เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 114: แผนการขัดเกลา

บทที่ 114: แผนการขัดเกลา

บทที่ 114: แผนการขัดเกลา


หลังจากที่ฐานะที่ซ้อนเร้นอีกอย่างหนึ่งของจอมโจรไร้ร่องรอยถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคุนหลิง หรือศิษย์พี่เฝย ต่างก็พากันลังเลขึ้นมา

“ศิษย์น้องเฉิน อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องที่ว่าพวกเราจะสามารถตามล่าสังหารโจรผู้นี้ได้หรือไม่เลย หากจอมโจรไร้ร่องรอยได้รับการยืนยันว่าเป็นหลวี่ซานทงจริง เช่นนั้นเรื่องนี้ก็คงจะยุ่งยากและจัดการได้ยากแล้วล่ะ ทั่วทั้งแคว้นฉู่ เกรงว่าคงจะไม่มีใครกล้าไปแตะต้องเขาจริงๆ!”

ฟางห้าวเฟยเอ่ยปากพูดออกมา

ทั่วทั้งแคว้นฉู่ ไม่มีใครกล้าแตะต้องเขาอย่างนั้นหรือ?

เฉินอวี่ตกใจเข้าจริงๆ: “หลวี่ซานทงผู้นี้ มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่?”

แม้แต่คนอย่างอี้หยุนเฟย ที่มีฐานะเป็นถึงบุตรชายแท้ๆ ของเจ้าสำนักสุ่ยเยวี่ย ก็ยังไม่มีอำนาจในการข่มขวัญที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้

“เรื่องนี้ต้องกล่าวถึงท่านปู่ของหลวี่ซานทง ผู้นี้เป็นถึงอาวุโสสูงสุดของสำนักกระบี่เหล็ก มีนามว่าหลู่เทียนทง และมีฉายาว่า ‘หลู่เถี่ยจู่’”

ศิษย์พี่เฝยเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม

“อาวุโสสูงสุด...... หลู่เถี่ยจู่?”

เฉินอวี่สั่นสะเทือนไปทั้งหัวใจ

เขาอยู่ในสำนักมาหลายปี อย่างไรเสียเรื่องราวคำเล่าลือต่างๆ เขาก็เคยได้ยินมาบ้าง

“หลู่เถี่ยจู่ คือสมญานามที่ผู้คนทั่วโลกมอบให้เพื่อเป็นการยกย่อง หลู่เทียนทงผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตคืนสู่ต้นกำเนิด ผู้ดำรงตำแหน่งอาวุโสสูงสุดของสำนักกระบี่เหล็ก!”

“ก่อนที่วังอสูรกระดูกจะปรากฏตัวออกมา หลู่เทียนทงคืออันดับหนึ่งของสามสำนักในแคว้นฉู่ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นไพ่ตายใบสำคัญที่สามสำนักใช้ในการต่อกรกับวังอสูรกระดูกในปัจจุบัน หากไม่มีเขาคอยค้ำจุนอยู่ สามสำนักคงจะพ่ายแพ้ไปนานแล้ว”

หลายคนต่างพากันพูดออกมาด้วยความเคารพยำเกรง

ขอบเขตคืนสู่ต้นกำเนิด...... อาวุโสสูงสุด...... หลู่เถี่ยจู่...... อันดับหนึ่งของสามสำนักในแคว้นฉู่

เมื่อฉายาที่เรียงรายกันเป็นแถวเหล่านี้ ถูกนำมารวมไว้ที่คนเพียงคนเดียว ก็สามารถล่วงรู้ได้ถึงความน่าหวาดกลัวและฐานะที่เหนือธรรมดาของหลู่เทียนทงได้ทันที

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”

เฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่น่าเล่าหลังจากที่ทุกคนยืนยันฐานะของหลวี่ซานทงได้แล้ว ต่างก็พากันลังเลขึ้นมา และถึงกับละทิ้งการตามล่าสังหารไปเสียอย่างนั้น

ไม่มีทางเลือกอื่นเลย

เบื้องหลังของหลวี่ซานทงนั้น น่าหวาดกลัวเกินไปจริงๆ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกันแล้ว คนอย่างอี้หยุนเฟยก็เป็นได้เพียงแค่เด็กน้อยที่เพิ่งเริ่มหัดเดินเท่านั้น

