที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นฉีอีกด้วย

ต่อให้ในภายหน้าสงครามสงบลง วังอสูรกระดูกหากคิดจะลงมือกับสำนักอวิ๋นเยวี่ย ก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อน

“ยอดเยี่ยมไปเลย!”

กงหยางซานอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เขาดูตื่นเต้นยิ่ง

เขาอดไม่ได้ที่จะลอบทอดถอนใจออกมา ชะตากรรมของสำนักทั้งสำนักได้แปรเปลี่ยนไปเพราะเฉินอวี่เพียงคนเดียว

“ลำดับต่อไปคือการหารือเกี่ยวกับเรื่องราวของสงคราม แม้ว่าครั้งนี้ผู้อาวุโสเฉินจะตบหน้าเผ่าภูเขาหิมะอย่างรุนแรง แต่ศัตรูนั้นแข็งแกร่งเกินไป ย่อมไม่มีทางจะหวาดกลัวหรือยอมสวามิภักดิ์เพียงเพราะเรื่องเพียงเท่านี้ กลับกันพวกมันจะยิ่งระมัดระวังในการรับมือกับพวกเรามากขึ้นไปอีก...”

เจ้าวังฝูกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึม

“ข้าได้ยินมาว่าเมิ่งชื่อสยงทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะต้นจุดสูงสุดแล้ว!”

ผู้อาวุโสสูงสุดสำนักวารีจันทราถอนหายใจออกมา

เมิ่งชื่อสยงผู้นี้ มีพรสวรรค์โดดเด่นเหนือผู้คน มีความกล้าหาญไร้ผู้ต่อต้าน อายุยังไม่มากกลับมีความสำเร็จถึงเพียงนี้ ช่างน่ากังวลนัก

“ช่วงนี้ข่าวเรื่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าหมานถูก็แพร่กระจายไปทั่วเช่นกัน”

กงหยางซานกล่าวด้วยเสียงทุ้ม

“ยังดีที่ฝ่ายเราก็มีกิเลนไฟ ถึงตอนนั้นก็คงไม่ต้องหวาดกลัว!”

เจ้าสำนักกระบี่เหล็กหัวเราะออกมา

“ย่อมเป็นเช่นนั้น!”

ราชันอัคคีแดงมีสีหน้าเย่อหยิ่งและเย็นชา แฝงไปด้วยความดูแคลนจางๆ

ในยามนี้เขาทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดแล้ว พละกำลังนับว่าก้าวกระโดดไปไกลมาก สถานที่อันห่างไกลความเจริญเช่นนี้ไม่มีอะไรที่เขาต้องเกรงกลัวเลย

สำหรับความเย่อหยิ่งของราชันอัคคีแดงนั้น ทุกคนต่างก็คุ้นชินกันเสียแล้ว ต่างก็พากันคิดว่าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ย่อมต้องเป็นเช่นนี้เอง จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก

จากนั้น เหล่ายอดฝีมือระดับแนวหน้า ณ ที่นั้นก็ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในสนามรบ รวมถึงความเห็นต่างๆ ตลอดจนการคาดการณ์และมาตรการรับมือสถานการณ์ในภายภาคหน้า

......

ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม การประชุมก็ยุติลง

“ผู้อาวุโสเฉิน ครั้งนี้ที่บุกทำลายเผ่าหลานติ่งได้ ผลเก็บเกี่ยวเป็นอย่างไรบ้าง?”

กงหยางซานเดินมาเคียงข้างเฉินอวี่ พลางเอ่ยถามขึ้น

“ได้ยินมาว่าเผ่าหลานติ่งนั่นเชี่ยวชาญการปรุงโอสถและหลอมโอสถ ผู้อาวุโสเฉินคงต้องได้รับทรัพยากรมากมายเป็นแน่”

ผู้อาวุโสสูงสุดสำนักวารีจันทราเดินเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ วาจาแฝงไปด้วยความยั่วยวน

ผู้คนมากมายต่างพากันเดินเข้ามาทักทายและพูดคุยกับเฉินอวี่

“แม้ข้าจะบุกทำลายเผ่าหลานติ่งลงได้ แต่ภารกิจกวาดล้างทรัพยากรนั้นข้าได้มอบหมายให้รองแม่ทัพเว่ยเป็นผู้จัดการ ส่วนทรัพยากรที่กวาดมาได้นั้น ข้าก็ไม่ได้หยิบฉวยมาเลย”

เฉินอวี่กล่าวอย่างราบเรียบ

เขากล่าวความจริง แต่การที่เขาสังหารยอดฝีมือระดับสูงไปสี่คน ผนวกกับหัวหน้าเผ่าหลานติ่งอีกหนึ่งคน ทรัพยากรที่เขาได้รับมาย่อมมหาศาลจนน่าตกตะลึงแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปละโมบกับผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นอีก

“ผู้อาวุโสเฉิน ในยามนี้ท่านทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดแล้ว อีกทั้งยังฝึกฝนวิถีมาร หากรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมการฝึกฝนที่นี่ไม่ดีพอ ท่านสามารถไปที่วังอสูรกระดูกของข้าได้”

เจ้าวังฝูเดินกึ่งวิ่งเข้ามา

ก่อนหน้านี้ เฉินอวี่เป็นฝ่ายเสนอขึ้นมาเอง แต่เจ้าวังฝูกลับปฏิเสธไป ทว่าในยามนี้ เจ้าวังฝูกลับยอมบากหน้าเสนอขึ้นมาอีกครั้ง อีกทั้งยังหวังว่าเฉินอวี่จะตกลงรับข้อเสนอนี้ด้วย

จบบทที่ บทที่ 440: พ้นจากสถานะขุมกำลังภายใต้การปกครอง

คัดลอกลิงก์แล้ว