- หน้าแรก
- วิถีใจนิรันดร์สะท้านภพ
- บทที่ 219: ยอดฝีมือต่างเผ่า
บทที่ 219: ยอดฝีมือต่างเผ่า
บทที่ 219: ยอดฝีมือต่างเผ่า
“อาการบาดเจ็บเก่าของข้ายังไม่หายดี และยังต้องหลับใหลมานานถึงเพียงนี้ พลังปราณและสายเลือดเกือบจะเหือดแห้งไปหมดแล้ว...”
ชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินมีสีหน้าที่มืดมน ใบหน้าดูซีดเผือกและอ่อนแอยิ่ง
ปีกโลหิตที่ดูประหลาดและน่าสยดสยองที่สยายอยู่ด้านหลังของเขาพลันหม่นแสงลง ปีกที่ดูคล้ายกับปีกค้างคาวนั้นหุบกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างไร้เรี่ยวแรง
เขามองดู
ร่างของเฉินอวี่พุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่ทางเดินที่นำไปสู่พื้นดิน
อั่ก!
ชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินกัดฟันกรอด เขายื่นนิ้วชี้ออกมาข้างหนึ่งแล้วจิ้มลงไปที่หว่างคิ้ว ที่ปลายนิ้วพลันมีหยดเลือดแก่นแท้สีเข้มปรากฏออกมา
“ทำลาย!”
เขาสะบัดนิ้วชี้ออกไป หยดเลือดแก่นแท้นั้นพลันลุกไหม้และกลายเป็นเงาดรรชนีขนาดใหญ่ที่สามารถทำลายขุนเขาและแผ่นดินได้ รัศมีสีโลหิตพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า พร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าคำราม
“ไม่ดีแล้ว!”
เฉินอวี่ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ทางเดินบนพื้นดิน สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความกดดันที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดิน
แม้ว่าจะเข้ามาอยู่ในทางเดินภายในผนังหินแล้ว แต่เขาก็ยังไม่รู้สึกถึงความปลอดภัยเลยแต่น้อย
เฉินอวี่ทำได้เพียงการใช้ความเร็วสูงสุดในการหลบหนี และเพิ่มการป้องกันให้กับตัวเองอย่างเต็มที่
ตูม! เปรี้ยะ!
เงาดรรชนีสีโลหิตที่ยิ่งใหญ่พุ่งเข้าปะทะกับผนังหินบริเวณที่เฉินอวี่เพิ่งจะหนีเข้าไป
ในพริบตานั้น
ผนังหินใต้ดินพลันแตกร้าวและพังทลายลงมา ชั้นหินขนาดใหญ่หลุดลอกออกและกลายเป็นผุยผง
อั่ก!
แม้จะอยู่ห่างจากชั้นหินนับสิบจั้ง แต่เฉินอวี่ที่ได้รับผลกระทบจากแรงกระแทกของดรรชนีนั้น ก็กระอักเลือดออกมาในทันที
เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!
เงาลวดลายเกล็ดมังกรที่ปกคลุมร่างกาย รวมถึงม่านพลังสีเขียวเข้มของเกราะหนังอสูร ต่างก็แตกสลายลงไปตามๆ กัน
ช่างยากที่จะจินตนาการได้เลยว่า อานุภาพที่แท้จริงของดรรชนีนั้นจะแข็งแกร่งเพียงใด
ขนาดผ่านชั้นหินหนานับสิบจั้งมาแล้ว อานุภาพของดรรชนีนั้นยังถูกลดทอนลงไปมากกว่าแปดส่วน
แต่ทว่าเพียงแค่หนึ่งถึงสองส่วนที่เหลืออยู่ ก็ยังสามารถทำลายเงาลวดลายเกล็ดมังกรและการป้องกันของเกราะหนังอสูรลงได้
เฉินอวี่รู้ดีว่า การป้องกันทั้งสองชั้นนี้ แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตก่อกำเนิดรุ่นเก่าอย่างผู้อาวุโสเหมาลงมืออย่างเต็มกำลัง ก็อาจจะไม่อาจทำลายมันลงได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
สุดท้ายแล้ว
ชั้นปราณทองแดงของ “เคล็ดวิชารูปหล่อทองแดง” และการป้องกันของร่างกายเอง ก็ยังทำให้เฉินอวี่ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
แต่นี่ยังไม่จบ!