“เมื่อก่อน หลวี่ซานทงผู้นี้เคยล่วงเกินศิษย์หญิงคนหนึ่ง และถูกผู้อาวุโสขั้นแปลงลมปราณของสำนักสุ่ยเยวี่ยจับได้คาหนังคาเขา ทว่า ผู้อาวุโสขั้นแปลงลมปราณท่านนั้น ก็ทำได้เพียงแค่สั่งสอนเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง”

คุนหลิงยิ้มออกมาด้วยความขมขื่น

แม้แต่ผู้อาวุโสขั้นแปลงลมปราณ ก็ทำได้เพียงแค่ลงมือสั่งสอนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“เรื่องนี้สำคัญยิ่ง พวกเราทำได้เพียงแจ้งเรื่องนี้ต่อระดับสูงของสำนัก ภารกิจในครั้งนี้จึงขอจบลงเพียงเท่านี้ก่อน”

คุนหลิงและเซี่ยจิ้งหันมามองหน้ากัน พลางแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจนใจ

กลุ่มของเฉินอวี่ไม่ได้มีความสูญเสียใดๆ ยิ่งไปกว่านั้นการสังหารผู้ดูแลชุดคลุมสีดำและคนอื่นๆ ยังถือว่าเป็นความดีความชอบอย่างหนึ่งอีกด้วย

ทว่าภารกิจของพวกเขาทั้งสองคน กลับถือว่าล้มเหลวไปเสียแล้ว

“จริงด้วย ในห้องนั่น”

เซี่ยจิ้งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ พลางพาคนอื่นๆ เข้าไปยังห้องพักของฮูหยินเยี่ยน

หลังจากนั้นไม่นาน

ทุกคนก็ได้ช่วยเหลือกุเหม่ยเสวี่ยฉิง ฮูหยินเยี่ยน และลูกสาวออกมาจากห้องพักได้สำเร็จ

เมื่อได้รู้ว่า สถานการณ์ในปราสาทตระกูลเยี่ยนเริ่มสงบลงแล้ว และศัตรูจากวังอสูรกระดูกถูกกำจัดจนหมดสิ้น ฮูหยินเยี่ยนและลูกสาวต่างก็พากันยินดียิ่ง

“หลวี่ซานทงทำเรื่องที่ชั่วช้าสามานย์เช่นนี้ แล้วจะปล่อยเขาไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”

มู่เสวี่ยฉิงมีใบหน้าที่เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็ง พลางขบเคี้ยวเขี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้น

เกือบไปแล้ว เกือบที่นางจะถูกหลวี่ซานทงย่ำยีไปเสียแล้ว

ส่วนฮูหยินเยี่ยนที่ต้องถูกโจรชั่วผู้นี้ข่มเหงรังแกและเล่นสนุกมาหลายครั้ง ใครจะเป็นผู้มอบความเป็นธรรมให้แก่นางกัน?

“เรื่องนี้คงต้องให้ระดับสูงของสำนักเป็นผู้จัดการ โดยให้ท่านอาวุโสสูงสุดของสำนักเรา ไปกดดันสำนักกระบี่เหล็กแทนแล้วล่ะ”

ศิษย์พี่เฝยถอนหายใจออกมาเบาๆ

พอจะคาดเดาได้ว่า ต่อให้จะมีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาเพียงใด หากหลู่เถี่ยจู่ผู้นั้นคิดจะปกป้องหลานชายของตนอย่างเต็มที่ สำนักอวิ๋นเยวี่ยก็คงจะทำอะไรหลวี่ซานทงไม่ได้อยู่ดี

ในวันนั้นเอง

คุนหลิงและเซี่ยจิ้งก็ได้ออกจากปราสาทตระกูลเยี่ยนไปก่อน เพื่อออกเดินทางกลับสำนัก

ก่อนจะจากไป

ทั้งสองคนได้แจ้งข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในสนามรบแนวหน้าให้ทราบ

“ในการศึกที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานมานี้ สามสำนักพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ! มีผู้ฝึกตนขั้นแปลงลมปราณดับสูญไปถึงสองท่าน และหนึ่งในนั้นก็คือผู้อาวุโสขั้นแปลงลมปราณของสำนักอวิ๋นเยวี่ยเราด้วย”

ข่าวนี้ ทำให้พวกเฉินอวี่ต่างก็พากันสะเทือนใจยิ่ง

ผู้อาวุโสส้ิ้นชีพ!