ตูม!
การพังทลายของผนังหินทำให้ทางเดินที่มุ่งสู่พื้นดินถูกปิดตาย และทำให้เฉินอวี่ได้รับแรงกระแทกอย่างหนัก
ที่แท้ นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินผู้นั้น
เพื่อให้ผนังหินพังทลายและปิดตายเส้นทางหลบหนี
“ฆ่าอสูรมังกรของข้า เจ้าทายาทเผ่ากลืนโลหิต หากปล่อยให้เจ้าหนีไปได้ ชื่อเสียงของข้าคงจะป่นปี้หมด...”
บนใบหน้าอันซีดเผือกของชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงิน ปรากฏรอยยิ้มที่เย็นเยือกออกมา
แต่ทว่าในเวลาต่อมา
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็พลันแข็งค้างลง
เฉินอวี่ที่ถูกฝังอยู่ใต้ผนังหิน นอกจากจะไม่ตายหรือได้รับบาดเจ็บสาหัสตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้แล้ว เขายังพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างดุดันอีกด้วย
จากการใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบ
ชายหนุ่มที่อยู่ในผนังหินพลันปรากฏรัศมีเพลิงโลหิตแก้วเบ่งบานออกมา ผนังหินโดยรอบพลันมลายหายไปราวกับหิมะที่ถูกความร้อน
“นั่นมัน... เพลิงโลหิตแก้ว!”
ชายหนุ่มซูบผอมผู้นั้นอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
เพียงแค่มองแวบเดียว เขาก็จำมันได้ในทันที
“เพลิงศักดิ์สิทธิ์สายโลหิตที่ทรงพลังถึงเพียงนี้ กลับมาตกอยู่ในมือของเด็กหนุ่มขั้นหลังกำเนิดผู้นี้ได้อย่างไรกัน”
ใบหน้าของชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินเต็มไปด้วยความมืดมนและไม่พอใจยิ่งนัก
ทว่า
เขาเพิ่งจะใช้เลือดแก่นแท้ไป ในตอนนี้จึงตกอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอยิ่ง และไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะลงมือขัดขวางได้อีกต่อไป
“เปิด!”
ท่ามกลางผนังหิน ในขณะที่รัศมีเพลิงโลหิตบนร่างกายของเฉินอวี่เบ่งบานออกมา เงาลวดลายเกล็ดมังกรก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังอีกครั้ง และพุ่งทะลวงผ่านเส้นทางที่ถูกปิดตายออกมา
โชคดีที่
ทางเดินนั้นไม่ได้ลึกอย่างที่เขาคิดเอาไว้
หลังจากผ่านไปเพียงสองถึงสามลมหายใจ เฉินอวี่ที่ห้อมล้อมไปด้วยฝุ่นละอองและเศษหิน ก็พุ่งออกมาสู่พื้นดิน และเงาลวดลายเกล็ดมังกรที่ด้านหลังก็สลายไป
ที่บริเวณพื้นดิน
เย่ลั่วเฟิ้ง เหอชิวอวิ๋น และคนอื่นๆ ต่างก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก
เมื่อครู่นี้ พวกเขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่คล้ายกับแผ่นดินไหว และกลิ่นอายพลังที่มหาศาลที่พวยพุ่งมาจากใต้ดิน จนทำให้รู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก
และในเวลาต่อมา
ก็มีเสียงมังกรคำรามจางๆ ดังขึ้น พร้อมกับเงาสีโลหิตและเศษหินฝุ่นละอองที่พุ่งออกมาจากใต้ดิน
คนทั้งหลายต่างก็รู้สึกถึงความกดดันของพลังปราณและสายเลือดที่มองไม่เห็น จนทำให้ร่างกายและจิตใจต้องสั่นสะท้าน
“เฉินอวี่!”
หลังจากที่ฝุ่นละอองจางลง ชายหนุ่มที่สวมเกราะหนังอสูรและมีคราบเลือดติดอยู่ที่ใบหน้า ก็ปรากฏกายออกมา
แคกๆ!
เฉินอวี่ไอออกมาหลายครั้ง แผ่นหลังของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น เขารู้สึกราวกับเพิ่งจะเดินผ่านประตูนรกมาด้วยความหวาดผวา
“เฉินอวี่ มีเจ้าออกมาเพียงคนเดียว แล้วหลัวห้าวเฉินล่ะอยู่ที่ไหน?”
เหอชิวอวิ๋นถามขึ้น
เหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์ขอบเขตแปลงปราณที่อยู่โดยรอบ ต่างก็นิ่วหน้าด้วยความสงสัย
ในทางเดินใต้ดินแห่งนี้
ในตอนนี้มีเพียงเฉินอวี่และหลัวห้าวเฉินเท่านั้นที่เข้าไป
“หลัวห้าวเฉินตายแล้ว!”
เฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบพลังปราณและสายเลือด และสัมผัสได้ถึงบาดแผลภายในร่างกายที่กำลังเยียวยาตัวเองอย่างรวดเร็ว
ตายแล้ว?
ในที่นั้นทุกคน รวมถึงเหอชิวอวิ๋น เย่ลั่วเฟิ้ง และผู้เชิดหุ่นชุดดำ ต่างก็พากันอึ้งไปตามๆ กัน
หลายคนแสดงสีหน้าไม่เชื่อถือออกมา
หลัวห้าวเฉินผู้นั้น เป็นถึงทายาทผู้มีสายเลือดตระกูลโบราณ พละกำลังของเขาในงาน “เทศกาลล่าสัตว์” ครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใคร
ยิ่งไปกว่านั้น หลัวห้าวเฉินยังฝึกฝน “เพลิงแท้ไป๋ซั่ว” จนสำเร็จอีกด้วย
“ทุกท่าน! ในทางเดินใต้ดินมีผู้แข็งแกร่งจากต่างเผ่าที่น่าสะพรึงกลัวปรากฏตัวออกมา รีบถอยทัพเร็วเข้า!”
ใบหน้าของเฉินอวี่เคร่งขรึมขึ้นมาในทันที
เขาไม่กล้าที่จะรั้งรออยู่อีกต่อไป และไม่มีเวลาที่จะอธิบายอะไรมากนัก หลังจากส่งสัญญาณให้เย่ลั่วเฟิ้งแล้ว เขาก็รีบถอยออกมาในทันที
ฟึ่บ!
เฉินอวี่กลายเป็นเงาสีดำจางๆ พุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่จุดเริ่มต้นของงานเทศกาลล่าสัตว์
“ต่างเผ่าอะไรกัน! เหลวไหลทั้งนั้น!”
“หยุดอยู่ตรงนั้นนะ! แกนอสูรของอสูรมังกรโลหิตอยู่ที่ไหน!”
เหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์ขอบเขตแปลงปราณที่อยู่ในที่นั้น ต่างก็ไม่ยอมรับฟังคำเตือนเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น
ผู้เชิดหุ่นชุดดำและชายหนุ่มขั้นหลังกำเนิดจากตระกูลฉู่อีกสองคน ก็พุ่งเข้าขัดขวาง
เปรี้ยะ!
ที่แขนกลโลหะของผู้เชิดหุ่นชุดดำพลันมีกรงเล็บเหล็กม่วงพุ่งออกมา และพุ่งเข้าหาเฉินอวี่ราวกับสายฟ้า
ในเวลาเดียวกัน
ชายหนุ่มขั้นหลังกำเนิดอีกสองคน ต่างก็ฟันดาบและกระบี่ออกไป เกิดเป็นรัศมีดาบและกระบี่ที่รุนแรง ซึ่งพละกำลังของมันถือว่าไม่ธรรมดาเลยในระดับขั้นหลังกำเนิด
“ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”
เฉินอวี่แสยะยิ้มออกมาด้วยความดูแคลน เขาอุตส่าห์หวังดีอธิบายให้ฟัง แต่กลับถูกสงสัยและโจมตีใส่
เขาก็ไม่เกรงใจเช่นกัน
เขายื่นหัตถ์สีทองอร่ามออกมา เงาลวดลายเกล็ดโลหิตวูบไหวขึ้นมาจางๆ เสียง “ติ้ง” ดังขึ้น เมื่อเขาสามารถใช้มือเปล่าคว้ากรงเล็บเหล็กม่วงนั้นเอาไว้ได้
ในครั้งนี้
เขาได้นำเอาสายเลือดมังกรเกล็ดมาเสริมพละกำลังที่แขนเพียงชั่วครู่ จนทำให้รู้สึกได้ถึงพละกำลังและการป้องกันที่พุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว
“ขึ้นมา!”