จะเห็นได้ว่า การต่อสู้ระหว่างสามสำนักและวังอสูรกระดูก ได้เข้าสู่ช่วงตัดสินขั้นเด็ดขาดแล้ว

“ชะตากรรมของโลกสำนักในแคว้นฉู่ทั้งหมด จะถูกตัดสินกันภายในช่วงเวลาครึ่งปีหลังจากนี้”

ฟางห้าวเฟยเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม

ทันทีที่การต่อสู้ตัดสินครั้งใหญ่ปะทุขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเฉินอวี่ ฟางห้าวเฟย ถงอวี้หลิง หรือมู่เสวี่ยฉิง ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นเยาว์เหล่านี้ ต่างก็ต้องออกไปสู่สนามรบกันทุกคน

อย่างไรเสีย นั่นคือช่วงเวลาสำคัญที่ตัดสินความเป็นความตายของสำนัก

ในช่วงดึกสงัด

เฉินอวี่ ฟางห้าวเฟย มู่เสวี่ยฉิง และศิษย์พี่เฝย กับถงอวี้หลิง สมาชิกทั้งสี่คนก็ได้จัดการแบ่งสรรปันส่วนของมีค่าที่ได้จากการศึกมา

ในครั้งนี้

แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้ตัวจอมโจรไร้ร่องรอยมาสังหาร แต่การสังหารผู้ดูแลชุดคลุมสีดำและสมาชิกวังอสูรกระดูกคนอื่นๆ ก็ถือว่าได้รับของมีค่ามาอย่างมหาศาลเช่นกัน

“สังหารศิษย์ขั้นหลอมอวัยวะภายในของวังอสูรกระดูกได้ทั้งหมดหกคน ได้รับสมบัติวิเศษมาห้าชิ้น และในจำนวนนั้น ไม้เท้าของผู้ดูแลชุดคลุมสีดำ ยังเป็นสมบัติวิเศษระดับต่ำชั้นเลิศอีกด้วย ส่วนสิ่งของอื่นๆ รวมถึงกึ่งสมบัติวิเศษ และหมาป่ามารพวกนั้น เมื่อตีค่าเป็นหินวิญญาณระดับต่ำแล้ว จะได้ประมาณหนึ่งแสนสี่หมื่นก้อน......”

ศิษย์พี่เฝยกล่าวสรุปออกมาสั้นๆ

สำหรับการแบ่งความดีความชอบนั้น ศิษย์พี่เฝยเห็นว่าพวกเฉินอวี่ควรจะได้ส่วนแบ่งก้อนใหญ่ไป

โดยเฉพาะเฉินอวี่ ที่มีความดีความชอบยิ่งนักจนไม่อาจมองข้ามได้

ศิษย์พี่เฝยจึงตัดสินใจมอบไม้เท้าสีแดงลายเมฆานั่นให้แก่เฉินอวี่ และยังมอบหินวิญญาณระดับต่ำให้อีกสองหมื่นก้อน

คาดเดาได้ว่า ลำพังแค่ไม้เท้าสีแดงลายเมฆานั่นเพียงชิ้นเดียว มูลค่าของมันก็เกือบจะเท่ากับสมบัติวิเศษทั่วไปถึงสองชิ้น!

นอกจากนี้

ทางด้านศิษย์พี่เฝยเอง ก็มีการสูญเสียสมาชิกขั้นหลอมอวัยวะภายในไปหนึ่งคน จึงต้องหักสมบัติวิเศษหนึ่งชิ้นและหินวิญญาณระดับต่ำอีกสองหมื่นก้อน เพื่อนำไปใช้เป็นค่าชดเชยเยียวยา

ผู้ที่ลงแรงมากที่สุดจะได้รับรางวัลพิเศษ ส่วนผู้ที่เสียสละไป ก็จะได้รับการเยียวยาชดเชย

ทุกคนต่างก็ไม่มีข้อคัดค้านใดๆ กับการแบ่งสรรปันส่วนในครั้งนี้

เป็นอันว่า

เฉินอวี่ได้รับไม้เท้าสีแดงลายเมฆามาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อใช้นิ้วสัมผัสดูก็สัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจางๆ

สมบัติวิเศษระดับต่ำชั้นเลิศหนึ่งชิ้น พร้อมกับหินวิญญาณระดับต่ำอีกสองหมื่นก้อน

เฉินอวี่รู้สึกพอใจยิ่ง

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ของมีค่าที่ได้จากการศึกเท่านั้น เขายังมีสินบนที่ได้รับมาจากเยี่ยนหง และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการร่วมมือกับตระกูลฉู่เฟิงอวิ๋นอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น