เฉินอวี่คำรามออกมาครั้งหนึ่ง เขาคว้ากรงเล็บเหล็กม่วงนั้นไว้ราวกับกำลังเหวี่ยงลูกตุ้มดาวตก และเหวี่ยงร่างของผู้เชิดหุ่นชุดดำที่อยู่อีกด้านหนึ่งให้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า
“อ๊าก...”
ผู้เชิดหุ่นชุดดำร้องออกมาด้วยความตกใจ เขาพยายามดิ้นรนไปมากลางอากาศด้วยความหวาดกลัว
ทุกคนที่อยู่โดยรอบต่างก็ยืนตะลึงตาค้าง มองดูร่างของผู้เชิดหุ่นชุดดำที่กลายเป็นจุดดำๆ และลอยห่างออกไป
ตูม!
หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งถึงสองลมหายใจ ร่างของผู้เชิดหุ่นชุดดำก็ตกลงไปในป่าลึก พร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องและฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจาย
ส่วนรัศมีดาบและกระบี่ของชายหนุ่มขั้นหลังกำเนิดอีกสองคนนั้น เฉินอวี่อาสัยการป้องกันจากเคล็ดวิชารูปหล่อทองแดงและเกราะหนังอสูร จนสามารถเมินเฉยต่อพวกมันได้เลย
“สายเลือดมังกรเกล็ดนี้ ช่วยเสริมพละกำลังได้มหาศาลจริงๆ”
เฉินอวี่รู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อย
เมื่อครู่นี้ เขาใช้พลังจากสายเลือดเพียงชั่วพริบตาเดียว จึงไม่มีร่องรอยที่ชัดเจนปรากฏออกมา และเขาเองก็ไม่ได้เกรงกลัวว่าจะถูกเปิดเผย
ฟึ่บ!
เฉินอวี่เร่งความเร็วและเดินทางต่อไป
ในที่นั้น เหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์ต่างก็มีสีหน้าที่หวาดกลัว และไม่กล้าที่จะไล่ตามไปอีก
“เมื่อเห็นเฉินอวี่หนีไปอย่างลนลานเช่นนี้ ใต้ดินแห่งนี้เกรงว่าคงจะมีตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวอยู่จริงๆ”
“ไม่ต้องสนหรอก แกนอสูรของ ‘อสูรมังกรโลหิต’ ตัวนั้น น่าจะตกอยู่ในมือของเขาแล้ว”
ทุกคนต่างก็พากันซุบซิบ
สุดท้ายแล้ว
คนส่วนใหญ่ต่างก็รักษาระยะห่างและพากันเดินตามรอยเท้าของเฉินอวี่ เพื่อกลับไปยังจุดเริ่มต้นของงานเทศกาลล่าสัตว์
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม
แต่ละทีมต่างก็มารวมตัวกันที่จุดเริ่มต้นของงานเทศกาลล่าสัตว์
เฉินอวี่ในฝูงชนมองไปยังศาลาที่อยู่บนยอดเขา ในใจรู้สึกเบาใจลงบ้าง
ที่นี่มียอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดหลายคนคอยดูแลอยู่ ย่อมจะไม่ต้องเกรงกลัวยอดฝีมือจากต่างเผ่าที่เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาด้วยความอ่อนแอผู้นั้น
เฉินอวี่ในใจมีความรู้สึกสังหรณ์ว่า ชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินผู้นั้นจะไม่มีวันล้มเลิกการไล่ล่าเขา
หลังจากผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม
ขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงเงินแสงทอง และเข้าสู่ช่วงเช้าตรู่อย่างรวดเร็ว
“งานเทศกาลล่าสัตว์ครบกำหนดสามวันแล้ว”
อัศวินวิหคขอบเขตก่อกำเนิดคนหนึ่ง ถือธงเมฆาและบินวนอยู่เหนือศีรษะของทุกคน
“เฉินแขกผู้มีเกียรติ ในงานเทศกาลล่าสัตว์ครั้งนี้ พวกเราจะสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาครองได้หรือไม่”
ฝูหงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวัง
ในตอนนี้
ท่ามกลางฝูงชน แต่ละทีมต่างก็เล่าลือกันว่า เฉินอวี่เป็นผู้ที่ได้รับแกนอสูรของอสูรมังกรโลหิตมาครอง
“อยู่แล้ว!”
เฉินอวี่กล่าวออกมาด้วยท่าทางที่ดูผ่อนคลายและรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า
พอดีเลย
เขาสบสายตาเข้ากับนัยน์ตาที่ใสกระจ่างและเย็นเยือกของเย่ลั่วเฟิ้ง
ใบหน้าอันงดงามราวกับหยกของเย่ลั่วเฟิ้งดูไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง และฉายประกายความกังวลออกมาเล็กน้อย
เฉินอวี่แสยะยิ้มออกมาครั้งหนึ่ง และมองไปยังสาวน้อยผู้เย็นชาและงดงามผู้นี้ด้วยสายตาที่ดูไม่หวังดีนัก
เย่ลั่วเฟิ้งกัดริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมคราม และหลบสายตาที่ดูร้อนแรงของเฉินอวี่
“ยอดเยี่ยมไปเลย!”
“การที่สามารถคว้าตำแหน่งราชาแห่งการล่ามาได้ สมาชิกทุกคนในทีมของเราย่อมได้รับรางวัลที่มหาศาล”
“น่าเสียดายที่ฝูจิงต้องมาตายด้วยน้ำมือของอสูรมังกรโลหิตตัวนั้น”
เหล่าชายหนุ่มตระกูลฝูต่างก็พากันซุบซิบ โดยรวมแล้วพวกเขารู้สึกยินดีมากกว่าโศกเศร้า
ตำแหน่งราชาแห่งการล่า จะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลฝูเลื่องลือไปไกล และเมื่อถึงเวลานั้น ก็ไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะไม่สามารถดึงดูดผู้มีพละกำลังให้มาร่วมงานได้
……
หลังจากนั้นไม่นาน
แต่ละทีมที่ล่าสัตว์ต่างก็กลับมารวมตัวกันที่จุดเริ่มต้นบนยอดเขา
“ในตอนนี้ จะเริ่มทำการตรวจสอบสิ่งที่ล่ามาได้”
ทางจวนอ๋องได้ส่งยอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดหนึ่งคนและยอดฝีมือขอบเขตก่อกำเนิดอีกหลายคน มาทำหน้าที่ตรวจสอบผลงานในครั้งนี้
ท่ามกลางสายตาของฝูงชน ย่อมไม่อาจจะเล่นตุกติกอะไรได้
เฉินอวี่ในใจรู้สึกยินดียิ่ง
รางวัลสำหรับตำแหน่งราชาแห่งการล่าประเภทบุคคลนั้น ช่างมหาศาลยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ข้างกายของเขา... ยังมีสาวน้อยผู้เย็นชาและงดงามผู้นี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน “รางวัล” ด้วยเช่นกัน!
“หลัวห้าวเฉิน เหตุใดถึงยังไม่ปรากฏตัวออกมา?”
ที่ศาลาของจวนอ๋อง อวิ๋นไหลโหวและคนอื่นๆ ต่างก็แสดงสีหน้าที่ดูแปลกใจออกมาเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
สายตาของเหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์ต่างก็หันมามองที่เฉินอวี่
เฉินอวี่เพิ่งจะลังเลว่าจะอธิบายเรื่องการตายของ “หลัวห้าวเฉิน” อย่างไรดี
เรื่องนี้ยังถือว่ายุ่งยากอยู่บ้าง
เพราะว่า
การต่อสู้ใต้ดินนั้นมีเพียงเขาสองคนเท่านั้นที่ต่อสู้กัน โดยไม่มีผู้ล่าคนที่สามมาเป็นพยาน
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง
ฟึ่บ!