ภารกิจในครั้งนี้เอง ก็ยังมีรางวัลตอบแทนในระดับหนึ่งด้วย

กล่าวได้ว่า

ในภารกิจครั้งนี้ เฉินอวี่กอบโกยผลประโยชน์ไปจนพุงกาง

หลังจากนั้นไม่กี่วัน

พวกเฉินอวี่และพวกของศิษย์พี่เฝย ก็ได้ทำการจัดระเบียบตระกูลอู๋และตระกูลหลินที่อยู่ใกล้เคียง พร้อมกับออกค้นหาและกวาดล้างเศษซากรวมถึงจุดกบดานของวังอสูรกระดูกที่ยังหลงเหลืออยู่

ทางด้านปราสาทตระกูลเยี่ยนนั้น เฉินอวี่เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว

ในที่สุด

เยี่ยนเฟยผู้เป็นนายน้อยของปราสาท ก็ได้สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองต่อ โดยมีฮูหยินเยี่ยนและเยี่ยนอวี่ซีคอยให้การช่วยเหลือ

หลังจากจัดการทุกอย่างอยู่สิบวัน พื้นที่แถบปราสาทตระกูลเยี่ยนก็ได้กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยอีกครั้ง

ในตอนนั้นเอง

ทางสำนักอวิ๋นเยวี่ยก็ได้ส่งคนมาแจ้งข่าว เพื่อเร่งให้พวกเฉินอวี่รีบกลับไปที่สำนักโดยเร็วที่สุด

พวกเฉินอวี่ไม่กล้าที่จะรีรอ จึงออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นทันที

ฮูหยินเยี่ยนและลูกทั้งสองคน ต่างพากันออกมายืนส่งทูตจากสำนักทั้งสามคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ

“ท่านแม่ พี่สาว ข้าเองก็อยากจะเข้าสู่โลกสำนักเหมือนกัน”

เยี่ยนเฟยผู้น้อยเอ่ยออกมาอย่างมุ่งมั่น ในแววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน

“เฟยเอ๋อร์ ตอนนี้โลกสำนักกำลังวุ่นวายและเต็มไปด้วยอันตราย เจ้ามีกายวิญญาณระดับต่ำ พรสวรรค์ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ตั้งใจเป็นเจ้าเมืองให้ดี ในอนาคตเจ้าเองก็สามารถมีชื่อเสียงโด่งดังได้เช่นกัน”

ฮูหยินเยี่ยนเอ่ยออกมาด้วยความรักใคร่เอ็นดู

สามวันหลังจากนั้น

พวกเฉินอวี่ก็ได้กลับมาถึงสำนักอวิ๋นเยวี่ย พลางไปส่งมอบภารกิจที่หอภารกิจ และรับรางวัลตอบแทนจากการทำภารกิจ

ในฐานะหัวหน้าทีม เฉินอวี่ได้รับแต้มผลงานมาประมาณหกถึงเจ็ดพันแต้ม และยังได้รับหินวิญญาณระดับต่ำเป็นรางวัลอีกสองพันก้อน

ภายในห้องโถงด้านข้างของหอภารกิจ

พวกเฉินอวี่ ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหอหลิน

“หลังจากภารกิจนี้ พวกเจ้าจะได้พักผ่อนอย่างมากที่สุดเพียงสิบกว่าวันเท่านั้น จากนั้นก็ต้องถูกส่งตัวไปยังสนามรบแนวหน้า”

เจ้าหอหลินเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง

ในยามนี้ ทั้งสามสำนักต่างก็มาถึงช่วงเวลาที่เป็นตายเท่ากันแล้ว

สมาชิกของสำนักอวิ๋นเยวี่ย ตั้งแต่ผู้อาวุโสลงไปจนถึงศิษย์สายนอก ต่างก็ต้องสละแรงกายแรงใจเพื่อความอยู่รอดของสำนัก

เรื่องนี้ พวกเฉินอวี่ต่างก็คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

“ในตอนนี้ ข้าได้บรรลุขั้นกระดูกทองแดงขั้นสำเร็จ (เล็ก) แล้ว ขอเพียงแค่ได้รับประทานยาบำรุงกายระดับสูงเข้าไป ก็สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมอวัยวะภายในได้ทุกเมื่อ ความสามารถในการเอาตัวรอดจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล!”