รัศมีปีกโลหิตสายหนึ่งพุ่งทะยานมาจากขอบฟ้าไกล
“เจ้าเด็กมนุษย์... จงมาตายเสียเถิด!”
ท่ามกลางรัศมีปีกโลหิตนั้น ปรากฏเงาร่างของชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินผู้นั้นออกมา
ในชั่วพริบตา
ท้องฟ้าพลันถูกย้อมไปด้วยรัศมีสีโลหิตที่เย็นเยือก และแผ่ซ่านกลิ่นอายความกดดันที่น่าสะพรึงกลัวออกมา
“เพิ่งจะผ่านไปเพียงครึ่งคืน คนผู้นี้ก็สามารถฟื้นฟูพละกำลังได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
เฉินอวี่รู้สึกใจหายวาบ
ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นี้ยังสามารถตามหาเขาได้อย่างแม่นยำถึงเพียงนี้
“นั่นใคร!”
ยอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดหลายคนที่อยู่ในที่นั้น ต่างก็แผดเสียงคำรามออกมา และปลดปล่อยกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งออกมา
ฟึ่บ!
ชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินสยายปีกโลหิตออก ความเร็วของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในมือพลันปรากฏมีดสีโลหิตที่ควบแน่นขึ้นมา
“ผู้อาวุโสฝู คนผู้นี้จะฆ่าข้า!”
เฉินอวี่รีบร้องขอความช่วยเหลือออกมาในทันที
เขาคาดไม่ถึงเลยว่า ยอดฝีมือจากต่างเผ่าผู้นั้นจะมีเจตนาฆ่าที่รุนแรงถึงเพียงนี้ ถึงขั้นตามมาฆ่าเขาถึงบนยอดเขาแห่งนี้
ตูม!
มีดสีโลหิตบนท้องฟ้าพลันปรากฏกระแสไฟฟ้าสีโลหิตส่องประกายออกมา และขยายขนาดขึ้นเป็นยี่สิบถึงสามสิบจั้ง ฟันเข้าหาเฉินอวี่
“หยุดนะ!”
ฝูหยางจื่อได้รับการเตือนเป็นคนแรก เขาพุ่งทะยานขึ้นไปในอากาศทันที
วูบ!
ฝูหยางจื่อพลิกฝ่ามือหนึ่งครั้ง และปล่อยเงาไม้โบราณสีเขียวเข้มที่ดูลึกลับออกมา ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบหลายสิบจั้ง
ตูม!
มีดสีโลหิตที่พวยพุ่งไปด้วยกระแสไฟฟ้าสีโลหิต ฟันเข้าที่เงาไม้โบราณนั้นอย่างจัง จนทำให้ฝ่ายหลังพลันแตกสลายและพังทลายลงในทันที
ร่างของฝูหยางจื่อสั่นสะเทือนและกระเด็นถอยหลังออกมา ที่มุมปากมีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ที่บริเวณหัวไหล่และแขนของเขา ยังปรากฏรอยไหม้อยู่หลายแห่ง
เฉินอวี่ตกใจยิ่ง พละกำลังของฝูหยางจื่อผู้นี้เหนือกว่าผู้อาวุโสกงหยางแห่งสำนักอวิ๋นเยวี่ยเสียอีก แต่เขากลับต้องพ่ายแพ้ให้กับชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินผู้มีปีกโลหิตผู้นี้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ผ่านไปเพียงครึ่งคืน ชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินผู้นี้ฟื้นฟูพละกำลังได้เพียงไม่กี่ส่วนเท่านั้น แต่เขากลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“เผ่าปีกโลหิต! บังอาจมารุกรานอาณาจักรอวิ๋นเจ้าอย่างนั้นหรือ!”
ที่ศาลาของจวนอ๋อง อวิ๋นไหลโหวแผดเสียงคำรามออกมาอย่างหนักแน่น ในดวงตาฉายประกายเจตนาฆ่าที่รุนแรงออกมา