เฉินอวี่มีความมั่นคงในจิตใจยิ่ง

สำหรับการศึกครั้งใหญ่ที่กำลังเป็นภัยพิบัติของโลกสำนักในแคว้นฉู่นั้น เขามีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ โดยเฝ้าพากเพียรฝึกฝนและสะสมความแข็งแกร่งเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ

เจ้าหอหลินยิ้มพลางกล่าวเสริมว่า: “พวกเจ้าทั้งสามคนต่างก็เป็นศิษย์ใหม่ที่โดดเด่นของสายใน อีกทั้งยังมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา ภารกิจในสนามรบในเวลานั้น น่าจะเป็นการเฝ้าระวัง หรือไม่ก็งานเบื้องหลัง ทว่าหากสถานการณ์ในสนามรบอันตรายเกินไป ก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องออกไปสู่แนวหน้าเพื่อสู้ศึกโดยตรง”

หลังจากกลับมาที่สำนัก

เฉินอวี่ก็ยังคงรวบรวมวัตถุดิบสำหรับตำรับยาโสมจิตดีงูต่อไป พร้อมกับเริ่มหาซื้อแร่ธาตุล้ำค่าสำหรับการหลอมศัสตราวุธ

ในวันนั้นเอง

เฉินอวี่ได้ไปหาท่านอาจารย์ของเขา

ผู้อาวุโสเหมาบังเอิญอยู่ที่คฤหาสน์พอดี เขาเพิ่งจะกลับมาจากแนวหน้าได้ไม่นาน ใบหน้าจึงดูค่อนข้างอิดโรย

“เจ้ามีธุระอะไรก็รีบพูดมาเถิด อาจารย์ต้องรีบไปรวบรวมศิษย์กลุ่มใหม่เพื่อไปเสริมกำลังที่แนวหน้าแล้ว”

ผู้อาวุโสเหมาถอนหายใจออกมา

เฉินอวี่เพิ่งจะได้เห็นร่องรอยแห่งความวิตกกังวลปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่านอาจารย์เป็นครั้งแรก

“ลูกศิษย์มาในครั้งนี้ ก็เพื่อเรื่องสำคัญสองเรื่องขอรับ......”

เฉินอวี่เอ่ยเล่าออกมาสั้นๆ

เรื่องแรก เกี่ยวกับสถานการณ์ของหลวี่ซานทงและจอมโจรไร้ร่องรอย เขาจึงเอ่ยถึงเรื่องนี้เพียงเล็กน้อย

อย่างไรเสีย

ในระหว่างการรุมทำร้ายในครั้งนั้น เฉินอวี่ได้สังหารนกกาของรักของหวงของหลวี่ซานทงไปเสียด้วย

“เรื่องที่หลวี่ซานทงคือจอมโจรไร้ร่องรอยนั้น ก่อนหน้านี้ก็เคยมีคนคาดเดาเอาไว้บ้างเหมือนกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าจะรายงานต่อท่านอาจารย์ปู่ของสำนักเรา เพื่อให้หลู่เถี่ยจู่ได้สั่งสอนหลานชายของเขาให้ดีๆ หน่อย”

น้ำเสียงของผู้อาวุโสเหมาแฝงไปด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง

เมื่อได้ฟังดังนั้น

เฉินอวี่ก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แม้ว่าจะจัดการอะไรหลวี่ซานทงไม่ได้ แต่อย่างน้อยหลังจากเรื่องนี้ผ่านไป ก็น่าจะทำให้เขาสงบเสงี่ยมเจียมตัวไปได้สักพักหนึ่ง

“เรื่องที่สอง ลูกศิษย์อยากจะขัดเกลาอาวุธให้ดีขึ้นก่อนที่จะออกไปสู่สนามรบ โดยจะมีการหลอมรวมแร่จิตจันทราและแร่อื่นๆ เข้าไปด้วยขอรับ”

เฉินอวี่เอ่ยต่อไป

เรื่องที่สองนี้ คือจุดประสงค์หลักของเขาในครั้งนี้

ในด้านการฝึกฝนนั้น เฉินอวี่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมอวัยวะภายในได้ทุกเมื่อ เรื่องนี้จึงไม่ต้องเป็นห่วง

ตอนนี้เขาอยากจะขัดเกลาสมบัติวิเศษให้ดีขึ้น ทางที่ดีควรจะหาโอกาสไปที่ตระกูลฉู่สักครั้ง

“ตระกูลฉู่อย่างนั้นหรือ? เรื่องนี้พูดง่าย สำนักเรากำลังหาทางให้ตระกูลฉู่ส่งกำลังเสริมมาช่วยที่แนวหน้าเพื่อต้านทานวังอสูรกระดูกอยู่พอดี”

ดวงตาของผู้อาวุโสเหมาเป็นประกายขึ้นมา

“ขอให้ตระกูลฉู่ส่งกำลังเสริมอย่างนั้นหรือ?” เฉินอวี่ลอบตกใจ

ตระกูลฉู่เป็นขุมกำลังที่อยู่ใกล้กับสำนักอวิ๋นเยวี่ย แต่ก็ไม่ได้เหมือนกับปราสาทตระกูลเยี่ยนที่เป็นบริวารของสำนักอย่างสมบูรณ์

ในยามนี้ สำนักอวิ๋นเยวี่ยถึงกับต้องขอให้ตระกูลฉู่ส่งกำลังเสริมมาให้ เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ในตอนนี้คับขันเพียงใด

“เรื่องนี้ เจ้าสำนักกับบรรพบุรุษตระกูลฉู่ได้ตกลงกันไว้แล้ว วันมะรืนนี้เจ้าก็จงเดินทางไปที่ตระกูลฉู่พร้อมกับศิษย์เอกจงเทียนเฉินก็แล้วกัน!”

ผู้อาวุโสเหมาเอ่ย

“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ขอรับ”

เฉินอวี่เอ่ยขอบคุณ

ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ หากศิษย์คนใดคิดจะออกจากสำนักไปตามใจชอบ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

“จริงด้วย การขัดเกลาอาวุธต้องใช้แร่ธาตุล้ำค่าจำนวนมาก เจ้าคิดจะขัดเกลาอาวุธชิ้นไหน และต้องใช้แร่ธาตุอะไรบ้าง อาจารย์จะช่วยแนะนำให้เอง”

จู่ๆ ผู้อาวุโสเหมาก็ดูเหมือนจะมีความสนใจขึ้นมา

เฉินอวี่คาดเดาว่า ผู้อาวุโสเหมาอาจจะอยากแลกเปลี่ยนแร่จิตจันทราจากเขาอีกก็เป็นได้

แต่นี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดีเช่นกัน

เฉินอวี่อยากจะลองฟังความคิดเห็นของผู้อาวุโสเหมา และถือโอกาสแลกเปลี่ยนแร่ธาตุล้ำค่าสำหรับการหลอมอาวุธจากเขาด้วยเลย

ดังนั้น

เขาจึงได้นำโม่เฟิงและกระบี่หนักนิลออกมา พลางแสดงฝีมือต่อหน้าผู้อาวุโสเหมาโดยใช้พลังเพียงหกถึงเจ็ดส่วนเท่านั้น

“เจ้าอาศัยความได้เปรียบในเรื่องพละกำลัง จึงสามารถแสดงอานุภาพของมันออกมาได้เกือบทั้งหมด ทว่าดาบเล่มนี้มีคุณภาพของวัสดุที่ดีอยู่แล้ว แต่การใช้งานกลับค่อนข้างสิ้นเปลืองพลังงาน จึงยังไม่เหมาะที่จะยกระดับในตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่เป็นกระบี่หนัก แร่ธาตุที่ต้องใช้ในการขัดเกลาก็ต้องใช้มากกว่าอาวุธทั่วไปหลายเท่าตัวนัก”

ผู้อาวุโสเหมาเอ่ยอย่างครุ่นคิด

“ในทางกลับกัน ดาบเล่มนี้มีความสั้นและกะทัดรัดกว่า หากขัดเกลาให้กลายเป็นสมบัติวิเศษระดับกลาง จะใช้ต้นทุนน้อยกว่ามาก แม้ว่าสมบัติวิเศษระดับกลางโดยทั่วไปจะเหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในขั้นแปลงลมปราณ และขั้นหลอมอวัยวะภายในจะสามารถต้านทานมันไว้ได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น ทว่าหากเจ้ายกระดับดาบสั้นเล่มนี้ให้เป็นสมบัติวิเศษระดับกลางได้ ขอเพียงแค่ใช้มันในยามคับขันเพื่อเป็นท่าไม้ตายลับ ผสมผสานกับความได้เปรียบในการต่อสู้ระยะประชิดของผู้ฝึกกายแล้วล่ะก็ การระเบิดพลังเพียงชั่วพริบตานั้น เกรงว่าภายใต้ขั้นแปลงลมปราณลงมา คงจะไม่มีใครสามารถต้านทานมันได้แน่!”

ผู้อาวุโสเหมาเอ่ยพลางยิ้มออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะจินตนาการถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นออก

จบบทที่ บทที่ 114: แผนการขัดเกลา

คัดลอกลิงก์แล้ว